คำตาม ผู้เขียนบ่นท้ายเล่ม
ขอบคุณครับที่ติดตามจนจบในช่วงเล่มแรก
ตอนแรกกะว่าจะให้มีเหตุการณ์ในเมืองอีกนิดหน่อย
เจอตัวละครบางตัว แต่เจอผู้อ่านทักว่าตอนเคลียร์ปมคานาเอะเหมือนเรื่องจะจบเลย
ผู้เขียนก็เลยนึกได้ว่า น่าจะเป็นเรื่องดีที่จะได้ทบทวนเนื้อเรื่องเก่าและขึ้นการเก็บเลเวลในฉากใหม่ที่ต่างไปประมาณ เครโทส แห่ง God of War ที่เคยบ้าคลั่งไม่เกรงกลัวเทพเจ้าต้องกระเตงลูกรักตนเองไปผจญภัยด้วยกัน บรรยากาศก็แตกต่างออกไปแบบเดียวกับที่คนอ่านเคยบ่นเรื่องเฮียกัซแห่ง Berserk มีแคสก้าไปผจญภัยด้วยบรรยากาศแตกต่างกันไป
เพราะกล่าวถึงที่สุดทั้งเครโทสและกัซไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว มีคนที่ตนเองต้องการปกป้องไม่สามารถทำตนเองเพื่อบ้าคลั่งอย่างเดิมได้ จำต้องรอบคอบมากขึ้น
เล่นเกมส์ในรูปแบบที่ต้องใช้หัวมากขึ้นในกรณีของโอตะ
ที่กรณีนี้คือ speed run ผ่านฉากด้วยความรวดเร็ว อาจจะได้ผลประโยชน์น้อยลงตามความรู้สึกของนักเล่นเกมส์แบบโอตะ
แต่เขาเลือกความรวดเร็วที่เป็นไปได้ที่สุดมากกว่าที่จะมาลังเลอยู่ในเมืองนั่นเอง
ตอนเก็บเลเวลในภูเขาต่อไปก็กะจะให้ได้บรรยากาศแบบเครโตส เวอร์ชั่นที่ต้องทำตัวเป็นพ่อคนไม่ใช่นักรบคลั่งแห่งสปาร์ตันนั่นเอง
และอีกอย่างเรื่องนี้เน้นด้านสะท้อนของจิตใจตามแนวคิด เรือ่เงาของคาร์ลจุงและแนวตะลุยด่านนรก ที่มักจะได้แนวทางมาจาก ดันเต้ที่คนที่ชอบแนวนี้จะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
Consider your origins: you were not made to live as brutes, but to follow virtue andknowledge.
รำลึกถึงต้นกำเนิดของเจ้า,เจ้าไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ชีวิตอย่างคนป่าเถื่อนแต่เพื่อทำตามคุณธรรมและปัญญา.
แนวคิดที่ต้องให้มีธีมของดันเต้ที่ต้องมีเทพเจ้าและการตะลุยนรกอยู่นั่นเองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้เขียนก็อปปี้แนวคิดจากเจเคโรลลิ่งมา
ที่เริ่มจาก”เด็กชายที่อยู่ในห้องใต้บันได”จนกลายเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์อย่างที่เรารู้จักกัน
ผู้เขียนก็เริ่มจาก
“โอตาคุอ้วนน่าเกลียดที่แฮกระบบเข้าไปในมือถือของผู้หญิงเพื่อแบล็กเมล์”และผสมกับเทพเจ้าและพลังพิเศษไปก็ออกมาเป็นโอตะนี่เอง
เริ่มจาก”เด็กชายใต้บันได”และขายเป็นโลกพ่อมด
ผู้เขียนเองก็ขยายความจาก “โอตาคุที่ใช้คอมพิวเตอร์และแบล็กเมล์ชาวบ้านชาวช่อง”และขยายเป็นโลกนี้ที่ต้องใส่รายละเอียดลงไปเรื่อยๆ
อันที่จริงเสียดายที่ไม่ได้แสดงความสามารถแฮกกิ้งที่โม้ของโอตะในเรื่องแต่ที่เราเห็นว่าตารางเวลาของโอตะยุ่งมากแทบจะวิ่งตลอดทั้งเรื่องไมได้หยุดพัก
เราก็เริ่มจาการขยายคุณสมบัติของโอตะว่าคนที่แฮกกิ้งได้แบบขี้โม้นี่มันควรจะมีทักษะประมาณไหน และเราก็ขยายเรื่องราวไปจากคุณสมบัติและประเด็นนั้นและเราพยายามจะสร้างโลกนี้ขึ้นมา
และแน่นอนโลกของโอตะก็จะข้างขึ้นมาด้วยวิธีนี้
แต่อย่างที่มีการแววกันในแนว GM ให้นึกถึงก็อบลินสเลเยอร์ที่ผู้เล่นจะไม่ทำตาม GMหรอก
โอตะเองก็ค้ายๆกันด้วยนิสัยนักเล่นเกมส์เข้าเส้นเลือด
ทำให้เขาไม่คิดจะต่อสู้โดยไม่มีพลังมากพอเด็ดขาดเพราะถือคติว่าตราบใดที่มีพลังระบบเกมส์ต่อสู้ช้ากว่าเพื่อสะสมพลังก็มีโอกาสชนะมากกว่าตามตัวเลขที่เป็นอยู่
การที่เรียกว่าออกเดินทางออกนอกเมืองโดยวิธีแบบกระโดดและบินออกตรงๆไม่ต้องผ่านตึกอาคารบ้านเรือนให้มากความก็เป็นวิธีที่ได้ผล แต่เหมือนกับการทำลายผนังถ้ำในดันเจี้ยนมันเลี่ยงกับดักและบอสที่เฝ้าฉากอยู่ไปได้นั่นเอง
ในเล่มต่อไปกะจะให้ได้อารมณ์แบบจอห์นวิคเมื่อเราออกจากรอบจำกัดคือเมืองแล้วก็ไปตามป่าเขาลำเนาไพรที่มีพวกภูติและเทพเจ้าต่างๆอยู่นั่นเอง
เพราะผู้เขียนมีแนวคิดว่า “การที่ให้คนที่กำลังเสี่ยงตายไปเรียนตามปรกติก็ไม่ต่างกับจีจี้แม่โกฮังที่บังคับให้เรียนหนังสือทั้งที่โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย”นั่นล่ะครับ
มันคือแนวคิดที่ดีที่สนับสนุนให้เด็กเรียนหนังสือในภาวะปรกติ
แต่หากโลกกำลังจะล่มสลายจริงๆน่ะมาเอ้อระเหยในโรงเรียนอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก
ติดตามการผจญภัยของโอตะและคานาเอะได้ในเล่มต่อไปครับ