“มั่นใจว่าเจ้าวัดถูกต้องแล้วนะ”สุรเสียงติดจะยั่วเย้าเมื่อเห็นมือนางสั่น
“หม่อมฉันวัดใหม่ก็ได้เพคะ”นางค้อนอีกฝ่ายจนตาคว่ำ ใส่อารมณ์โกรธนิดๆ เพื่อกลบเกลื่อนแต่พอเห็นทรงกางท่อนพระกรพร้อมรอยแย้มสรวลกว้างเต็มดวงพักตร์ก็นึกรู้ในทันใดว่าทรงกำลังแกล้งรังแกนางอยู่แน่นอนหลังจากนั้นฉวนลี่ถิงจึงได้วัดส่วนสัดพระองค์ไปพร้อมกับบ่นไม่หยุดปาก
“เสื้อตัวนี้ตัดออกมาแล้วคงสวยน่าดู”หลังจากจดบันทึกทุกส่วนสัดเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ทรงเย้าแหย่นางทิ้งท้ายก่อนเสด็จออกจากโรงทอ ด้วยความโมโหอยากระบายอารมณ์หญิงสาวจึงหยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่งแล้ววาดพระพักตร์ของอีกคน พลางขีดเขียนหนวดแมวลงไป
“นี่ๆๆชอบรังแกหม่อมฉันดีนัก”
ดูเหมือนการแหย่นางให้หน้าบูดบึ้งรอบบ่ายยังไม่สาแก่พระทัยหลังมื้ออาหารค่ำเจ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ก็เสด็จมาหานางที่เรือนพร้อมกับยื่นห่อผ้าให้
“ไว้ค่อยเปิดดูในห้องเป็นการส่วนตัว”
“ป้องกันหม่อมฉันปฏิเสธไม่รับของของพระองค์ใช่หรือไม่เพคะ”
“เถอะ...รับรองมันเป็นผลดีกับเจ้าแน่”
สวรรค์!
ผลดีอันใดกันเล่า!
เวลาต่อมาฉวนลี่ถิงถึงกับอุทาน เมื่อเปิดห่อผ้าออกในห้องนอนนางก็พบว่าข้างในนั้นคือฉลองพระองค์แบบลำลอง มีจดหมายวางอยู่ด้านบนหนึ่งฉบับ
‘เห็นอาการของเจ้าวันนี้แล้วนึกหวั่นใจว่าเจ้าอาจวัดสัดส่วนเสื้อผ้าข้าผิดเพี้ยนไป จึงขอมอบเสื้อผ้าแทนตัวไว้จะนำติดตัวไปด้วยหรือไม่ ก็แล้วแต่จะตัดสินใจ’
ทรงมอบฉลองพระองค์ให้นางนำเข้าวังด้วยใครรู้ใครเห็นนางมีเสื้อผ้าผู้ชายในครอบครองจะคิดเลยเถิดอย่างไรได้อีก...มีเพียงภรรยาเก็บเสื้อผ้าสามี!
ด้วยความขวยเขินฟุ้งซ่านคนเดียวฉวนลี่ถิงจึงซุกหน้าลงกับห่อผ้า...คงไม่ใช่แน่นอน ในเมื่อคนมีสิทธิ์ตีตราจองครองพระทัยได้คือหานจิ่นซู่คนเดียวเท่านั้น
ในจังหวะที่นางขยับเสื้อในมือก็มีกระดาษแผ่นเล็กร่วงหล่นลงมาอีกแผ่น
‘ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไรอย่าเชื่อคำคนอื่น ให้เชื่อมั่นในคำของข้าคนเดียวเท่านั้น’
สตรีในหอห้องคล้ายได้ยินเสียงอันคุ้นชินกระซิบที่ข้างหูใบหน้าแดงซ่านราวถูกต้มด้วยน้ำเดือดทว่าทั้งตัวและหัวใจนางตอนนี้กลับไร้ร่องรอยของความเจ็บปวด
ไม่นานนักเสียงขลุ่ยแว่วแผ่วมาตามลมฉวนลี่ถิงลุกไปหยุดยืนข้างหน้าต่างเพื่อสดับทุกท่วงทำนองเพราะพลิ้วของยามวิกาลราตรีมืดสงัด จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเจ้าของตำหนักผู้กุมหัวใจนางไว้ทั้งดวง...
รุ่งเช้าเหล่าข้าหลวงจากในวังก็มาขนย้ายสัมภาระของสองน้าหลานอาเฉินไม่รู้ว่าหลังจากขึ้นรถม้าไปแล้วนั้น จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกจึงโบกมือให้เสด็จอาพร้อมรอยยิ้มร่าเริง สำหรับองค์ชายน้อย ขอแค่มีน้าสาวเคียงข้างจึงยังมีรอยยิ้มเสมอ
สายพระเนตรของเสวี่ยอ๋องที่ใช้มองฉวนลี่ถิงราวดวงหทัยกำลังถูกพรากทรงมองตามกระทั่งนางปิดม่านของรถม้าแล้วขบวนของผู้คนก็เคลื่อนออกจากตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ไป
แม้ฐานะฉวนลี่ถิงเป็นถึงท่านหญิงแต่ก็ยังไม่น่าไว้วางใจเท่าใดนัก ระยะเวลาต้องอยู่ในวังก็ยังไม่แน่ชัดหลังจากนางไปแล้วเจ้าของตำหนักจึงเข้าไปยังห้องพักของหญิงสาว...ไม่มีสิ่งใดถูกทิ้งไว้
พระโอษฐ์บางแย้มเปิดดวงเนตรวาวระยับ ความมั่นใจไม่เคยท่วมท้นเพียงนี้มาก่อน
ทรงได้ครอบครองหัวใจฉวนลี่ถิงแล้ว...
จวนสกุลหาน
“ซู่เอ๋อร์นะซู่เอ๋อร์มองคันฉ่องเสียหน่อยเถอะ จะได้เห็นว่าหน้าตาเจ้ายามนี้มันน่าดูหรือไม่” หานฟูเหรินทักบุตรสาวซึ่งกำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ภายในห้องส่วนตัว
หานจิ่นซู่เป็นบุตรสาวคนเล็กของเจ้ากรมพิธีการหานจี้อิงบุตรชายคนโตรับราชการอยู่กรมอาญา ส่วนพี่สาวเพิ่งเข้าวังรับตำแหน่งนางสนมรอวันให้องค์จักรพรรดิโปรดปรานเพื่อไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูงยิ่งขึ้น
“เพราะท่านแม่ไม่ได้เป็นคนเห็นแววพระเนตรของเสวี่ยอ๋องยามมองผู้หญิงคนนั้นนี่เจ้าคะ”กล่าวแล้วก็ถอนหายใจอีกหนึ่งเฮือก
หานฟูเหรินโบกมือให้บ่าวไพร่ในเรือนถอยออกไปเพื่อจะคุยเป็นการส่วนตัว
หานจิ่นซู่รินน้ำชาใส่ถ้วยให้มารดาที่นั่งลงข้างๆ
“จะสนใจไปไยในเมื่อคนที่จะประทานสมรสให้เจ้าก็คือพระชนนี หากพระองค์มีคำสั่งลงมา อีกทั้งฝ่าบาทสนับสนุนเสวี่ยอ๋องไหนเลยจะกล้าขัดรับสั่งได้”
“แต่...”
“หวั่นใจว่าพระองค์จะมีใจให้เจ้าน้อยไปละสิ”
“เรียกได้ว่าทรงไม่มีใจให้ข้าเลยจะดีกว่านะท่านแม่”สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามจนเป็นที่กล่าวขาน บอกจุดที่กังวลในใจ
เมื่อสองปีก่อนนางมีเหตุบังเอิญได้พบองค์ชายเสวี่ยจิ้งที่ทางเดินของวังหลวงระหว่างกลับจากคัดตัวเข้าฝ่ายร้องรำของกรมพิธีการ เพราะนางหกล้มกะทันหันทรงเข้ามาพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่นคือการพบหน้าครั้งแรกที่ตราประทับในใจจนเกิดรักแรกพบขึ้น
“คิดไร้สาระ เจ้าแต่งเป็นชายาเอกเพื่อมีบุตรให้พระองค์นั่นสิคือเรื่องสำคัญ ได้ผูกพันกันแล้ว ความรักจะตามมาเอง ดูอย่างข้ากับพ่อเจ้าเคยพบหน้าหรือรักกันมาก่อนเสียเมื่อไร แต่งแล้วก็มีพวกเจ้าถึงสามคน”
“ท่านแม่ไม่คิดหรือว่าเสวี่ยอ๋องอาจจะแต่งนางเป็นชายารอง”แม้ความงามของฉวนลี่ถิงนั้นด้อยกว่านางหลายส่วนแต่ความใกล้ชิดที่ได้พำนักอยู่ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์นานหลายเดือนคงทำให้เสวี่ยอ๋องทรงหวั่นไหวไม่น้อย เพราะในคืนชมจันทรานางเห็นคนทั้งสองเอาแต่ลอบมองกันไปมา
“เจ้านะเจ้าหยุดคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว ยิ่งคิดยิ่งก่อไฟเผาไหม้ตัวเองที่ควรคิดคือทำอย่างไรเจ้าจะได้แต่งเป็นพระชายาในเร็ววันมิดีกว่าหรือในเมื่อพระชนนีทรงมีพระเมตตาสนับสนุนครอบครัวเราขนาดนี้แล้ว”
บุตรีทั้งสองคนหนึ่งเข้าสู่ราชวงศ์แล้ว อีกคนก็กำลังจะขยับฐานะขึ้นสูงในไม่ช้ายังเกียรติคุณแก่สกุลหานและนางผู้เป็นมารดายิ่งนัก
“เจ้ามีหน้าที่แค่ทำอย่างไรให้มีแต่เจ้าในสายพระเนตรความงาม ชื่อเสียงวงศ์สกุล และกิริยามารยาทที่ได้รับการอบรมนั่นแหละจะทำให้เสวี่ยอ๋องหันมามองเจ้า ไม่ใช่ฉวนลี่ถิง ให้เวลาพระองค์สักหน่อยบางครั้งผู้ชายก็เลอะเลือนเช่นนี้ แต่ไม่นานหรอก เขาจะรู้เองว่าอย่างไหนกรวดอย่างไหนหยก”
“จริงสินะขอเพียงข้าได้แต่งกับพระองค์ ไม่แน่ถึงตอนนั้นเรื่องระหว่างพระองค์กับฉวนลี่ถิงก็อาจไม่จำเป็นต้องนำมาใส่ใจแล้วอ้อ...ท่านแม่รู้หรือไม่ งานคืนนั้นข้ายังได้ยินนางกำนัลซุบซิบเรื่องที่ฉวนลี่ถิงเฝ้าเอาอกเอาใจพระมเหสี และยังได้ยินว่าฝ่าบาทก็ดูเหมือนจะทรงถูกตาต้องใจนางอยู่ไม่แน่นะ พระมเหสีอาจจะผลักดันนางให้เป็นสนมอีกคนของฝ่าบาทก็ได้”
“นั่นปะไรรู้อย่างนี้แล้วก็อย่าเพิ่งระแวงนางให้มาก ลองได้มีฝ่าบาทมาเกี่ยวข้องคนที่ต้องห่วงเรื่องนี้ควรเป็นพี่สาวเจ้าโน่น ไม่รู้เหนือรู้ใต้ เผลอไปมีเรื่องกับนางพวกเราจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”
“ขอบคุณท่านแม่ที่เตือนสติลูก”หานจิ่นซู่ประจบด้วยการรินน้ำชาให้มารดาอีกถ้วย
หานฟูเหรินลูบฝ่ามือลงบนเรือนผมของบุตรสาว
“รักจะกุมหัวใจคนเป็นใหญ่ใจเจ้าต้องนิ่งกว่านี้นะซู่เอ๋อร์”
“ซู่เอ๋อร์จะปฏิบัติตามคำสอนสั่งของท่านแม่เจ้าค่ะ”
“ดีแล้วพวกเจ้าได้ดีก็เป็นที่พึ่งพิงของพ่อกับแม่ เป็นหน้าเป็นตาให้สกุลหานของเรา”
“วันมะรืนพระชนนีเรียกลูกเข้าวังเจ้าค่ะ” ดวงตาคู่งามทอประกายสุกใสคนเป็นแม่คลี่ยิ้มร่วมยินดี
“แสดงว่าต้องเป็นข่าวดีแน่ๆเจ้าเตรียมตัวให้พร้อมเถอะอย่าให้ข้าเห็นเชียวว่ามัวนั่งถอนหายใจหน้านิ่วคิ้วขมวดอีก”
“ท่านแม่ก็อย่าล้อข้าสิ ใครจะเก่งมองเรื่องทะลุปรุโปร่งได้อย่างท่านกันเล่า”
“ไม่เช่นนั้นจะมีคำกล่าวอาบน้ำร้อนมาก่อนรึเอาเถอะ...อย่าลืมที่แม่บอก เจ้าจะสมหวังหรือไม่ ส่วนสำคัญอยู่ที่พระชนนีหมั่นเอาพระทัยให้มาก แล้วจะดีเอง”
“เจ้าค่ะ”