ฉันนี้แหละหมอ(I am doctor)

    ตอนที่ 7 โรคที่ว่าคือ

    สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ทำให้ผมนึกย้อนไปสมัยที่ผมทำงานใหม่ ตอนนั้นผมไปอยู่ประจำที่โรงพยาบาลอำเภอของจังหวัดจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช่ครับวันนี้งานบุญ ของคู่กับงานบุญคืออุบัติเหตุ ใช่ครับคืนแรกของการอยู่เวร กับการต้องรับเคส Emergency เราจะเจอคนหลายประเภทครับ ในการทำงาน
    พวกที่ชอบโวยวาย ร้องโอดโอย ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นไรมาก และคนที่เงียบจนพูดอะไรไม่ออก แล้วก็พวกที่ขวางโลก หลักในการรักษาในเคส Emergency นั้น ในกรณีที่มาเยอะพร้อมกัน เราก็ต้องเลือกคนที่ไม่ได้สติก่อน หรือเขาเรียกว่าอาการ coma แต่ไม่ใช่เสียชีวิตแล้วนะเพราะเราจะต้องเร่งช่วยผู้ป่วยที่มาในสภาวะนี้ก่อนเพราะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ต่อมาก็จะเป็นพวกเสียเลือดมาก กลุ่มนี้ก็อันตรายเพราะเราทุกคนก็น่าจะทราบเพราะอะไรแต่จะพูดง่ายๆ คือ มันจะทำให้เกิดอาการช็อกเมื่อเราเสียเลือดมากกว่า 30% ของเลือดทั้งหมดน่างกายเราก็จะไปทำให้เกิดการช็อกตามมา ต่อไปก็พวกกระดูกหัก ก็สำคัญที่หักส่วนไหนเพราะถ้าเป็นเพียงส่วนรยางค์ของร่างกายก็ไม่น่าห่วง แต่ถ้าเป็นหลักของร่างกายอันตรายพอๆ กับกลุ่ม coma เลยเพราะพวกนี้มักจะเป็นกลุ่มเดียวกัน นอกนั้นก็เป็นแผลธรรมดาแล้วล่ะครับ หลักที่ผมทำก็เป็นประมาณนี้
    คงเพราะว่าทำมาเป็นระยะเวลานานผมจึงค่อนข้างชินกับสิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าขณะทำการทดสอบ
    ผมใช้เวลาไม่นานในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในการทดสอบหลังจากที่ผมทำการรักษาเบื้องต้นเสร็จ ภาพรอบๆ ตัวของผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เป็นผมยืนอยู่ในห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง มีชายวัยกลางคนนอนอยู่บนเตียง
    “การทดสอบนี้ผู้ทดสอบต้องวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร และจะมีวิธีการรักษาอย่างไร”
    สิ้นเสียง ก็มีญาติของผู้ป่วยมาหาผม
    “ท่านหมอกรุณาช่วยลูกชายของข้าน้อยด้วย จะให้ข้าน้อยทำอะไรก็ได้ ฮื้อๆ”
    ผมได้แต่คิดในใจทำไมมันเหมือนจริงขนาดนี้ ทั้งภาพและอารมณ์ที่แสดงออกมาให้ผมได้รู้สึก แล้วสิ่งสำคัญคือผมไม่มีเครื่องมืออะไรเลยในการตรวจรักษา ผมนึกอย่างเดียวว่าต้องการ Stethoscope แล้วหน้าหนังสือการฟังเสียงที่ละเอียดอ่อนก็ปรากฏขึ้นในหัวผม มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะทำไมอยู่ๆ มันก็ปรากฏขึ้นมา ผมลองนึกถึงการเข้าเฝือกแล้วหน้าหนังสือการเข้าเฝือกก็ปรากฏขึ้นเช่นกัน มันจึงทำให้ผมเข้าใจว่า หนังสือทั้งหมดไม่ได้ไปไหนแต่อยู่ในหัวผมนี้เอง
    ผมเริ่มอ่านดูการใช้การฟัง มันไม่ได้ยากอะไรนั้นแค่การเพ่งสมาธิไปที่หู แล้วเดินเส้นพลังบังคับให้พลังไปที่บริเวณหูให้มากแล้วการได้ยินจะชัดเจนขึ้น ผมเดินเข้าไปหาผู้ป่วย และนั่งลงบนเก้าอี้ ที่ข้างเตียงของผู้ป่วย เราสองสบตากันผมเหมือนจะรู้บางอย่าง
    “ขอแขนหน่อยครับ” ผมทำท่าเหมือนจับชีพจร ที่ผมเรียกว่า Pulse ผมจับได้สิ่งแรกที่อยู่ในหัวคือมันเต้นเบาและจนมาก ผมก็ไม่แปลกใจกับสิ่งที่ผมแล้วรับรู้จากผู้ป่วย ไม่นานผมก็ใช้พลังวิเศษที่พึ่งจะเรียนรู้ มันคือการได้ยินเสียงของเป้าหมายที่ต้องการฟังก็รู้ พอพลังดึกๆ
    “ครื้น...คราดๆ ๆ ...”
    เสียงนี้ผมได้ยินมาจากบริเวณหน้าอกของขุนนางคนนี้ ผมเริ่มฟังใหม่ทีนี้ เริ่มจากข้างซ้าย แล้วไล่ไปข้างขวา จากนั้นก็มาที่หัวใจ แล้วไล่ขึ้นไปหลอดลม พบเสียงนี้ที่ชัดเจนแค่ตรงด้านล่างปอด กำลังค่อยๆ ลามไปเรื่อย ปอดที่เสียหายไปแล้วยากที่จะนำกลับคืนมา
    “ท่านเคยไปทำสวนหรือขี่ม้าเป็นระยะเวลานานหรือมครับ”
    “คุณหมอทราบได้อย่างไร”
    “ท่านทราบได้อย่างไรว่าสามเดือนกว่าพวกเจอข้า ลงมือทำสวนเอง ไม่นานร่างกายข้าก็ค่อยๆ ไม่มีเรี่ยวแรงและสิ่งที่น่าตกใจคือข้าเริ่มป่วยมีไข้เป็นปกติ แต่หมอหลายท่านมารักษา กลับไม่หายไปสักที อาการยิ่งทรุด ข้าถึงขนาดตามหมอระดับอาจารย์แล้วก็จนไปถึงระดับนักปราชญ์ ก็ยังหาว่าข้าเป็นอะไรไม่ได้”
    “ก่อนอื่นเลยท่านให้คนไปแจ้งว่าพื้นที่ตรงนั้นอันตรายก่อน เพราะถ้ามีคนเข้าไปจะเป็นแบบท่านได้ แล้วข้าจะเขียนยาให้ท่านไปต้มกินก่อน ยานี้จะไม่ทำให้ท่านหายนะ เพียงแต่ท่านจะไม่อาการแล้วดีขึ้น รอข้าไปทำยาให้ท่านก่อน เพราะท่านนั้นติดเชื้อที่ร้ายแรง เชื้อนี้จะอยู่ที่ดินมันจะติดเข้าสู่ปอด อาการไม่ต่างจากการเป็นไข้ตามธรรมดา แต่ถ้าปล่อยไว้เชื้อจะลามเข้าสู่กระแสเลือด แล้วนั่นแหละไม่นานท่านก็จะตาย”
    “อะไรนะท่านหมอ ข้าจะตายเหรอ”
    “ผมแค่บอกว่าถ้าปล่อยไว้น่ะนะ เอานี่ให้คนไปหาซื้อยาพวกนี้มาต้มทาน วันล่ะสองครั้ง เช้าและเย็นหลังทานอาหารนะ เดี๋ยวผมจะไปทำยามาให้อีกที ท่านจะได้หายจากโรคนี้”
    “ท่านหมอโรคนี้มันชื่อว่าโรคอะไรเหรอ”
    “อ้อ มันคล้ายกับ melioidosis ข้าเรียกมันว่าอย่างนี้น่ะ”