จอมโจรทลายสวรรค์

    ตอนที่ 26 มีพิรุธ

     

             ช่างเป้ยเดินไปที่ดาบเหล็กสีดำของชายชุดดำนางจ้องมองที่ตัวดาบเหล็กสีดำ ที่ดาบมีตัวอักษรสลักในเนื้อดาบ  “ดาบอัคคีคลั่ง” ช่างเป้ยดูดดาบสีดำขนาดใหญ่เข้าวงแหวนมิติของนาง

     

     

              นางหันกลับมามองเฟยซุนด้วยสายตาเย็นชา ทว่ามันก็ไม่สนใจไยดีกับสายตาอันเย็นชาแม้แต่น้อย “ขอบคุณศิษย์พี่เป้ย” เฟยซุนประสานมือก้มโค้งเล็กน้อยเชิงขอบคุณก่อนหันหลังเตรียมเดินออกจากบริเวณนั้นช่างเป้ยขมวดคิ้วเรียวงามด้วยท่าทีประหลาดใจกับกริยาของชายหนุ่นเบื้องหน้านาง“ช้าก่อนศิษย์น้อง เจ้าต้องการจะไปไหนเจ้าไม่กลัวพวกมันย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าอีกอย่างงั้นเหรอ พวกมันยังเหลืออีกสองคนที่ติดตามเจ้าออกมาจากโรงเตี๊ยม” เฟยซุนหันกลับไปมองด้วยท่าทีขอบคุณ

     

              “ขอบคุณศิษย์พี่เป้ยที่เป็นห่วงข้า ตัวข้าก็ห่วงชีวิตน้อยๆของข้า แต่ข้าแยกกับสหายเพื่อหลบหนี ในเมื่อภัยถูกท่านช่วยขจัดจนหมดสิ้นข้าต้องรีบกลับไปช่วยสหายของข้า” ช่างเป้ยจ้องมองมันความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวแสดงออกไปทางนัยน์ตา ช่างเป้ยก่อให้เกิดความรู้สึกซับซ้อนกับการกระทำของมัน ความคิดด้านลบที่นางมีต่อมันก่อนหน้านี้ล้วนสลายจนหมดสิ้น“รอข้าสักครู่ เดียวข้ากลับมา” นางพุ่งออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวนางกลับมาพร้อมหญิงสาวสองคนและชายหนุ่มอีกคน ทว่าสายตาจากชายหนุ่มหันมองเฟยซุนด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างที่สุดทุกการกระทำไม่อาจรอดพ้นสายตาของช่างเป้ยได้นางรีบเอ่ยอย่างรวดเร็ว “ ศิษย์น้องเหลี่ยนเจ้าจงให้เกรียรติผู้อื่น นั้นคือศิษย์น้องร่วมสำนักของพวกเรา”

     

             เฟยซุนเองก็ไม่มีเวลามาสนใจสายตาเหยียดหยามของหยางเหลี่ยนแม้แต่น้อยมันไม่แม้แต่หันกลับมาไปมองให้เสียเวลา เฟยซุนเอ่ยอย่างเร่งรีบ“ศิษย์พี่ทั้งสี่ท่าน ข้าต้องรีบออกตามหาสหายข้า พวกเราแยกกันหลบหนีระหว่างทางตอนถูกดักชิงทรัพย์” หญิงสาวทั้งสามคนพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง “พวกเราจะช่วยหาสหายเจ้าเอง” หญิงสาวทั้งสามพุ่งออกไปคนละทิศ ยกเว้นหยางเหลี่ยนที่ยืนจับจ้องมันด้วยสายตาเหยียดหยาม ทว่ามันไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับไปมองยางเหลี่ยนแม้แต่น้อยมันหันหน้าเตรียมจากไป ทว่ามันได้ยินเสียงมาจากทิศทางของหยางเหลี่ยน

     

              “ถุย !! ที่แท้ก็แค่คนขี้ขลาดทิ้งสหายตัวเอง เพื่อหนีเอาตัวรอด เจ้ามันก็แค่ขยะ” คำพูดที่จากปากหยางเหลี่ยน เฟยซุนไม่อาจสะกดอารมณ์กับคำพูดที่เหยียดหยามมันได้อีกต่อไปมันหันกายกลับด้วยความโกรธเกรี้ยว “ เจ้าว่าอย่างไรนะ” ภายในใจเฟยซุนรุ่มร้อนไปด้วยเพลิงโทสะทีพร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งปราณทมิฬอันน้อยนิดหลุดรอดจากการควบคุม หยางเหลี่ยนสัมผัสถึงไอปราณทมิฬโดยตรง แม้เป็นเพียงไอปราณอันน้อยนิดแต่นี้คือปราณทมิฬอสูรแฝงด้วยเพลิงโทสะ หยางเหลี่ยนร่างกายสั่นสะท้านเข่าทั้งสองข้างของหยางเหลี่ยนทิ้งลงกระแทกพื้น สองมือสั่นระริกไปด้วยความหวาดกลัวเหงื่อออกที่แผ่นหลังจนเปียกชุ่ม นัยน์ตาเหม่อลอยราวกับพานพบราชันอสูรก่อนที่มันเอ่ยออกมาอย่างไร้สติ “ ระ…ราชันอสุรา ” เฟยซุนเรียกสติควบคุมปราณทมิฬที่เล็ดรอดออกมาจนสงบ "เกือบควบคุมไม่ได้ อันตรายจริงๆ" มันเพียงจ้องมองร่างหยางเหลี่ยนเพียงครู่ก่อนเร่งทะยานออกจากบริเวณนั้น มุ่งกลับทิศทางเดิมที่ย้อนมา มันสามารถสัมผัสได้ถึงหลิ่งอี้ได้ทันที 

     

              “ หลิ่งอี้เจ้าเป็นอะไรรึปล่าว ” เฟยซุนยืนจ้องหลิ่งอี้่ที่นอนราบไปกับพื้นหญ้า หลิ่งอี้เมื่อได้ยินมันฝืนดันตัวลุกขึ้นมาอย่างอ่อนแรงยืนหยั่นด้วยตัวเอง แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ฝืนใช้อาวุธต้องห้ามสูบปราณไปจนหมดสิ้น มันทำได้เพียงฝืนยืนด้วยขาที่สั่นตลอดเวลา เฟยซุนเห็นสภาพร่างกายหลิ่งอี้ในยามนี้มันก็เข้าใจได้ทันทีว่าทางนี้ก็น่าจะผ่านศึกมาอย่างยากลำบาก ทว่าภายไม่กี่อึดใจเหล่าศิษย์พี่หญิงทั้งสามก็ปรากฏกายยืนล้อมลอบพวกมัน

     

             ช่างเป้ยขมวดคิ้วเรียวงามอย่างประหลาดใจ นางออกตามหาหลิ่งอี้ก่อนมันแต่ไม่ว่าหายังไงก็ไม่พบสหายของมัน ทว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้ากลายผู้ที่สามารถค้นหาสหายของมันพบก่อนนางช่างเป้ยยืนนิ่งครุ่นคิดอยู่เพียงครู่นางก็ยิ่งสงสัยในตัวของมันขึ้นไปอีก

     

             หลิ่งอี้ตื่นตระหนกด้วยท่าทีสนใจหญิงสาวทั้งสามมันแอบกระซิบถามซุน “พวกนางคือใคร” หลิ่งอี้จ้องมองมันด้วยแววตาเป็นประกาย “พวกนางคือศิษย์พี่หญิงของสำนักเรา” ใบหน้าหลิ่งอี้พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงซ่านด้วยท่าทีขวยเขิน “คะ…คารวะศิษย์พี่หญิงทั้งสาม” ทว่าเรี่ยวแรงหลิ่งอี้ยังไม่ฟื้นกลับมา จู่ๆขาขวาอ่อนแรงเซล้มจนก้นกระแทกพื้นต่อหน้าศิษย์พี่หญิงของมัน“ ฮ่า ฮ่า…อุ๊ปป ” กันเย่วและมี่อิงรีบเอามือปิดปากอย่างเร็วฝืนกลั้นหัวเราะอย่างทรมาน

     

             กลั้นหัวเราะอย่างทรมาณ

    งกลุ่มเจ้าเลยใช่ไหมข้าเคยได้ยินที่หมู่บ้านข้าคุยกัน          “เจ้านี้ตลกจัง” กันเย่วและมี่อิงจ้องมองหลิ่งอี้ราวกับเป็นเรื่องสนุก  ทว่าใบหน้าช่างเป้ยกลับมีสีหน้าเรียบนิ่ง“กันเย่วเจ้าหยุดหัวเราะได้แล้ว เจ้าไปตามศิษย์น้องเหลี่ยนมารวมตัวที่นี้ เราจะออกเดินทางกลับสำนักพร้อมกัน” สิ้นเสียงช่างเป้ย กันเย่วทะยานออกตามทางเดิมหายไปในความมืดภายในไม่ถึงสิบอึดใจกันเย่วพาหยางเหลี่ยนมาในสภาพไร้เรี่ยวแรง ช่างเป้ยประหลาดใจกับอาการของศิษย์น้อง “ศิษย์น้องเหลี่ยนเจ้าเป็นอะไรไป” ช่างเป้ยจ้องเข้าไปในแววตาหยางเหลี่ยนยังคงเหม่อลอยราวกับมันกำลังฝันอยู่

     

     

              “ อะแฮ่ม อะแฮ่ม ” เฟยซุนก้าวเท้ามาเบื้องหน้าสองสามก้าวพลันทำเสียงกระแอมสองครั้ง หยางเหลี่ยนได้สติในฉับพลันจ้องมองราวกับพบกับร่างจำแลงของราชันอสูรามันเดินถอยหลังเข้าไปหลบด้านหลังกันเย่วด้วยสายตาหวาดกลัว “เจ้าปิศาจ” หญิงสาวทั้งสามสบตาพลันแสดงสีหน้าด้วยความมึนงง“ศิษย์น้องเหลี่ยนเจ้าเป็นอะไรไป” ช่างเป้ยสังเกตอาการหยางเหลี่ยนราวกับกำลังหวาดกลัวเฟยซุนแต่ช่างเป้ยก็ไม่อาจหาจุดเชื่องโยงเรื่องนี้ได้ เมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหยางเหลี่ยนยังมีท่าทีไม่พอใจในตัวเฟยซุนอยู่เลยแต่บัดนี้กลับกลายเป็นกลัวศิษย์น้องผู้นี้ ช่ายเป้ยยิ่งไม่เข้าใจว่าท่าทีของศิษย์น้องหยางเหลี่ยนเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกมันกันแน่น

     

              “ศิษย์น้องอิงศิษย์น้องเย่ว” หญิงสาวทั้งสองสบตาช่างเป้ยราวกับเข้าใจความหมาย “พวกพาศิษย์น้องเหลี่ยนล่วงหน้ากลับสำนักไปก่อนข้าคิดว่าศิษย์น้องเหลี่ยนอาจจะไม่สบายก็เลยจะดูไม่ค่อยมีสติสักเท่าไร”  กันเย่วและมี่อิงรีบเร่งพาหยางเหลี่ยนกลับสำนักอย่างรวดเร็ว “กันเย่ มี่อิง พวกเจ้าทั้งสอง อย่างไปยุ่งกับเจ้านี้นะ ม...มันเป็นปิศาจข้าเห็นเงาอสุรา” กันเย่วและมี่อิงหันสบตากันอย่างช้าๆ คิ้วเรียวงามขมดกันเป็นปมพลันเอ่ยออกมาดั่งเช่นช่างเป้ยกล่าวก่อนออกมา “หยางเหลี่ยน ข้าว่าเจ้าน่าจะไม่สบายเลยเห็นภาพหลอนศิษย์น้องผู้นี้ออกหน้าตาน่ารักจะเป็นปีศาจดั่งที่เจ้าว่าได้เช่นไร "เอ๋ ข้าลืมถามพวกเจ้า ชื่ออะไรกัน" กันเย่จ้องมองพวกมันอย่างสนใจ "ข้าชื่อ ฮุ่ยซุน ส่วนเจ้านี้ชื่อหลิ่งอี้" เฟยซุนแนะนำอย่างสุภาพ กันเยว่ผงกศีรษะก่อนหันไปทางช่างเป้ย "ศิษย์น้อง นี้คือศิษย์พี่ช่างเป้ย ส่วนคนนี้มี่อิง เจ้านี้หยองเหลี่ยน และข้ากันเยว่" เฟยซุนและหลิ่งอี้คาระศิษย์พี่อย่างพร้อมกัน "เอาล่ะ เอาล่ะ แนะนำตัวกันแค่นี้พอ ตอนนี้ยังไม่ปลอดภัย พวกเราไปจากที่นี้ก่อน" มี่อิงและกันเยว์ลากสหายของพวกนางกัน ทว่าระหว่างทางหยางเหลี่ยนที่ได้สติก็พูดถึงเรื่องศิษย์น้องสุดอันตรายให้หญิงสาวทั้งสองอย่างไม่มีท่าทียอมแพ้

     

              “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เฟยซุนเป็นคนแรกที่พูดขึ้นมา “ข้าไม่เป็นไร”หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าใช้พลังปราณแทบหมดกับการหลบหนีชายชุดดำ”ช่างเป้ยจ้องมองหลิ่งอี้อย่างสงสัยนางหันหน้าไปหาเฟยซุน “เจ้าบอกว่าเจ้ากับหลิ่งอี้แยกกันหลบหนี” ช่างเป้ยมองกลับไปที่หลิ่งอี้ “แล้วเจ้าใช้วิธีการใดหลบหนีชายชุดดำ”ในยามนี้ช่างเป้ยยังคงสงสัยพวกมันราวกับกำลังสอบสวนความผิด หลิ่งอี้เป็นคนแรกที่ไม่อาจสะกดความกดดันเช่นนี้ ทว่าช่างเป้ยกลับยิ่งจ้องเข้าในไปนัยน์ตาหลิ่งอี้ ราวกับนางกำลังค่อยๆเดาเรื่องราวของชายหนุ่มผู้นี้ที่กำลังปิดบังความลับกับนางอยู่ช่างเป้ยเปรยตามองด้วยนัยน์ตาอันเย็นชาราวกับต้องการคำตอบจากหลิ่งอี้ “ขะ…ข้าใช้ท่าร่างหลอกล่อมันจนมันติดจ้า มะ…มันกับมุ่งหน้าไปคนละทิศกับข้า ขะ…ข้าจึงหลบหนีอย่างหวาดกลัวจนใช้พลังปราณหมดอย่างที่ศิษย์พี่เห็น” หลิ่งอี้ยิ่งเอ่ยยิ่งมีพิรุธ

     

              “พวกมันตามเจ้าไปกี่คน ” ช่างเป้ยเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “มีคนตามข้ามาเพียงคนเดียว” ช่างเป้ยหันไปหาหลิ่งอี้อย่างช้าๆพลันเอ่ยทวนคำของมัน“เพียงคนเดียว” ก่อนที่นางหันไปหาเฟยซุน “ข้าปะทะกับคนที่มีลักษณ์เป็นหัวหน้าของพวกมัน และคนที่หลิ่งอี้สามารถหลบหนีพ้น รวมมีเพียงสองคนแล้วอีกหนึ่งคนตามใครไป” ช่างเอ่ยจ้องมองทั้งสองด้วยท่าทีสงสัย

     

              “เอ่อ…ศิษย์พี่เป้ยข้าคิดว่ามันคงจับสัมผัสถึงพลังปราณอันแข็งแกร่งได้มันคงกลัวเลยฉวยโอกาสหลบหนีไปก่อนก็ได้ แต่ที่หัวหน้ามันไม่หนีอาจเพราะความหิวกระหายการที่ได้ต่อสู้กับสาวงามเช่นท่าน ” เฟยซุนต้องรีบพลิกสถานการณ์อันย่ำแย่ก่อนที่จะโดนเปิดโปงความลับ ทว่าช่างเป้ยจ้องมองพวกมันที่กำลังซุกซ่อนความผิดปกติ 

     

              “หึหึ หลบหนี พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่อย่างนั้นเหรอ ถึงข้ายังไม่สามารถคาดเดาสาเหตุได้ แต่ข้ารู้พวกเจ้ากำลังมีเรื่องปิดบัง แต่ครั้งนี้ข้าจะไม่คาดคั้นเจ้าและจะรายงานเรื่องราวให้ทางสำนักตรวจสอบ เหตุการณ์ภายในวันนี้ว่ามีกลุ่มชายฉกรรณ์ออกดักปล้นบริเวณรอบสำนัก” พวกมันจ้องศิษย์พี่ด้วยสายอันมันมีพิรุธอย่างที่สุด เฟยซุนจ้องมองไปยังศิษย์พี่ “ศิษย์พี่ช่างเป้ยพวกข้าเป็นเพียงศิษย์ใหม่ อย่าให้เรื่องนี้ถึงสำนักเลยพวกเราก็เป็นเพียงผู้เสียหาย ข้าไม่อยากถูกจับตามองจากเหล่าผู้อาวุโสไปมากกว่านี้แล้ว” นางยิ่งสะดุดกับคำพูดของมัน

     

              “เหล่าผู้อาวุโสจับตาเจ้าแสดงว่าเจ้าต้องไปทำอะไรผิดไว้อยู่แล้วใช่ไหม” ช่างเป้ยเลิกคิ้วจ้องมองมันอย่างสงสัยอีกครั้ง “เจ้าชื่อฮุ่ยซุน ศิษย์ใหม่ แซ่เหมือนผู้อาวุโสฮุ่ยเหมย” ความคิดของนางปะติดปะต่อเรื่องราวได้บางอย่าง นัยน์ตาเบิกกว้างทอประกายอย่างประหลาดใจด้านหน้านางคือศิษย์ใหม่ผู้มีชื่อเสียงโด่งเด่นตั้งแต่วันแรกที่มันสมัครเข้าสำนัก “เจ้าคือศิษย์ใหม่ชื่อฮุ่ยซุน” ช่างเป้ยจ้องมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้า

     

              “ เจ้าคือหลานผู้อาวุโสเหมย เจ้าสามารถทำลายกระจกน้ำมายาแตกได้ในตอนทดสอบรอบที่สองเจ้าปรากฎตัวที่ตำหนักเจ้าสำนักกับคุณหนูลี่เซียน และเจ้ายังไปนอนคุกในกรงมังกรเพลิงลงทัณฑ์ตั้งหนึ่งวัน” ช่างเป้ยมองไปที่มันราวกับกำลังรอคำตอบเอ่ยจากปากของมัน “ใช่ เป็นข้าเอง” มันละอายใจกับการกระทำของมัน “ฮ่า ฮ่า ที่แท้เป็นเจ้านี้เอง ในยามแรกที่ข้าได้ยินข้าก็ไม่ค่อยเชื่อนักเหรอกเพราะสิ่งที่เจ้าทำลงไปบางคนที่อยู่สำนักมาเป็นสิบๆปียังไม่เคยกระทำเช่นจ้า”ช่างเป้ยเอ่ยอย่างอารมณ์ดี มันลอบมองช่างเป้ยราวกับกำลังต้องการอธิบาย“ที่ข้าไปที่ตำหนักเจ้าสำนักเป็นเพียงคุณหนูลี่เซียนพาข้าโดยไม่ได้ยินยอมส่วนเรื่องที่ข้าไปนอนในคุกเป็นเพราะเป็นเรื่องเข้าใจผิด มันไม่ใช่เรื่องราวอย่างที่ท่านได้ยินมาหรอก” เฟยซุนเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

     

              “ข้าก็คิดว่าคนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้มันคงเสียสติไปแล้วที่ไหนได้เป็นเพียงเด็กหนุ่ม” ช่างเป้ยมองมันอย่างชื่นชม ทว่าอีกคนหนึ่งที่รับฟังโดยไม่พูดไม่จากำลังอ้าปากค้างดวงตาเบิกโพลนเต็มไปด้วยความตกใจ “ซะ…ซุนที่ศิษย์พี่กล่าวมา เจ้าทำลงไปจริงๆอย่างงั้นเหรอ” หลิ่งอี้ในยามนี้ตัวมันแข็งราวกับก้อนหินจ้องมองมันดั่งสัตว์ประหลาด“ใช่ทั้งหมดข้าทำเป็นเรื่องจริง”เฟยซุนที่ไม่อยากให้ใครล่วงรู้ถึงวีรกรรมของมันในที่สุดมันก็จนใจเห็นที่แบบนี้รู้เรื่องกันทั้งสำนัก “ข้ามีสหายเป็นสัตว์ประหลาดหรือยังไง” หลิ่งอี้จ้องมองมันอย่างแทบไม่เชื่อสายตา

     

             เฟยซุนจ้องช่างเป้ยราวกับต้องการถามบางสิ่งที่มันคิด “ศิษย์พี่ข้าของถามหน่อย ศิษย์พี่เป้ยรู้เรื่องของข้าได้อย่างไรคงไม่ใช่ว่า…” ใบหน้าของมันแฝงไปด้วยความกังวล “ฮ่า ฮ่า เป็นดั่งที่เจ้าคิดไว้ เรื่องของเจ้าในตอนนี้เป็นที่โจษจันกันทั่วสำนักราว และด้วยเหตุนี้มันก็น่าพวกหมั่นไส้รอต้อนรับเจ้า” ช่างเป้ยจ้องมองใบหน้าเด็กหนุ่มที่กำลังยืนด้วยใบหน้าซีดเผือดแฝงไปด้วยความวิตกพลัน “ต่อไปนี้ ข้าคงต้องลำบากไปอีกเท่าตัวแน่น” ช่างเป้ยยิ้มให้มัน ก่อนนางจะหยิบเม็ดยาจากวงแหวนมิติโยนให้เฟยซุน“ เจ้าเอายาเม็ดนี้ให้เพื่อนเจ้ากิน มันจะช่วงฟื้นลมปราณให้กลับคืนภายในไม่กี่ชั่วโมง” เฟยซุนรับเม็ดยาก่อนนำไปให้หลิ่งอี้ “ยานี้คืออะไร” หลิ่งอี้จ้องมองช่างเป้ยรายกับต้องการคำตอบ “มันคือ เม็ดยาลมปราณหวนคืนราคาไม่แพงเจ้ารีบกินไปเถอะ”หลิ่งอี้โยนยาเข้าปากในทันที ช่างเป้ยสัมผัสได้เฟยซุนมีมีความสับสนก่อขึ้นภายใน “ศิษย์น้อง! เจ้าไม่ต้องคิดมากไม่มีใครกล้าทำอะไรเจ้าหรอกเจ้าเป็นถึงญาติของผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยเจ้าเพียงแต่ระวังพวกศิษย์ที่ติดอันดับหนึ่งถึงห้าสิบก็พอเพราะพวกมันมีผู้อาวุโสเป็นอาจารย์มีศักดิ์เสมอผู้อาวุโสเหมยของเจ้า” ช่างเป้ยช่วยสลายความกังวลที่เกิดขึ้น

     

    *********************************************************************************

           ** วงแหวนมิติของช่างเป้ยต่างกับกำไรมิติของซุนแหวนมิติจะไม่สามารถหลบซ่อนภายในร่างกายทว่ากำไรมิติสามารถทำการเชื่อมต่อผสานเข้ากับร่างกายผู้เป็นเจ้าของ