คู่บุพเพสะท้านฟ้า อยากเห็นนักว่าใครจะกล้ากับชายาผู้บ้าบิ่น [นิยายแปล]

    บทที่ 32 นางเป็นใครกัน (เปิดฟรีวันที่ 22 ตุลาคม 2568)

     

    บทที่ 32 นางเป็นใครกัน

     

    การตายมีอยู่สองแบบหนึ่งคือถูกอ๋องเก้าซัดตายในฝ่ามือเดียว สองคือถูกชะตาของอ๋องเก้าข่มจนตาย

            หลีเข่อเซวียนถึงกับคิดว่าเซียวหลิงอวิ๋นต้องมีปัญหาทางสมองแน่แม้ท่านอาอ๋องเก้าจะหล่อเหลาไร้ที่ติจนยากจะละสายตาเพียงใดแต่ไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขาอย่างเปิดเผยเช่นนี้เพราะท่านอาอ๋องเก้าเกลียดสตรีประเภทนั้นที่สุด

            หลีเข่อเซวียนมั่นใจว่าต่อให้นางเป็นสหาย ท่านอาอ๋องเก้าก็ต้องรังเกียจเซียวหลิงอวิ๋นแน่

            เซียวหลิงอวิ๋นกลับไม่รู้เลยถึงสายตาแปลกประหลาดของทุกคนนางก้มหน้าถีบเหยียนเฟยเอ๋อร์เบาๆ พลางกล่าว

            “ยังไม่ยอมขอโทษอีกหรือ อยากเสียลิ้นไปจริงๆ หรือไร!”

            เหยียนเฟยเอ๋อร์ถูกคำพูดของหลีเย่หานทำให้หวาดกลัวจนไม่กล้าหาเรื่องอีกหากถูกกล่าวหาว่าตระกูลเหยียนจงใจมาก่อเรื่องในพิธีบูชาฟ้าดินต่อให้กระโดดลงแม่น้ำหวงเหอก็ล้างไม่ออก!

            นางจึงรีบกล่าวขอโทษเสียงสั่นเครือ

            “ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ขอโทษด้วย โปรดยกโทษให้ ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว...”

            แม้จะเอ่ยปากขอโทษออกมาทว่าในใจกลับเกลียดเซียวหลิงอวิ๋นเข้าไส้ ความอัปยศที่ได้รับในวันนี้วันหน้าจะต้องให้นางชดใช้คืนอย่างสาสม!

            เซียวหลิงอวิ๋นเห็นแววตาเคียดแค้นในดวงตาของนางก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรับผิดอย่างจริงใจทว่าหากเหยียนเฟยเอ๋อร์ไม่มากวนนางก่อน นางก็จะไม่จงใจหาเรื่องตระกูลเหยียน

            “ช่างเถอะ คุณหนูเช่นข้าจิตใจกว้างขวาง ยกโทษให้เจ้าสักครั้งก็แล้วกัน”

            เซียวหลิงอวิ๋นกล่าวด้วยท่าทางยโสโอหังราวกับตัวเองเป็นผู้ประเสริฐเหยียนเฟยเอ๋อร์ฟังแล้วทำให้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นยิ่งขึ้นส่วนหลีเข่อเซวียนก็ยิ่งดูถูกและรังเกียจนาง

            “ไปเถอะ ตามข้าเข้าไปด้านใน”

            หลีเย่หานเอ่ยขึ้นกะทันหันไม่เจาะจงเรียกใครชื่อ

            หลีเข่อเซวียนรู้สึกตื่นตระหนกทันทีนางไม่กล้าเข้าใกล้หลีเย่หานหรอก หากถูกชะตาข่มชีวิตจะทำอย่างไร!

            “ท่านอาเก้า...” หลีเข่อเซวียนเพิ่งคิดจะพูดปฏิเสธทว่าหลีเย่หานกลับไม่แม้แต่จะมองนาง เขาเดินตรงไปหาเซียวหลิงอวิ๋นทันที

            เซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

            หลีเย่หานพูดกับข้า?

            แต่พอเห็นเขาเดินมาทุกคนต่างหลบให้เป็นทางกว้างสามจั้งให้เขาเดินทันที

            เซียวหลิงอวิ๋นเห็นแล้วประทับใจนักนี่ประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อยเลย

            เซียวหลิงอวิ๋นแสดงความเป็นกันเองโดยการตบไหล่หลีเย่หานเบาๆแล้วกล่าว

            “ขอบใจนะ ไว้วันหลังข้าจะเลี้ยงข้าวตอบแทน”

            นางส่งสัญญาณให้เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่เดินตามก่อนจะร่วมทางกับหลีเย่หานผู้มีสีหน้าไร้อารมณ์ แผ่รัศมีน่าเกรงขามไปทั่ว

            นางไม่รู้เลยว่าคนรอบข้างต่างเบิกตากว้าง จ้องนางราวกับเห็นตัวประหลาด

            เมื่อครู่พวกเขาไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม

            นางผู้นี้กล้า...กล้าตบไหล่อ๋องเก้า?!

            สงสัยคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ!

            ไม่ใช่แค่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้นแต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคืออ๋องเก้าที่ไม่เคยให้ใครแตะตัวกลับไม่มีท่าทีโกรธเลยสักนิด!

            ไม่เพียงไม่โกรธ...ในดวงตาของเขาราวกับมีแววอ่อนโยนและมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยปรากฏวูบหนึ่งด้วย?

            ไม่...ต้องเป็นภาพลวงตาแน่!

            ต้องเป็นเพราะหญิงผู้นั้นเป็นสหายของอ๋องเก้าเขาถึงได้ยอมให้นางสัมผัสตัวได้ ไม่ใช่เพราะพึงใจเป็นพิเศษไม่เช่นนั้นแค่การแตะตัวเขา ป่านนี้คงถูกเด็ดคอไปแล้ว!

            หลังจากเซียวหลิงอวิ๋นและพวกเดินเข้าไปด้านในบรรดาผู้คนก็เริ่มซุบซิบกันว่าหญิงสวมผ้าคลุมนางนั้นเป็นใครเหตุใดถึงดูสนิทสนมกับอ๋องเก้านัก แล้วทำไมอ๋องเก้าถึงยอมให้นางใกล้ชิดได้

            หลายคนคิดในแวบแรกว่านางต้องเป็นหญิงคนสนิทของอ๋องเก้าแน่อ๋องเก้าอายุยี่สิบห้าแล้วควรแต่งงานนานแล้วทว่าด้วยชื่อเสียงเรื่องชะตาพิฆาตของเขา อย่าว่าแต่ชายาแม้แต่สาวใช้ข้างกายก็ยังไม่มีสักคน

             

    เซียวหลิงอวิ๋นไม่รู้เลยว่าภายนอกกำลังพูดถึงนางกันอย่างกว้างขวาง

            นี่เป็นครั้งแรกที่นางมาเยือนลานเทียนเซิ่งพบว่าที่แห่งนี้คล้ายกับมหาวิหารบูชาเทพ

            เพิ่งย่างเท้าผ่านประตูบานใหญ่เข้าไปสิ่งที่เห็นคือจัตุรัสกว้างเบื้องหน้า ใจกลางมีแท่นพิธีตั้งสูงล้อมรอบด้วยบันไดนับร้อยขั้นในทุกทิศทาง นั่นคือแท่นบูชาสถานที่ที่เหล่าผู้ใช้พลังวิญญาณจะขึ้นไปขอพรและวิงวอนขอฝนจากฟ้า

            ทางด้านทิศตะวันออกของแท่นพิธีมีที่นั่งหรูหราหลายแถวตรงกลางสุดคือที่นั่งมังกร เนื่องจากพิธีนี้ฮ่องเต้จะเสด็จมาด้วยพระองค์เองส่วนอีกสามด้านก็มีผู้คนยืนกันแน่นขนัด

            ยามนี้ผู้ที่นั่งอยู่ล้วนเป็นขุนนางผู้มีอำนาจในจำนวนนั้นมีเซียวฉางอวี่และเซียวเย่ว์หยารวมอยู่ด้วย

            เมื่อหลีเย่หานปรากฏกายพร้อมเซียวหลิงอวิ๋นทุกคนต่างตกตะลึงสุดขีด

            มีคนกล้าเดินเคียงบ่าเคียงไหล่อ๋องเก้าเช่นนี้ด้วยหรือ

            เดิมทีเซียวฉางอวี่กับเซียวเย่ว์หยาแค่หันไปมองด้วยประหลาดใจแต่ไม่นานก็เหลือบเห็นเซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่

            คิ้วของเซียวฉางอวี่ขมวดแน่นทันทีก่อนจะถามเซียวเย่ว์หยาด้วยเสียงขุ่น

            “สองคนต่ำต้อยนั่นมาเดินกับอ๋องเก้าได้อย่างไรพวกเขาไปผูกสัมพันธ์กับอ๋องเก้าตั้งแต่เมื่อไหร่”

            ทั้งที่เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเขากลับเรียกทั้งสองว่า ‘คนต่ำต้อย’

            เซียวเย่ว์หยาทำหน้าเลิ่กลั่กแล้วส่ายศีรษะ

            “ข้าไม่เคยได้ยินว่าสองตัวจัญไรนั่นมีความเกี่ยวข้องกับอ๋องเก้าแล้วหญิงที่อยู่ข้างกายอ๋องเก้าคือใครกัน!”

            สิ่งที่เซียวเย่ว์หยาใส่ใจมากที่สุดคือเรื่องนี้นางไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าเสื้อผ้าที่เซียวหลิงอวิ๋นสวมอยู่คือตัวที่เคยเป็นของนาง

            เมื่อครู่นางเพิ่งพบกับองค์ชายสามหลีเทียนเหยียนและทราบว่าหลีเทียนเหยียนได้ตกลงกับปรมาจารย์สื่อวิญญาณไว้แล้วอีกครู่หนึ่งจะมีวิธีทำให้องค์ฮ่องเต้ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายและประทานเซียวหลิงอวิ๋นให้แก่อ๋องเก้าแทน

            หญิงที่อยู่ข้างกายอ๋องเก้านางนั้น...จะมาทำลายแผนการของพวกนางหรือไม่!

            เซียวหลิงอวิ๋นต้องตายนางยอมรับไม่ได้หากต้องเห็นเซียวหลิงอวิ๋นโลดแล่นต่อหน้าต่อตาอีก!

            ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าคนที่เดินเคียงข้างหลีเย่หานในเวลานี้จะเป็นเซียวหลิงอวิ๋นเพราะในความทรงจำของพวกเขา เซียวหลิงอวิ๋นเป็นเพียงหญิงอัปลักษณ์ใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง จะมีคุณสมบัติใดดึงดูดสายตาได้เช่นนี้

            ท่ามกลางสายตาของบรรดาขุนนางผู้ทรงอำนาจหลีเย่หานนั่งลง ณ ที่นั่งพิเศษที่เตรียมไว้ให้อย่างห่างไกลผู้คนเซียวหลิงอวิ๋นและพวกก็นั่งลงเช่นกัน

            ทุกคนต่างประหลาดใจที่มีคนกล้าเข้าใกล้หลีเย่หานถึงเพียงนี้

            เซียวหลิงอวิ๋นเองก็สังเกตเห็นว่าทุกคนลอบมองหลีเย่หานด้วยความอยากรู้ปนเกรงกลัวนางเผลอมองเขาอย่างแปลกใจ กลับเห็นเขาราวกับเคยชินกับการถูกจ้องมองใบหน้าด้านข้างงดงามไร้ที่ติของเขานิ่งเฉย ไม่มีแววอารมณ์ใด

            เซียวหลิงอวิ๋นพลันรู้สึกไม่สบายใจเมื่อนึกได้ว่าไอม่วงของหลีเย่หานเข้มข้นเกินไปจึงอาจทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ล้วนแต่ถอยห่างไปสามจั้งราวกับพบสัตว์ดุร้าย

            พวกเขาไม่รู้เลยว่าไอม่วงของหลีเย่หานนั้นหายากเพียงใดหากได้สัมผัสแม้เพียงนิดก็สามารถเสริมดวงชะตาให้รุ่งเรืองมีวาสนาอันยิ่งใหญ่ยาวนาน!

            ส่วนคนที่ตายไปเพราะเข้าใกล้หลีเย่หานหลายคนล้วนจิตใจคดเคี้ยวไม่สุจริต ผลกรรมจึงตามทันไม่ใช่เพราะโชคชะตาบางเบาแต่อย่างใด

            คนพวกนี้ตาถั่วเสียเองไม่คู่ควรกับโชควาสนาที่หลีเย่หานมอบให้

            เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่นั่งอยู่ด้านหลังเซียวหลิงอวิ๋นในใจร้อนรุ่มอย่างยิ่งพวกเขาย่อมรู้ชื่อเสียงของหลีเย่หานว่าชะตาพิฆาตรุนแรงเพียงใด

            แต่รู้ว่าหากพูดออกไปอาจเป็นการล่วงเกินพวกเขาจึงได้แต่เป็นกังวลในใจ ไม่กล้าลุกหนีไปไหนเพราะกลัวว่าเซียวหลิงอวิ๋นจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน

            ขณะทุกคนกำลังลอบคาดเดาฐานะของเซียวหลิงอวิ๋นอย่างตื่นตะลึงจู่ๆ ก็มีเสียงขานขึ้นอย่างกึกก้อง

            “ฝ่าบาทเสด็จ!”

            ขบวนราชรถสีเหลืองทองเคลื่อนออกมาอย่างเชื่องช้าราวกับมังกรออกจากถ้ำฮ่องเต้นั่งอยู่บนราชรถ ใบหน้าเปี่ยมด้วยอำนาจ หน้าผากกว้างรับสง่าสมเป็นโอรสสวรรค์อย่างแท้จริง

            เบื้องหลังหลีเย่หงมีทั้งองค์ชายและองค์หญิงตามเสด็จมาร่วมยี่สิบสามสิบพระองค์บ้างก็เป็นหนุ่มสาว บ้างยังอยู่ในอ้อมแขนของสนมฝ่ายใน

            ยามหลีเย่หงเหลือบเห็นหลีเย่หานและเซียวหลิงอวิ๋นที่อยู่เคียงข้างก็มีแววประหลาดใจเล็กน้อย

            ทุกคนลุกขึ้นต้อนรับขบวนเสด็จจนกระทั่งฮ่องเต้ ฮองเฮา พร้อมเหล่าองค์ชาย องค์หญิง และสนมทั้งหลายประทับนั่งเรียบร้อยแล้วจึงกลับไปนั่งตามเดิม

            หลีเย่หงโบกมือให้ขันทีข้างกายกล่าวเปิดพิธีตามธรรมเนียมกล่าวถึงเหตุที่ต้องจัดพิธีบูชาฟ้าดินในครั้งนี้ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาแคว้นฮั่วหลีประสบภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่องโชคดีที่มีปรมาจารย์สื่อวิญญาณช่วยเป็นสื่อกลางสื่อความประสงค์ของแคว้นจึงรอดพ้นหายนะมาได้ทุกครา

             

    คล้ายกับเรื่องคู่บุพเพสะท้านฟ้า อยากเห็นนักว่าใครจะกล้ากับชายาผู้บ้าบิ่น [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน