กลุ่มเรือนไทยโบราณซึ่งใช้เป็นตำหนักร่างทรงมาร่วม100 ปี หน้าบ้านชั้นล่างมีรถยนต์หลากหลายประเภทจอดเรียงกันเต็มไปหมด แม้ว่าเรือนไทยหลังนี้ตั้งอยู่กลางป่าชานเมืองจ.นนทบุรี ซึ่งห่างไกลความเจริญอยู่พอสมควร แต่วันนี้ยังมีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาหนาแน่นเหมือนเคยทุกคนล้วนมาด้วยความศรัทธา เพื่อมาเจอกับเจ้าแม่เสือดำ ย่าของสมิทธิ์
ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังคุยกันอยู่ระหว่างรอเจอเจ้าแม่แต่พอหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาสายตาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปจับจ้องอยู่ที่ท่วงท่าการเดินของเธอแทน
หญิงสาวในสภาพร่างทรงระดับ 2 เดินแหวกฝูงชนเข้าไปยังเรือนไทยหลังที่มีชาวบ้านนั่งอยู่รวมกันมากที่สุดเธออยู่ในชุดสีฟ้ารัดรูป เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวที่สมบูรณ์แบบเหมือนนางฟ้าที่ลงมาจากสวรรค์เกราะที่ไหล่และศีรษะยื่นแหลมออกมารูปร่างเหมือนแฉกของดาวเสื้อคลุมของเธอยาวลงมาเป็นกระโปรงที่คลุมเบี่ยงไปด้านหลังเมื่อรวมกับรูปร่างของแผ่นแสงด้านหลังศีรษะที่เหมือนปกเสื้อตั้งขึ้นมาก็ทำให้รูปลักษณ์ของเธอดูสง่างามราวกับราชินี หรือแม่มดที่ทรงพลัง
“คนทรงอย่างข้า ศุ สัมผัสสยองอยากไปที่ไหนก็ใช้เวลาแค่พริบตาเท่านั้น” เสียงยั่วยวนของหญิงสาวดังขึ้นผ่านหน้ากากสีฟ้าในมือของเธอถือกระดาษแผ่นนึง
กระดาษที่อยู่ในมือของศุเป็นภาพวาดของคชาคนทรงเทพแห่งปัญญา ซึ่งคูรุ 1 ใน 9 ดาราได้ให้ข้อมูลว่าเป็นภาพย่าของสมิทธิ์ด้วยความสามารถในการหาข้อมูลของคูรุ ศุจึงสามารถรู้ที่อยู่และเดินทางมาหาได้ไม่ยาก
ก่อนหน้านี้ศุเป็น 1 ใน 5 คนทรงของภาคีสหเทพที่ไปบุกเทวาลัยแห่งโชคชะตาแต่โชคร้ายที่ศุโดนมังคลาปาดหน้าแย่งความดีความชอบโดยการชิงทำลายเทวาลัยไปเสียก่อนเธอจึงกลับไปที่ภาคีสหเทพเพื่อบอกกับภาคีว่าเธอจะมาพาตัวย่าของสมิทธิ์กลับไปด้วยตัวเองแต่ที่ยังเป็นปริศนาคือ เธอเดินทางไปมาแต่ละที่อย่างรวดเร็วเหมือนหายตัวได้อย่างไร
ศุเดินมาหยุดตรงหน้าหญิงชราคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนตั่งไม้เธอใช้มือข้างหนึ่งกดหัวผู้ชายให้อยู่นิ่ง ส่วนมืออีกข้างนั้นถืออุปรณ์ที่ทำจากกิ่งหญ้าคาแห้งมัดรวมกันนำไปจุ่มน้ำในพานสีเงิน แล้วนำมาพรมที่ศีรษะของชายคนนั้น เมื่อน้ำที่ติดกับกิ่งหญ้าคากระจายออกไปโดนตัวครั้งใดชายคนนั้นก็เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้น
ด้านหลังของหญิงชรามีโต๊ะเตี้ยเล็กๆวางซ้อนกันเต็มไปหมด บนโต๊ะเหล่านั้นวางทั้งพระพุทธรูป และรูปปั้นที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดดอกไม้ทั้งที่อยู่ในแจกันและพวงมาลัยมีทั้งแห้งเหี่ยวและเพิ่งเปลี่ยนใหม่รอบตัวของหญิงชราห้อมล้อมไปด้วยศิษยานุศิษย์ที่คอยช่วยถืออุปกรณ์และเฝ้ามองพิธีกรรมอย่างเคร่งเครียด เสียงงึมงำเหมือนท่องคาถาออกจากปากของหญิงชราตลอดเวลายิ่งทำให้บรรยากาศเบื้องหน้าดูขรึมขลัง น่ากลัวขึ้นไปอีก
“คาถาไล่ผีเหรอ? ชายคนนี้ไม่ได้ผีเข้าซักหน่อยข้าไม่รู้สึกถึงการสิงของวิญญาณ หรือแม้แต่พลังเทพของเจ้าเลยนะ ยายแก่” ศุพูดพลางชูภาพวาดย่าของสมิทธิ์ขึ้นมาเธอสลายชุดของร่างทรงระดับ 2 ออกไปแล้ว
อย่างที่บอกว่าฝีมือของคชานั้นถือว่ายอดเยี่ยมเพราะใบหน้าที่ปรากฏในภาพนั้นเหมือนตัวจริงไม่มีผิดเพี้ยน
ภาพวาดของคชาเป็นภาพหญิงชราใส่แว่นฉีกยิ้มยกมือชู 2 นิ้วทั้ง 2 ข้าง ห้อยประคำที่คอหลายเส้น ใบหน้าของหญิงชราผอมแห้งเต็มไปด้วยรอยยับย่นผมสั้นสีขาวโพลนทั้งหัวนั้นสวมที่คาดผมสีเหลืองเข้ากันดีกับสไบลายเสือพาดกลอนที่เธอสวมใส่
ทันทีที่ศุพูดจบ ชายหนุ่มคนที่โดนประพรมน้ำมนต์นั้นก็กรีดร้องขึ้นมาด้วยเสียงที่เหมือนคนแก่หมดสติฟุบลงกับพื้นทันที
แม้ว่าศุจะพูดโจมตีหาว่าพิธีไล่ผีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงก็ตามแต่ทั้งลูกศิษย์ลูกหารวมถึงย่าของสมิทธิ์ต่างก็ไม่มีใครสนใจ ราวกับคำพูดของศุเป็นเพียงลมที่ลอยผ่านไปเท่านั้น
“จะมีผีหรือไม่มี มันก็เหมือนกันนั่นแหละ” ย่าของสมิทธิ์พูดพลางหันไปมองซองขาวที่เต็มไปด้วยธนบัตรอยู่ในมือ
หญิงชราใช้มือข้างหนึ่งชั่งน้ำหนักของซองค่าครูที่ได้ว่าหนักเบาแค่ไหนส่วนอีกข้างหนึ่งโบกไล่ให้ลูกศิษย์คนหนึ่งหิ้วปีกชายที่หมดสติออกไป
“คนที่มาที่นี่แค่อยากให้ข้าทำพิธีให้น่าแปลกเนาะ ที่ส่วนใหญ่ก็หายเป็นปกติกลับไปทั้งนั้น” ย่าของสมิทธิ์พูดอย่างมั่นใจสายตาจ้องไปที่ศุอย่างเจ้าเล่ห์
“ช่างเถอะที่ข้ามาเพราะหลานของท่านก่อเรื่องไว้ ข้าถึงต้องมารับตัวท่านไปที่ภาคีสหเทพเพื่อให้สมิทธิ์ยอมมอบตัวกับพวกเรา” น้ำเสียงของศุดูเหนื่อยหน่ายเต็มที
เมื่อย่าของสมิทธิ์ได้ยินดังนั้นเธอก็มีท่าทีจริงจังขึ้น หญิงชราก้มหน้าหลับตาราวกับคิดถึงช่วงเวลาที่เธอเคยอยู่กับสมิทธิ์
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็บอกปฏิเสธอย่างนิ่มนวล
“ไม่ล่ะ ข้ารู้จักหลานข้าดีมันไม่มีทางทำอะไรโดยไม่มีเหตุผลแน่”
“หึ… ถ้างั้นข้าคงต้องใช้กำลังบังคับละนะ ยายแก่!” ศุตวาดอย่างกราดเกรี้ยว
คำตอบของหญิงชราน่าจะไม่ถูกใจศุอย่างแรงเพราะคนทรงจากภาคีสหเทพได้แปลงเป็นสภาพร่างทรงระดับ 2 ทันทีที่ได้ยิน ศุใช้มือทั้ง2 ข้างฉีกกระชากภาพวาดของคชาที่นำมาด้วย ก่อนที่จะพุ่งตัวเข้าไปหาย่าของสมิทธิ์อย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ย่าของสมิทธิ์ยังไม่ทันรู้ตัวร่างของศุก็เข้ามาใกล้จนเกือบจะคว้าตัวของเธอได้แล้ว
“ภาคีสหเทพประมาทไปหน่อยมั้งที่ส่งเอ็งมาคนเดียว”
เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นผ่านหน้ากากสีแดงสดน้ำเสียงนุ่มเหมือนพระเอกหนังไทยโบราณ
ใบหน้าของสูรย์อยู่ห่างจากศุเพียงแค่นิดเดียวร่างทรงระดับ 2 ของคนทรงเทพแห่งแสงปรากฏตัวขึ้นมาขวางได้ทันเวลาพอดี เขาใช้จังหวะที่ศุตกใจผงะถอยหลังไปคว้าตัวย่าของสมิทธิ์เหาะหนีลอยขึ้นไปบนอากาศด้วยความว่องไว
“เอ็งจะทำอะไรข้า!” ย่าของสมิทธิ์โวยวายขึ้น พลางกำหมัดทั้ง 2 ต่อยตีสูรย์ที่อยู่ในชุดสีแดงสดของร่างทรงเทพแห่งแสง
“โธ่… ท่านย่า ข้าคือสูรย์เด็กที่ลูกของท่านเก็บมาเลี้ยงยังไงเล่า” สูรย์พูดอย่างเหนื่อยหน่าย
เขาเข้าใจดีว่าหญิงชราคงจำเขาไม่ได้ในสภาพที่เขาใส่ชุดรัดรูปและหน้ากากสีแดงแบบนี้หรือต่อให้เห็นหน้าค่าตากัน ย่าของสมิทธิ์อาจจะจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ เนื่องจากตั้งแต่วันที่สูรย์จากมารูปร่างเขาก็สูงใหญ่เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว
ศุมองตามสูรย์ขึ้นไปบนท้องฟ้าเธอไม่ได้เหาะตามเขาขึ้นไป แต่มือข้างหนึ่งของศุที่ชูขึ้นไปบนอากาศนั้น มีคฑาสีทองยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงของเธอยอดคฑาประดับก้อนโลหะที่มีรูปร่างเหมือนหัวของยักษ์แบบเดียวกับที่ปรากฏเป็นสัญลักษณ์บนหน้าอกของเธอ
“ดีเหมือนกันที่เจ้าเป็นคนมาขัดขวางข้าสูรย์ จะได้รู้กันเสียทีว่า ข้าจะเอาชนะร่างทรงเทพแห่งแสง ที่เหล่าคนทรงว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดใน9 ดาราได้หรือเปล่า!”
สูรย์ที่ได้ยินศุพูดนั้นก็แอบสงสัยว่าใครกันนะที่เป็นคนบอกว่าเขาแข็งแกร่งที่สุดเพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจขนาดนั้น
ขณะที่ศุกำลังแผดเสียงอย่างท้าทายนั้นบนท้องฟ้าเหนือร่างของสูรย์และย่าของสมิทธิ์ เมฆเริ่มก่อตัวหนาขึ้นเรื่อยๆบนเมฆนั้นปรากฏวงแหวนแสงวาบขึ้นมา ภายในวงแหวนมีลวดลายเหมือนดาว 6 เหลี่ยมซึ่งดูเหมือนสูรย์จะเคยเห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว
“โพรงอสูร!” สูรย์เงยหน้าขึ้นมองวงแหวนแสงที่อยู่บนเมฆครึ้มอย่างหวาดหวั่น
“ใช่แล้ว เจ้าคงจำ โพรงอสูรของข้าได้สินะ พลังที่เหมือนประตู ทำให้ข้าไปที่ไหนก็ได้ตามใจต้องการ”
มิน่าเล่า... เข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงสามารถเดินทางไปแต่ละที่ได้รวดเร็วชั่วพริบตา
ทันใดนั้น ในขอบเขตของวงแหวน 6เหลี่ยม สิ่งมีชีวิตลึกลับขนาดมหึมาก็คืบคลานผ่านโพรงอสูรเข้ามา
ศุเหาะขึ้นไปยืนบนร่างของสิ่งมีชีวิตตนนั้นปลายคฑาในมือของเธอส่องแสงจ้า
“ที่จริงแล้วมันเชื่อมต่อกับโลกอสูรจึงทำให้ข้าซึ่งเป็นร่างทรง เทพเจ้าอสูร สามารถเรียกอสูรกายรับใช้มาได้ด้วยคฑาเรียกอสูร เทพอาวุธของข้า”
อสูรกายที่อยู่ข้างกายของเธอตอนนี้มีลักษณะคล้ายงูสีน้ำตาลขนาดใหญ่เกล็ดของมันเป็นปล้องคล้ายแมงป่อง ส่วนหัวแม้มีใบหน้างดงามเหมือนเทวดาแต่ดวงตาและปากกลับมีเขี้ยวเขางอกแทงทะลุขึ้นมาน่าสยดสยอง
“อสูรตนนี้อยู่ในตระกูล วฤตระสิ่งใดที่อยู่ใกล้มันจะเหือดแห้งกลายเป็นผุยผง”ศุพูดพลางใช้มือเกาคางของอสูรอย่างเอ็นดู ปากที่แท้จริงของอสูรซึ่งอยู่ด้านล่างใบหน้าของเทวดานั้นฉีกยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคมครบทุกซี่
สูรย์ที่เหาะลอยอยู่เฝ้ามองดูอสูรที่เพิ่งมาใหม่อย่างหนักใจ
“ท่านย่า สงสัยเราคงต้องย้ายที่สู้กันหน่อยแล้วล่ะไม่งั้นบ้านพังหมดแน่”
