“ถ้าหากจำไม่ผิด พวกเจ้าทั้งสองก็คงจะเป็นภูติพญามารของเจ้าโดมันอย่างงั้นหล่ะสินะ”
ศาสตราจารย์เซมิกาว่ากล่าวเชิงสันนิษฐานกับมารอสูรหัวม้าหัววัว พลางค่อยๆ ก้าวเดินเข้าหาอย่างช้าๆ
“หรือว่าเจ้า...” ทันใดนั้น ทางด้านเมซุกิก็ได้นึกถึงตัวตนที่แท้จริงของชายที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาในทันที
“มีอะไรหรือ ลูกพี่” โกซุกิเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“นี่เจ้าไม่รู้หรือ ชายที่อยู่ตรงหน้านั้น...ก็คือองเมียวจิแห่งราชสำนัก ผู้เป็นบุตรชายของคุสุโนฮะ นางพญาจิ้งจอกขาวที่เป็นร่างจำแลงของเทพีอินาริ” เมซุกิเว้นจังหวะสักพักก่อนที่มันนั้นจะเอ่ยนามที่แท้จริงของชายที่อยู่ตรงหน้าว่า
“อาเบะ โนะ เซย์เมย์”
ทางด้านโกซุกิเมื่อได้ยินชื่อนี้เข้าก็ถึงกับหวั่นไหวจนแทบจะหน้าถอดสีขึ้นมาในทันที ในขณะเดียวกัน ที่ตรงบริเวณทางยาวที่อยู่หน้าซุ้มประตูทางเข้าออกของศาลเจ้าโอยายะซุมิที่อยู่ด้านในสุด
ในระหว่างที่เหล่าเจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังเคลื่อนย้ายร่างไร้วิญญาณของเหล่าบรรดาแขกผู้มาร่วมงานในพิธีบวงสรวงบูชาเทพไปส่งโรงพยาบาลอยู่นั้น ทางด้านเพื่อนๆ ทั้งสามอย่างริโกะ อาซึสะ และซานาเอะที่กำลังนั่งรอสึบากิอยู่ที่ห้องนั่งเล่นภายในบ้านพักในศาลเจ้านั้นต่างก็มีสีหน้าที่เป็นกังวลเพราะเป็นห่วงสึบากิ
“จนป่านนี้แล้ว ไม่รู้ว่าสึบากิจังจะเป็นยังไงบ้าง”
ริโกะเริ่มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ในขณะเดียวกัน เธอก็มีสีหน้าที่เศร้าหมอง
“เป็นเพราะฉันแท้ๆ เลย ถ้าฉันรู้เร็วกว่านี้ เรื่องทุกอย่างก็คงจะไม่ต้องลงเอยกันแบบนี้”
ซานาเอะเริ่มกล่าวโทษตัวเองพลางมีน้ำตาที่ไหลคลอเบ้า ก่อนที่เธอจะยกมือเรียวงามทั้งสองข้างขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้สะอื้นออกมา
“อย่าโทษตัวเองเลยนะ ซานาเอะจัง เรื่องนั้นเธอไม่ได้ผิดแค่คนเดียวนะ ฉันเองก็มีส่วนผิดเหมือนกันเพราะตอนที่ไปตามหาสร้อยอัญมณีของสึบากิจังนั้น ฉันก็ไปเป็นเพื่อนเธอด้วย”
อาซึสะพยายามพูดปลอบซานาเอะด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความรู้สึกผิดไม่แพ้เพื่อนคนอื่นๆ เลย
“ถึงจะโทษตัวเองไปแบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ”
ทันใดนั้น จุนอิจิก็เข้ามาในห้องนั่งเล่น พร้อมกับถือถาดไว้สองมือ ซึ่งมีเพียงแค่แก้วน้ำชาแบบญี่ปุ่นดั่งเดิมที่มีกลิ่นของชาร้อนๆ ที่พอจะช่วยคลายความเศร้าอยู่บ้างไม่มากก็น้อยลอยฟุ้งออกมา
“พวกเธอทั้งสามก็พยายามทำดีที่สุดแล้ว”
จุนอิจิพลางวางถาดใส่แก้วชาไว้บนโต๊ะภายในห้องนั่งเล่น ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เสิร์ฟแก้วชาร้อนๆ ในแต่ละแก้วให้กับเพื่อนๆ ทั้งสาม
“เอาแต่นั่งเครียดอยู่แบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะ พวกเธอมาดื่มชาซากุระคลายเครียดกันก่อนเถอะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เพื่อนๆ ทั้งสามต่างก็ยื่นมือเรียวงามทั้งสองข้างออกมาหยิบแก้วช้าร้อนๆ ที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนที่พวกจะยกขึ้มดื่มเพื่อคลายความเครียด ของเหลวร้อนๆ จากชาซากุระนั้นค่อยๆ ไหลผ่านลำคอขาวผ่องของพวกเธอทั้งสาม จนทำให้รู้สึกร้าวผ่าวไปทั่วร่าง ถึงแม้ว่าชาซากุระร้อนๆ ที่พวกเธอดื่มเข้าไปนั้นจะช่วยผ่อนคลายความเครียดไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะช่วยบรรเทาทุกข์ที่อยู่ภายในใจไปได้ทั้งหมด พวกเธอทั้งสามก็ยังคงมีความรู้สึกเป็นห่วงสึบากิอยู่
“แต่อันที่จริง พวกเราเองก็ทำอะไรไม่ได้มาก สิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้ก็คือขอภาวนาให้ร่างของสึบากิจังกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง และกลับมาอย่างปลอดภัย”
“นั่นสินะ ตัวฉันเอง เมื่อได้มาเห็นสึบากิจังกลายร่างเป็นนางปีศาจแบบนั้น ฉันก็ยังรู้สึกทุกข์ใจแทนเลย”
“สึบากิจังเองก็น่าสงสารอยู่เหมือนกันนะ ที่สึบากิจังต้องมากลายเป็นนางปีศาจแบบนั้น”
ทั้งริโกะ อาซึสะ และซานาเอะต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าที่เป็นทุกข์ ในขณะเดียวกัน ทางด้านยูโตะที่กำลังเข้าต่อกรกับวิญญาณอสูรร้ายแห่งได-โคโดกุอยู่บนกลางอากาศ ในท่ามกลางทะเลเพลิงอันร้อนระอุดั่งขุมนรกอเวจีที่อยู่ในใจกลางเมืองชิบูย่าอยู่นั้นก็เริ่มจะรู้สึกอ่อนล้าขึ้นมาในทันที สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ก็เริ่มสะบักสะบอม
“ร้ายกาจเป็นบ้าเลย เจ้าวิญญาณอสูรร้ายตนนั้น”
ยูโตะพลางหายใจแรงอย่างหอบเหนื่อย สักพัก วิญญาณอสูรร้ายแห่งได-โคโดกุก็ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงออกมาจากทั้งขา 16 ขา และหางของตะขาบโจมตีใส่ยูโตะ แต่เขาก็หลบหลีกการโจมตีจากอีกฝ่ายไว้ได้ทัน จากนั้น ยูโตะก็ทำการร่ายเวทย์ปล่อยคลื่นกงจักรสายฟ้าโจมตีใส่อย่างต่อเนื่องจนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น
แต่วิญญาณอสูรร้ายแห่งได-โคโดกุนั้นก็สร้างบาเรียป้องกันไว้ได้ทัน ก่อนที่มันนั้นจะพ่นของเหลวสีเขียวๆ ออกมาจากปากแมงมุมพิษที่อยู่เบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง แต่ยูโตะก็สามารถหลบหลีกของเหลวที่ถูกพ่นออกมาได้ทั้งหมด
ทันทีที่ของ เหลวสีเขียวนั้นโดนเข้ากับวัตถุใดๆ ก็ตามเพียงแค่นิดเดียว วัตถุนั้นๆ ก็จะหลอมละลายเป็นวงกว้างเพียงแค่ชั่วพริบตา กลิ่นควันที่เกิดจากการหลอมละลายโดยของเหลวสีเขียวของมันนั้นมันสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้เป็นพันๆ คนเพียงแค่ชั่วพริบตา เพียงแค่สูดดมมันเข้าไปเพียงแค่นิดเดียว จะเรียกว่ามันเป็นกรดผสมกับสารพิษที่มีความร้ายแรงมากที่สุดในโลกอยู่ในขณะนี้เลยก็ว่าได้
ยูโตะรีบทำการร่ายเวทย์ปล่อยลูกพายุออกมาโจมตีใส่วิญญาณอสูรร้ายแห่งได-โคโดกุเข้าอย่างจังในลักษณะแนวตรง จนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น
“อะไรกัน ไม่เป็นอะไรเลยเหรอ”
แต่ทว่า ร่ายของมันนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลย ยูโตะเมื่อได้เห็นเช่นนั้นจึงเริ่มมีใบหน้าถอดสีขึ้นมาในทันที ดวงตาเมล็ดซิ่งของเขานั้นพลางเบิกกว้างออกมาเพียงเล็กน้อย ตัวเขาในตอนนี้แทบจะไม่สามารถต่อกรกับมันได้เลย วิญญาณอสูรร้ายแห่งโคโดกุนั้นได้ทำการชาร์จพลังทั้งหมดไว้ที่ปากของงูพิษที่เป็นลิ้นของมัน ก่อนที่มันนั้นจะพ่นกลุ่มควันพิษขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงออกมาโจมตีใส่ยูโตะ
แต่ทันใดนั้น ร่างเนรมิตของราชินีฮิมิโกะนั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับช่วยป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ด้วยพลังเวทย์อันมหาศาลของนาง
“ฮิโกโบชิ เจ้าจงนำพลังของข้าไปใช้เสีย”
หลังกล่าวจบ ร่างเนรมิตของราชินีฮิมิโกะนั้นก็พุ่งเข้าไปสิงสถิตอยู่ในร่างของยูโตะ จนเกิดเป็นพลังเวทย์อันมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา ทางด้านอสูรร้ายแห่งได-โคโดกุนั้นไม่รอช้า รีบใช้ลิ้นหัวงูพิษพุ่งเข้าโจมตีใส่ทันที แต่ยูโตะก็รีบทำการร่ายเวทย์เสกกระบี่แสงออกมา ก่อนที่เขานั้นจะตวัดคมกระบี่แสงสับเข้าที่กลางลำตัวของงูพิษ ซึ่งเป็นส่วนลิ้นของวิญญาณอสูรร้ายแห่ง-ไดโคโดกุด้วยความเร็วสูง จนทำให้ส่วนลิ้นของมันนั้นขาดออกเป็นสองท่อน และดับสลายหายไป
วิญญาณอสูรร้ายแห่งได-โคโดกุนั้นกู่ร้องคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ด้วยความโมโหอย่างสุดขีด มันจึงใช้หางแมงป่องที่อยู่กลางหลังของคางคกพุ่งเข้าโจมตีใส่ยูโตะจากทางระยะไกล แต่เขานั้นหลบหลีกการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน ก่อนที่เขานั้นจะตวัดคมกระบี่แสงฟันเข้าไปที่หางของมันอย่างจัง จนหางของมันขาดเป็นสองท่อน และดับสลายหายไป
ยูโตะรีบทำการร่ายเวทย์เสกกงจักรทั้งสองเล่มขึ้นมา ก่อนที่เขานั้นจะใช้พลังเวทย์ในการควบคุมกงจักรทั้งสองเล่มให้พุ่งเข้าไปตัดกล้ามแมงป่องทั้งสองข้างด้วยความเร็วสูงจนขาดและดับสลายหายไป จากนั้น เขาก็ทำการร่ายเวทย์เสกคมดาบขึ้นมา 50 เล่ม ก่อนที่เขาจะสั่งการควบ คุมให้คมดาบทั้ง 50 เล่มนั้นพุ่งเข้าไปแทงใส่ร่างคางคกอย่างต่อเนื่อง