ตอนที่ 10 ตาไวมือไวและโชคดี (2)
ด้วยเหตุนั้นเอง หลี่ซินอาศัยคำชี้นำของอาชิวเดินเข้าไปใกล้อย่างเงียบๆ ภายใต้การจับจ้องมองที่ประหลาดใจและตกตะลึงจนตาค้างของหลี่เฉินและเสี่ยวสือโถว นางก็ใช้ก้อนหินในมือปาใส่กระต่ายป่าหนึ่งตัวและไก่ป่าอีกหนึ่งตัว
“ซินเอ๋อร์ เ้าล่าเก่งแบบนี้ั้แ่เมื่อไรกัน” หลี่เฉินมองสัตว์หลายตัวที่กองอยู่ตรงหน้าตน รู้สึกตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“ข้าเองก็ไม่รู้ สงสัยคงเพราะข้าตาไวมือไวและโชคดีน่ะเ้าค่ะ”
หลี่ซินเอ่ยอย่างจริงจัง แม้รู้สึกว่าหลี่เฉินจะไม่ทำร้ายนาง แต่กลับไม่ได้คิดจะบอกความลับของตนออกไป หลังจากผ่านความยากลำบากมาหลายชั่วชีวิต ต่อให้เป็คนที่สนิทใกล้ชิดนางที่สุด นางก็ไม่กล้าเชื่อใจโดยพร่ำเพรื่อ
อีกทั้งถึงอย่างไรตนก็เป็แค่ ‘คนนอก’ หากหลี่เฉินรู้ว่าความจริงแล้วตนไม่ใช่น้องสาวเขา แถมยังยึดครองร่างน้องสาวเขาอยู่ เขายังจะทำดีกับตนเช่นนี้อีกหรือไม่
หลี่เฉินเห็นน้องสาวดีใจจนลืมตัว ก็อดกลั้นขำไม่ได้
บางทีความโชคดีของหลี่ซินอาจใช้ไปก่อนหน้านี้จนหมดแล้ว หลังจากนั้นจึงไม่เจอเหยื่อเลยสักตัว ทว่านึกถึงเหยื่อที่ล่าได้วันนี้ ก็ถือว่าเป็เื่ไม่คาดฝันอย่างมากแล้ว
ดังนั้นนางจึงแค่ช่วยสองพี่น้องใช้หินทุบเปลือกเกาลัดที่เก็บลงมา แล้วเลาะลูกเกาลัดจากข้างในออกมา มัดฟืนสองมัด หลังจากลงเขาแล้วก็ไปตัดหญ้าจูที่ทุ่งนากับขุดผักป่าอีกสักเล็กน้อย ก็ถือว่าเป็อันเสร็จสิ้นภารกิจในวันนี้แล้ว
ครั้นเมื่อเก็บหญ้าจูเสร็จก็เป็่ตะวันโด่งฟ้าแล้ว
ในมิติของหลี่ซิน นอกจากลูกซานเย่าและไข่ไก่ป่าหลายฟองที่เก็บมาได้ในตอนแรก ก็มีผักป่าแต่ละชนิดและลูกเกาลัดหนามที่เพิ่มขึ้นมา ส่วนวัตถุดิบยาอะไรนั้นไม่มีเลย ไม่สิ หากนับพูกงอิง[1]เป็ตัวยาด้วย ก็ยังพอมีอยู่หลายต้น
หลี่เฉินเห็นว่าเวลาได้ที่แล้ว รู้ว่าวันนี้น้องหญิงและน้องเล็กทานขนมแป้งทอดธัญพืชกันไปแค่คนละชิ้น ตอนนี้ก็น่าจะหิวกันแล้ว จึงพาทั้งสองเดินลงจากเขา หยุดแวะที่ข้างลำธารตรงไหล่เขา หมายจะย่างไก่ป่าสักตัวและกินลูกซานเย่าสักหลายสิบลูกกันก่อน
เพราะหลี่เฉินรู้ว่าหากนำของเหล่านี้กลับไป ท่านย่าอาจให้คนนำมันไปขาย พอถึงครานั้นที่บ้านก็จะไม่มีอะไรเลย หรือต่อให้ท่านย่าลงมือทำของเหล่านี้ให้ทางบ้านกินเอง เกรงว่าแม้แต่น้ำแกงก็คงเหลือถึงมือท่านแม่และน้องสาวไม่เท่าไรแล้ว
ไม่สู้ให้ตนย่างกินตรงนี้ก่อนส่วนหนึ่ง อย่างน้อยท่านแม่และน้องสาวก็ยังได้กินถึงปากท้อง
เมื่อรู้ว่าจะย่างไก่ป่ากันข้างนอก หลี่ซินก็อาสารับงานย่างนี้เอง หลี่เฉินและเสี่ยวสือโถวยังเป็แค่เด็กไม่โตเต็มที่ในสายตานาง ซึ่งเป็วัยที่ควรจะเพลิดเพลินสนุกสนานไปกับชีวิต ให้นางทำเื่เหล่านี้เองก็พอแล้ว
สายลมอ่อนๆ พัดโชยผ่านผืนดิน ท้องฟ้าในฤดูใบไม้ร่วงที่สูงลิ่วกว้างใหญ่ไพศาลและแจ่มใสไร้เมฆเผยสีฟ้าครามสดใสโปร่งตา บางครั้งจะเห็นฝูงนกบินผ่านใต้ฟ้าสีครามนี้
ในทุ่งนาที่อยู่ห่างออกไป พืชผลได้ถูกเก็บเกี่ยวแล้ว ฟางข้าวถูกมัดเป็กองฟางเล็กๆ เหมือนกับพลทหารที่ ‘ยืน’ อยู่ในทุ่งนาเรียงรายกันเป็ระเบียบ และเพลิดเพลินกับการอาบแสงจากดวงอาทิตย์...
หลังจากย่างไก่ป่าเสร็จ หลี่ซินก็นั่งอยู่ที่ริมลำธารพลางกินไก่ย่างไปพร้อมกับชื่นชมทิวทัศน์ที่งดงามตรงหน้า ทั้งนึกถึงเื่ราวต่างๆ ในอดีต ทันใดนั้นก็นึกถึงคำสี่คำที่ว่า ‘วันคืนอันเงียบสงบ’ ขึ้นมา
หากในชาตินี้สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนี้ต่อไปได้ตลอดก็คงดีไม่น้อย
กลิ่นหอมจากเนื้อย่างลอยโชยออกไป ทันใดนั้นก็เกิดเสียงกรอบแกรบดังขึ้นจากในพุ่มไม้ที่อยู่ถัดไปไม่ไกล
หลี่ซินมองตามไปอย่างใจเย็น ก็เห็นจิ้งจอกขาวราวหิมะอยู่ตัวหนึ่ง ขณะที่สายตาของมันสบเข้ากับไก่ย่างในมือของสามพี่น้อง แววตาของมันก็จับจ้องโดยพลัน ท่าทีที่อยากกินนั่น น้ำลายแทบหกลงมาแล้ว
หลี่ซินเห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ และโบกไก่ย่างในมือ “ว่ากันว่าจมูกของสุนัขนั้นเยี่ยมยอดมาก แต่จมูกสุนัขจิ้งจอกเช่นเ้าก็ไม่เลวเลยนี่นา ทำไมเล่า อยากกินอย่างนั้นหรือ”
จิ้งจอกขาวเห็นหลี่ซินเข้ามาใกล้ ก็ถอยห่างออกไปไม่รู้ตัว แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและคาดหวัง หลี่ซินเห็นแล้วก็ถึงกับตะลึง ไม่นึกว่าในที่แห่งนี้จะได้พบกับเ้าตัวเล็กที่แสนรู้และปราดเปรียวเช่นนี้ด้วย
เมื่อนึกถึงอาชิวในมิติของตน หลี่ซินก็พลันคิดอยากหยอกล้อเล่นกับมันขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ จึงเอื้อมมือไปฉีกเนื้อชิ้นใหญ่ออก แล้วยื่นให้จิ้งจอกขาว “อยากกินก็เข้ามาสิ”
หลี่เฉินย่อมเห็นจิ้งจอกขาวตัวนั้นแล้วเช่นกัน เดิมคิดอยู่ว่าจะจับมันได้หรือไม่ ขนของสุนัขจิ้งจอกมีราคาสูงกว่าขนกระต่ายมาก แต่คิดไม่ถึงว่าน้องหญิงกลับพูดคุยกับจิ้งจอกขาว แถมยังเอาเนื้อย่างให้มันอีก แม้จะเสียดายเนื้อคำนั้น แต่เขาก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้จริงๆ ก็เลยไม่บ่นว่าอะไร
จิ้งจอกขาวถูอุ้งเท้าหน้าของมันคล้ายกับมนุษย์ พลางร้องเสียงแหลมสองที และก้าวไปด้านหน้าอีกสองก้าว เมื่อเห็นว่าสามพี่น้องไม่ได้มีเจตนาร้าย ถึงจะก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว
หลี่ซินก้มตัวลงนั่ง ยื่นเนื้อย่างในมือส่งไปข้างหน้า ในขณะที่สามพี่น้องคิดว่ามันจะมากินเนื้อย่างตรงหน้า กลับเห็นเงาสีขาวด้านหน้าหายวาบ นาทีต่อมา ทุกคนก็พบว่าเนื้อย่างในมือของหลี่ซินหายไปแล้ว
เ้าตัวก่อเื่นั้นยามนี้กำลังนั่งหมอบอยู่ในพุ่มไม้ห่างออกไปสามหมี่[2]พลางแทะกินไก่ย่าง โดยไม่ลืมที่จะมองพวกเขาอย่างระแวดระวังราวกับกลัวพวกเขาจะแย่งกลับไป
“นี่มัน…” เสี่ยวสือโถวเห็นเข้าก็อดตะลึงจนตาค้างไม่ได้ “พูดกันว่าจิ้งจอกเ้าเล่ห์นักข้าก็ยังไม่เชื่อ วันนี้นับว่าข้าได้เปิดประสบการณ์แล้ว”
หลี่ซินได้ยินก็แย้มยิ้มลุกขึ้นยืน หลี่เฉินสองพี่น้องอาจไม่เห็น แต่นางมองเห็นความเย่อหยิ่งและความดูถูกในแววตาของจิ้งจอกขาวนั่นได้อย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่จิ้งจอกธรรมดาทั่วไป อย่างน้อยก็เป็จิ้งจอกที่เฉลียวฉลาดระดับหนึ่ง
มีของล้ำค่าอย่างอาชิวอยู่ด้วย นางเลยไม่ประหลาดใจขนาดนั้น
เชิงอรรถ
^ เป็นไม้ล้มลุกประเภทวัชพืชชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นบริเวณริมข้างทาง ลำต้นสูงเพียง 6-10 นิ้ว กลีบเรียวเล็กสีเหลืองสดใส หรือรู้จักกันในชื่อ แดนดิไลออน^ หมี่ หน่วยวัดความยาวของจีน หนึ่งหมี่เทียบได้กับหนึ่งเมตรในระบบเมตริก