ผู้าุโคนอื่น ๆ ต่างทยอยออกจากสุสานกระบี่ เวลานี้จึงเหลือเพียงหลิวมู่เฉินและมู่เชียนจิ่วสองคนศิษย์อาจารย์เท่านั้น
“อาจารย์ยังไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเ้าเลย” หลิวมู่เฉินมองศิษย์หมาด ๆ ของตน มือใหญ่ในแขนเสื้อกำแน่น
มู่เชียนจิ่วลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมถอดหน้ากากออกแต่โดยดี “อาจารย์ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ?”
เมื่อได้เห็นใบหน้างามล่มเมืองของศิษย์คนใหม่ ดวงตาคมกล้าของเ้าสำนักชิงอวิ๋นพลันเปล่งประกายความผิดหวังออกมา หรือเื่ที่เกิดขึ้นจะเป็เพียงความบังเอิญจริง ๆ
“เ้ายังไม่ได้บอกอาจารย์เลยว่าเ้าชื่ออะไร”
“ศิษย์มู่เชียนจิ่วเ้าค่ะ” มู่เชียนจิ่วเงยหน้าขึ้นสบตากับหลิวมู่เฉิน ความจริงแล้วนางรู้สึกตื่นเต้นมาก นางเองก็อยากบอกอาจารย์ไปตรง ๆ เช่นกันว่า …นางคือ ‘เสียวจิ่ว’ นางกลับมาแล้ว…
แต่นางคิดว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
หลิวมู่เฉินจ้องมองมู่เชียนจิ่วพลางพึมพำชื่อของนางออกมา “มู่เชียนจิ่ว”
จิ่วเอ๋อร์มีชื่อว่ามู่เสียวจิ่ว ศิษย์คนที่สองของเขาก็มีชื่อว่า มู่เชียนจิ่ว อีกอย่างนั้นหรือ!
หรือว่า…
…มู่เชียนจิ่วก็คือจิ่วเอ๋อร์ที่กลับชาติมาเกิด?!
“อาจารย์ ท่านมองข้าเช่นนี้ บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือไม่เ้าคะ?” มู่เชียนจิ่วกะพริบตาปริบ ๆ อดไม่ได้ที่จะเลิ่กลั่ก
หลิวมู่เฉินก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าตนเองเสียมารยาท จึงถอนสายตากลับมาพลางเอ่ย “เ้าก็มาจากตระกูลมู่เมืองจี่โจว เช่นนั้นเ้าเป็อะไรกับมู่เทียนเซี่ย เหตุใดต้องปิดบังตัวตนด้วยล่ะ?”
“นางเป็ศัตรูของข้าเ้าค่ะ!” ดวงตาของมู่เชียนจิ่วพลันมีประกายสังหารวาบออกมา ในเมื่อนางใช้ร่างของเ้าของเดิม การช่วยแก้แค้นให้ร่างเดิมก็ถือเป็เื่ที่สมเหตุสมผลแล้ว
มู่เทียนเซี่ยต้องตายสถานเดียวเท่านั้น!
หลิวมู่เฉินพอจะเดาบางอย่างได้บ้างแล้ว จึงไม่ถามอะไรอีก เขาสบตากับมู่เชียนจิ่วอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ “ความแค้นส่วนตัวของพวกเ้า อาจารย์จะไม่เข้าไปยุ่ง แต่ภายในสำนัก ห้ามศิษย์ทำร้ายและเข่นฆ่ากันเองเด็ดขาด”
มู่เชียนจิ่วจึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ตัวเองช่างโง่เขลายิ่งนัก!
นางพูดเื่นี้กับอาจารย์ทำไมกัน ช่างหาเื่ใส่ตัวจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น นางเองก็ไม่ใช่คนเบาปัญญา ต่อให้นางอยากจะสังหารมู่เทียนเซี่ย นางก็จะทำอย่างแยบยล ไม่มีทางให้ใครรู้ว่านางเป็คนทำอย่างแน่นอน
บนโลกนี้เกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นได้มากมายทุกวัน ไม่แน่วันใดวันหนึ่งมู่เทียนเซี่ยออกไปข้างนอก อาจถูกกระบี่ที่พุ่งลงมาจากฟ้าฟันตายก็เป็ได้?
“เ้าค่ะ ศิษย์ทราบแล้ว” มู่เชียนจิ่วรับคำอย่างรวดเร็ว “อาจารย์เ้าคะ เช่นนั้นข้าเลือกของวิเศษต่อได้หรือยังเ้าคะ?”
หลิวมู่เฉินจึงพยักหน้าให้ “อาจารย์จะออกไปรอเ้าที่ด้านนอก”
“เ้าค่ะ!” มู่เชียนจิ่วพยักหน้ารับ มองจนหลิวมู่เฉินออกไปแล้ว จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็มองไปที่ของวิเศษและอาวุธเซียนเ่าั้
“พวกเ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่ อาจารย์ให้ข้านำพวกเ้าออกไปได้แค่สามชิ้น!”
นอกจากหม้อสารพัดนึกแล้ว อาวุธเซียนที่เหลืออีกแปดชิ้นก็สั่นเทาไม่หยุด โดยเฉพาะกระบี่ชิงซวงที่สั่นแรงยิ่งกว่าใคร
มันรออยู่ในสุสานกระบี่มานานหลายพันปี จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครสามารถทำให้มันยอมรับได้มาก่อน หากขืนรอเช่นนี้ต่อไป มันคงต้องอยู่ที่นี่จนรากงอกเป็แน่!
ดังนั้นครั้งนี้ มันจะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกให้ได้!
มู่เชียนจิ่วสามารถััได้ถึงความคิดของกระบี่ชิงซวง นางจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ “แต่ข้ามีเสี่ยวอวิ๋นอยู่แล้วนะ”
กระบี่ชิงซวงก็เหมือนกับหม้อสารพัดนึก เพราะเป็อาวุธเซียนขั้นสูง ในบรรดาอาวุธเซียนเหล่านี้ มันต้องติดหนึ่งในสามอันดับแรกอย่างแน่นอน หากยึดตามระดับพลังในบรรดาอาวุธเซียนมากมาย มันเป็รองแค่กระบี่ฉงอวิ๋นเท่านั้น!
แต่กระบี่เซียนมีเล่มเดียวก็เพียงพอแล้วนี่นา
อีกทั้งกระบี่ชิงซวงมีไอพลังเย็นเกินไป จึงไม่เหมาะกับนาง
กระบี่ชิงซวงสั่นแรง ๆ อีกสองสามครั้ง ก่อนจะรีบพุ่งไปด้านหน้าต้นไม้ที่ยืนต้นตายสองสามต้น ฟันสะเปะสะปะครู่หนึ่ง หลังจากนั้นฟืนจำนวนหนึ่งก็ถูกกองเอาไว้เรียบร้อย
อาวุธเซียนชิ้นอื่นก็ไม่ยอมแพ้ แสดงทักษะของตนออกมาอีกครั้ง น่าเสียดายที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นพวกมันคงจะทำได้มากกว่านี้
มู่เชียนจิ่วจับจ้องกระบี่ชิงซวงครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าและตัดใจเลือกดูชิ้นอื่น
หลังจากตั้งใจเลือกอยู่สักพัก สตรีขวัญใจอาวุธเซียนก็กระดิกนิ้วเรียกกระบองสีดำอันหนึ่ง “เ้า มานี่ซิ”
*ฟิ้ว!*
เพียงพริบตา กระบองดำก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว
กระบองดำมีความยาวหนึ่งศอก ขนาดเท่ากับไม้นวดแป้ง อย่ามองว่ามันเป็เพียงกระบองอันเล็ก ๆ ความจริงแล้วมันหนักถึงหนึ่งหมื่นชั่งเลยทีเดียว!
ในบรรดาอาวุธเซียนทั้งเก้าชิ้น อาวุธเซียนชิ้นอื่นล้วนมีอิทธิฤทธิ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีเพียงกระบองอันนี้ที่ไม่ได้แสดงทักษะอะไรออกมาเลย ทว่ามู่เชียนจิ่วกลับหมายตาอาวุธเซียนชิ้นนี้มานานแล้ว
กระบองนี้มีชื่อว่า ‘กระบองถงเทียน’ แม้มันจะเป็เพียงอาวุธเซียนขั้นกลาง แต่กลับมีชื่อเสียงเป็ที่เลื่องลือไม่น้อยไปกว่ากระบี่ฉงอวิ๋นเลย
ตามบันทึกในตำราของสำนัก ตอนนั้นอดีตผู้าุโท่านหนึ่งของสำนักชิงอวิ๋นใช้กระบองถงเทียนลอบโจมตีคู่ต่อสู้ โดยที่คู่ต่อสู้ไม่ทันรู้ตัว!
ทุกครั้งที่ใช้โจมตีจะแม่นยำทุกครั้ง จนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทั้งดินแดนเสวียนอู่ ครั้นที่นางได้อ่านเื่ราวเกี่ยวกับอาวุธเซียนชิ้นนี้ในกาลก่อน นางขอร้องอาจารย์อยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถนำอาวุธเซียนชิ้นนี้มาไว้ในได้
ทว่าในที่สุด ตอนนี้นางก็ได้มันมาครองดังปรารถนาแล้ว!
“ต่อไปเ้าก็มาติดตามข้าแล้วกัน” มู่เสียวจิ่วในร่างใหม่หยดเืลงบนกระบองถงเทียน จากนั้นก็ควงไปมาอยู่ครู่หนึ่ง กระบองนี้ไม่ได้ส่งเสียงใด ๆ เป็อาวุธที่เหมาะแก่การลอบโจมตีจริง ๆ
ส่วนหม้อสารพัดนึกก็ยังสั่นไม่หยุด พลางส่งเสียงออกมาเป็ระยะ
“เอาละ ๆ ข้ารู้แล้ว” มู่เชียนจิ่วจึงหยดเืลงบนหม้อสารพัดนึกอีกหนึ่งหยด เพื่อนำมันไปด้วย
คราวนี้กระบี่ชิงซวงร้อนรนขึ้นมาแล้ว มันลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่เชียนจิ่วก่อนจะส่งเสียงคำราม ไอเย็นชวนขนลุกแผ่ปกคลุมไปทั่ว สุสานกระบี่พลันหนาวเหน็บภายในพริบตา!
ขณะที่มู่เชียนจิ่วกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นปลายนิ้วของนางก็ถูกกรีด นางยังไม่ทันจะตั้งตัว กระบี่ชิงซวงก็มุดหายเข้าไปในร่างของนางแล้ว!
มู่เชียนจิ่ว “...”
‘ทำเช่นนี้ก็ได้อย่างนั้นหรือ?’
ที่ผ่านมามีแต่มนุษย์บังคับให้ของวิเศษรับเป็นาย แต่ของวิเศษที่บังคับให้มนุษย์รับไปอยู่ด้วยอย่างกระบี่ชิงซวง มู่เชียนจิ่วมีโอกาสใช้ชีวิตใหม่ถึงสองหนก็เพิ่งจะเคยเจอเป็ครั้งแรก!
อาวุธเซียนอีกหกชิ้นเห็นดังนั้น ก็รีบพุ่งเข้ามาหามู่เชียนจิ่วเช่นกัน ทว่ายังไม่ทันจะเข้าใกล้ก็ถูกไอกระบี่สีทองขวางเอาไว้
กระบี่ฉงอวิ๋นลอยอยู่ตรงหน้าของมู่เชียนจิ่วอย่างเงียบเชียบ อาวุธเซียนและสมบัติิญญาที่เหลือจึงหยุดการเคลื่อนไหวลงทันที แต่ยังคงสั่นไม่หยุด
มู่เชียนจิ่วรู้สึกปวดหัวอีกครั้ง เมื่อครู่อาจารย์สั่งเอาไว้แล้วว่า นางสามารถนำของวิเศษออกไปได้เพียงสามชิ้นเท่านั้น ทว่าหากรวมกระบี่ชิงซวงด้วยละก็ เช่นนั้นก็เกินน่ะสิ!
“เสี่ยวอวิ๋น เหตุใดเมื่อครู่ถึงไม่ขวางเอาไว้?”
*วิ้ง!*
กระบี่ฉงอวิ๋นสั่นเล็กน้อย ก่อนจะหมุนรอบกายของผู้เป็นาย
มู่เชียนจิ่วนิ่งงัน พลางเผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา “คิดไม่ถึงว่ากระบี่ชิงซวงจะมีอิทธิฤทธิ์สามารถปิดบังตัวตนได้ด้วย มิน่าล่ะ เ้าถึงขวางไว้ไม่ทัน!”
เมื่อครู่นางเองก็งุนงง ว่าเหตุใดเสี่ยวอวิ๋นของนางถึงไม่ขัดขวางกระบี่ชิงซวงเอาไว้อย่างที่ทำกับของวิเศษชิ้นอื่น ๆ แต่หลังจากฟังเสี่ยวอวิ๋นอธิบายจบ นางเพิ่งจะตระหนักถึงอิทธิฤทธิ์ข้อนี้ของเ้ากระบี่สีน้ำเงิน!
แต่ที่สำคัญก็คือ นางจะอธิบายกับอาจารย์เช่นไรดี? หรือก็แค่บอกไปตามความจริง
มู่เชียนจิ่วออกมาจากสุสานกระบี่ด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ “อาจารย์เ้าคะ กระบี่ชิงซวงนั่น--”
“เื่นั้นข้ารู้แล้ว ข้าไม่โทษเ้าหรอก” หลิวมู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เพียงแค่ได้ยิน ก็ทำให้คนรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ไม่ตำหนิ ศิษย์ท่านเ้าสำนักก็ถอนหายใจออกมา “อาจารย์เ้าคะ เช่นนั้นพวกเราจะไปที่ไหนต่อหรือเ้าคะ?”
“ตามข้ามาเถอะ” หลิวมู่เฉินไม่ได้พูดอะไรมาก จู่ ๆ ก็เหาะไปทางยอดเขาหลักทันที
มู่เชียนจิ่วจึงรีบตามไป ความจริงแล้วตบะบารมีเมื่อถึงระดับฌานดรุณก็สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ เพียงแต่นางเพิ่งจะหลอมฌานดรุณสำเร็จ จึงยังไม่ทันได้ฝึกวิชาเหาะเหินเดินอากาศ “อาจารย์ ข้ายังเหาะไม่เป็ ท่านรอข้าด้วยสิเ้าคะ!”
.
.
.