ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 304 : ทะเลสาบกระจกเงา

จารึกที่ 304 : ทะเลสาบกระจกเงา : การขัดเกลาเส้นสายแห่งต้นกำเนิด


ความเงียบงันเหนือทะเลสาบกระจกที่ลอยอยู่กลางอากาศธาตุนั้น ลึกล้ำยิ่งกว่าห้วงลึกของหุบเหวไร้ก้น ผิวน้ำที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่นสะท้อนภาพของดวงดาราและภูเขาน้ำแข็งที่ตั้งตระหง่านอยู่รายรอบ มหานาวาปราณสูญตา ลำเรือสีดำทะมึนขนาดมหึมา ลอยลำนิ่งสงบอยู่เหนือผิวน้ำราวกับเกรงกลัวว่าลมหายใจของตนจะไปทำลายความสมบูรณ์แบบของมิติแห่งนี้


บนแผ่นศิลาจารึกอักขระโบราณที่โผล่พ้นผิวน้ำ ชายชราในชุดนักพรตสีมอๆ ยังคงโยนเหรียญทองแดงเก่าคร่ำครึขึ้นลงในฝ่ามือ

กริ๊ง...


เสียงเหรียญกระทบกันเบาบาง ทว่ามันกลับสั่นสะเทือนไปถึงรากฐานวิญญาณของผู้ฝึกตนทุกคนบนเรือ ทุกครั้งที่เหรียญลอยขึ้น กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินรอบด้านคล้ายถูกจัดเรียงใหม่ และเมื่อเหรียญตกลงสู่ฝ่ามือ กระแสลมปราณในรัศมีร้อยลี้ก็หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์แบบ


อาเจียยืนอยู่บนหัวเรือ สองมือไพล่หลัง ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทไร้ตาขาว หดเกร็งลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากชายชราเบื้องหน้า มันมิใช่แรงกดดันที่บ้าคลั่งทำลายล้างเฉกเช่นผู้อาวุโสแห่งวิหารเทพอนันตกาล ทว่ามันคือความ ‘สมบูรณ์แบบ’ อันไร้ที่ติ ลมปราณทุกสายที่แผ่ออกมารอบกายนักพรตเฒ่า ไม่มีสายใดเลยที่สูญเปล่าแม้แต่เศษเสี้ยว


เด็กหนุ่มก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือคารวะด้วยท่วงท่าที่สง่างามและนอบน้อม ซึ่งหาได้ยากยิ่งจากบุรุษผู้มักจะเย่อหยิ่งต่อฟ้าดิน


“ผู้น้อย คารวะผู้อาวุโส” อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความเคารพจากใจจริง “วิถีการควบคุมปราณของท่าน ช่างเปิดหูเปิดตาผู้น้อยยิ่งนัก”

นักพรตหมื่นอีแปะหยุดโยนเหรียญ นัยน์ตาที่ฝ้าฟางภายใต้ปีกหมวกฟางช้อนขึ้นมองเด็กหนุ่ม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่เหี่ยวย่น


“เด็กน้อย... เจ้ามีขุมพลังปฐมกาลที่ยิ่งใหญ่ มีสายเลือดที่แปลกประหลาด และมีมหาสมบัติที่ผู้คนทั้งทวีปปรารถนา” ชายชรากล่าวเสียงแหบพร่า ทว่าดังกังวานก้องในจิตวิญญาณ “ทว่าวิถีแห่งเต๋าที่เจ้ากำลังเดินอยู่ กลับเต็มไปด้วยรอยรั่ว เจ้าครอบครองมหาสมุทร แต่กลับใช้ถังไม้ที่เต็มไปด้วยรูรั่วตักน้ำขึ้นมาดื่ม... การเผาผลาญลมปราณสิบส่วน เพื่อผลลัพธ์เพียงสามส่วน นั่นมิใช่วิถีของผู้ที่ปรารถนาจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมรรคาอักขระ”


คำกล่าวของนักพรตหมื่นอีแปะ ราวกับกระบี่ที่แทงทะลุเปลือกนอกอันแข็งกร้าวของอาเจีย


ตลอดเส้นทางการบำเพ็ญเพียรที่ผ่านมา เขาพึ่งพาความกดดันจากความเป็นความตายเพื่อทะลวงขีดจำกัด พึ่งพาพลังดิบเถื่อนของอักขระสูญตาเพื่อสยบศัตรู ทว่าความจริงที่แสนขมขื่นคือ เขายังขาด ‘รากฐาน’ ที่ประณีต


“ผู้น้อยโง่งม ขอผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ” อาเจียค้อมศีรษะลงต่ำยิ่งกว่าเดิม เขาละทิ้งความเย่อหยิ่งที่เพิ่งทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มจนหมดสิ้น

นักพรตหมื่นอีแปะลุกขึ้นยืนช้าๆ แส้ปัดในมือซ้ายตวัดเบาๆ หนึ่งครั้ง


วาบ!


หยดน้ำเพียงหนึ่งหยด ลอยขึ้นมาจากผิวน้ำของทะเลสาบกระจก มันลอยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของอาเจีย หยดน้ำนั้นใสกระจ่าง สะท้อนภาพใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน


“จงใช้อักขระของเจ้า ประคองหยดน้ำนี้ไว้ อย่าให้มันระเหยหายไป และอย่าให้มันตกลงสู่พื้นกระดานเรือ” นักพรตเฒ่ากล่าวท้าทาย “หากเจ้าสามารถใช้ปราณแท้ในจุดตันเถียน ถักทอเป็นเส้นสายอักขระมารองรับมันได้โดยไม่ใช้พลังเกินความจำเป็น ข้าจะถือว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะสนทนาเรื่อง ‘วิถีแห่งเส้นสาย’ กับข้า”


อาเจียจ้องมองหยดน้ำเบื้องหน้า มันดูเรียบง่าย ทว่าภายในหยดน้ำนั้นแฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งธาตุวารีที่หนักอึ้งราวกับภูเขาหิน หากใช้พลังปราณมากเกินไป หยดน้ำจะถูกความร้อนจากปราณระเหยจนแห้งเหือด หากใช้พลังน้อยเกินไป มันจะทะลวงผ่านค่ายกลและร่วงหล่นลงพื้น


เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในมือขวา ปลายพู่กันตวัดวาดกลางอากาศธาตุอย่างแผ่วเบา ร่างอักขระธาตุวารีและอักขระธาตุลมขึ้นมาผสานกันเป็นค่ายกลย่อส่วน หวังจะสร้างแรงยกที่นุ่มนวลเพื่อรองรับหยดน้ำนั้น


แสงสีฟ้าและสีเขียวอ่อนเรืองรองขึ้นใต้หยดน้ำ


ทว่า... ในวินาทีที่เส้นสายอักขระสัมผัสกับผิวน้ำ


เปรี๊ยะ! ซ่า!


พลังปราณของอาเจียที่ส่งออกไป แม้จะพยายามกักเก็บให้เบาบางที่สุดแล้ว แต่มันก็ยังคงมีกลิ่นอายของความก้าวร้าวและรุนแรงแฝงอยู่ หยดน้ำนั้นมิได้ระเหย แต่มันถูกแรงดันจากอักขระกระแทกจนแตกกระจายเป็นละอองฝอย ร่วงหล่นกระทบพื้นกระดานเรือเสียงดังฟังชัด


อาเจียชะงักค้าง ปลายพู่กันสั่นไหวเล็กน้อย


“หยาบกระด้าง... ลุกลน... และเต็มไปด้วยความหวาดระแวง” นักพรตหมื่นอีแปะส่ายหน้าช้าๆ แส้ปัดในมือตวัดอีกครั้ง


ตึง!


คลื่นปราณไร้รูปกระแทกเข้าที่หน้าอกของอาเจียอย่างจัง ร่างของเด็กหนุ่มปลิวลอยถอยหลังไปหลายจั้ง กระแทกเข้ากับเสากระโดงเรืออย่างรุนแรง

“อึก!” อาเจียกระอักเลือดสีแดงฉานออกมา ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วเส้นชีพจร ทว่าสิ่งที่เจ็บปวดกว่าร่างกาย คือความจริงที่ถูกเปิดเผย


“เจ้ามีความหวาดกลัวซ่อนอยู่ในแก่นวิญญาณ” ชายชราก้าวเดินบนผิวน้ำราวกับเดินบนพื้นราบ “เจ้าพยายามกักเก็บทุกสิ่ง แย่งชิงทุกอย่าง เพราะเจ้ากลัวความสูญเสีย... เจ้าบีบอัดปราณแท้ของเจ้าจนมันแน่นขนัดและแข็งกร้าว เพราะเจ้าคิดว่าความแข็งแกร่งคือการมีให้มากที่สุด แต่ในวิถีแห่งเต๋า... ความแข็งแกร่งที่แท้จริง คือการรู้จัก ‘ปล่อยวาง’ และควบคุมความว่างเปล่าต่างหาก”


ฉินมู่หลางและเย่ปิงอวิ๋นขยับตัวเตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย ทว่าอาเจียยกมือเปื้อนเลือดขึ้นห้ามไว้


เด็กหนุ่มค่อยๆ พยุงร่างยืนขึ้น เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาแห่งความว่างเปล่าจ้องมองเข้าไปในความมืดมิดของจิตใจตนเอง


...คำกล่าวของนักพรตเฒ่าราวกับกุญแจที่ไขประตูดำมืดในอดีต ภาพในความทรงจำวัยเยาว์ไหลบ่าเข้ามา... ภาพของตะกร้าหวายกลางพายุหิมะ ความหิวโหย และความหนาวเหน็บ


ในอดีต เขาเคยโกรธแค้นที่ถูกทอดทิ้ง แต่เมื่อได้รับรู้ความจริงจากสุสานบรรพชน ความโกรธนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความกดดันอันมหาศาล... น้ำหนักของความหวังสุดท้าย น้ำหนักของเผ่าพันธุ์สูญตาที่ฝากฝังไว้ในตัวเขาแต่เพียงผู้เดียว มันช่างหนักอึ้งจนเขย่ารากฐานจิตใจของเขาให้สั่นคลอน


ความหวาดกลัวที่จะสูญเสียและทำให้บรรพชนผิดหวัง หล่อหลอมให้อาเจียยิ่งกลายเป็นคนหน้าเงินและพยายามกอบโกยทุกสิ่ง...



ความไม่รู้และความหวาดกลัวนั้น หล่อหลอมให้อาเจียกลายเป็นคนหน้าเงินและบ้าสมบัติ เขาพยายามกอบโกยทุกสิ่งรอบกาย เพื่อสร้าง ‘เกราะป้องกัน’ ให้กับตนเอง เขาใช้เงินทองและทรัพยากรเป็นเครื่องยืนยันว่าตนเองยังมีชีวิต และมีค่าพอที่จะดำรงอยู่


แต่บัดนี้ เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียน ความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจ กลับกลายเป็น ‘มารในใจ’ ที่ขัดขวางไม่ให้เขาทำความเข้าใจ ‘มหาภาวะซวี’ (ความว่างเปล่า) อย่างแท้จริง


“ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด... คืออดีตของตนเองสินะ” อาเจียพึมพำ รอยยิ้มเย้ยหยันตนเองปรากฏบนใบหน้า


“ถูกต้อง” นักพรตหมื่นอีแปะพยักหน้า “หากเจ้าไม่สามารถก้าวข้ามบาดแผลในอดีต เจ้าก็ไม่อาจควบคุมเส้นสายแห่งอักขระหลิง (零) ได้ เพราะอักขระหลิง... คือความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์ หากใจเจ้ายังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวการสูญเสีย เจ้าก็ไม่มีวันเป็นหนึ่งเดียวกับมันได้”


อาเจียหลับตาลง สูดลมหายใจลึกยาว ปราณเซียนแท้สีเงินยวงในจุดตันเถียนเริ่มไหลเวียนช้าลง เขาไม่ได้พยายามบังคับมัน แต่ปล่อยให้มันไหลไปตามธรรมชาติ


“สถานที่แห่งนี้คือ ‘ทะเลสาบสะท้อนเงา’ หนึ่งในค่ายกลธรรมชาติของมิติลี้ลับอุดรทิศ” ชายชราเอ่ยขึ้น “เวลาในอาณาเขตของทะเลสาบนี้ ไหลเชื่องช้ากว่าโลกภายนอก... หนึ่งร้อยวันบนผิวน้ำนี้ เท่ากับเพียงหนึ่งวันในหุบเขาอนันตกาล จงใช้เวลาที่นี่ ทบทวนอดีต ขัดเกลาจิตใจ และเรียนรู้ที่จะ ‘แบ่งแยก’ เส้นสายปราณของเจ้าให้ละเอียดดุจใยแมงมุม”


ชายชราตวัดแส้ปัดอีกครั้ง หยดน้ำนับหมื่นหยดลอยขึ้นจากทะเลสาบ มาหยุดนิ่งอยู่รอบกายของอาเจีย


“ทุกวัน เจ้าต้องใช้ปราณอักขระ ประคองหยดน้ำเหล่านี้ไว้ให้ได้ทั้งหมด หากหยดใดหยดหนึ่งตกลงมา... เจ้าจะต้องเริ่มต้นใหม่”


กล่าวจบ ร่างของนักพรตหมื่นอีแปะก็สลายกลายเป็นหมอกบางๆ กลืนหายไปกับความเงียบสงบของทะเลสาบ ทิ้งไว้เพียงแบบทดสอบอันแสนโหดร้าย และเวลาแห่งการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง


อาเจียไม่ได้ขยับเขยื้อน เขายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางหยดน้ำนับหมื่น


หลินชิงเสวี่ยมองแผ่นหลังของบุรุษที่นางผูกพัน นางเข้าใจดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ อาเจียต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง นางจึงส่งสัญญาณให้มิตรสหายทุกคนถอยกลับเข้าไปในโถงพักผ่อนของตัวเรือ เพื่อให้เขาได้ใช้สมาธิอย่างเต็มที่


วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบในมิติลี้ลับ


วันแรก อาเจียพยายามใช้ความเข้าใจเดิมในการถักทออักขระ ทว่าเพียงแค่เขาจรดพู่กัน หยดน้ำนับร้อยก็แตกกระจายร่วงหล่นลงมา เขาต้องเริ่มใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


วันที่สิบ เขาเริ่มตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่พู่กัน แต่อยู่ที่ ‘เจตจำนง’ ภายในใจ ทุกครั้งที่เขานึกถึงการถูกทอดทิ้ง ปราณของเขาจะเกิดความสั่นไหวและแข็งกร้าว


วันที่สามสิบ อาเจียละทิ้งพู่กันนิรันดร์ เขาใช้นิ้วมือแทนปลายพู่กัน นั่งขัดสมาธิอยู่กลางดาดฟ้าเรือ ปล่อยให้ความหนาวเหน็บของทะเลสาบแทรกซึมเข้าสู่กระดูก เขาเผชิญหน้ากับความทรงจำในอดีตอย่างกล้าหาญ เขาหยุดตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงถูกทิ้ง ทว่าเขาเลือกที่จะ ‘ยอมรับ’ มัน

‘ข้าเกิดมาจากความว่างเปล่า การไร้ซึ่งสิ่งใดมิใช่เรื่องน่ากลัว... การยึดติดจนสูญเสียตัวตนต่างหาก ที่น่ากลัวยิ่งกว่า’


เมื่อความคิดนี้ตกผลึก จุดตันเถียนของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ทารกวิญญาณสูญตาที่เคยกักเก็บปราณอย่างตะกละตะกลาม เริ่มคลายการบีบรัด อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬที่ลอยอยู่รอบทารก สว่างไสวขึ้นด้วยความนุ่มนวลอย่างประหลาด


วันที่เจ็ดสิบ อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขาสงบนิ่งราวน้ำลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวหรือความโลภ เขายกมือขวาขึ้น นิ้วชี้ตวัดไปในอากาศอย่างเชื่องช้า


วูบ...


ปราณเซียนแท้สีเงินยวงสายหนึ่งไหลทะลักออกมาจากปลายนิ้ว อาเจียหลับตาลง ใช้จิตสัมผัสอันละเอียดอ่อน ‘ผ่า’ ลมปราณสายนั้นออกเป็นสองส่วน... จากสองเป็นสี่... จากสี่เป็นแปด...


เขาแบ่งแยกมันอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งลมปราณสายเดียว แตกแขนงออกเป็นเส้นด้ายที่มองไม่เห็นนับหมื่นเส้น แต่ละเส้นมีขนาดเล็กยิ่งกว่าเส้นผมทารก ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเหนียวแน่นและเจตจำนงที่บริสุทธิ์ที่สุด


“สัญลักษณ์แห่งมหาภาวะซวี...” อาเจียวาดเส้นสายเหล่านั้นกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นวงกลม ( ⦾ ) ที่โปร่งใสและไร้รูป ภายในความกลวงเปล่านั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นมารำไร ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยควบคุมเส้นด้ายปราณทั้งหมื่นเส้นอย่างสมดุล


เส้นด้ายที่มองไม่เห็นเหล่านั้น แผ่ขยายออกไปครอบคลุมหยดน้ำนับหมื่นหยดที่ลอยอยู่รอบกาย


คราวนี้ ไม่มีเสียงแตกหัก ไม่มีเสียงระเหย


หยดน้ำทุกหยดลอยนิ่งสนิท รองรับด้วยโครงสร้างอักขระระดับจุลภาคที่อาเจียถักทอขึ้นมาอย่างประณีตบรรจง มันสมบูรณ์แบบจนแม้แต่ผิวน้ำของทะเลสาบกระจกก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพลังนี้


ในที่สุด เขาก็เข้าใจรากฐานของ ‘วิถีแห่งเส้นสาย’


“การสร้างอักขระที่แท้จริง มิใช่การอัดพลังลงไป... แต่คือการจัดเรียงโครงสร้างของฟ้าดินด้วยความเคารพ” อาเจียพึมพำ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า บาดแผลในอดีตถูกเยียวยาด้วยความเข้าใจในวิถีเต๋าของตนเอง


ทว่า... ในเสี้ยววินาทีแห่งความสำเร็จนั้นเอง


ตึง!


คลื่นความกดดันอันเย็นเยียบและอำมหิตสายหนึ่ง พุ่งทะลวงผ่านมิติแห่งทะเลสาบกระจกเงาเข้ามาอย่างกะทันหัน!


ผิวน้ำที่เคยราบเรียบเกิดคลื่นยักษ์ถาโถม บรรยากาศที่เคยสงบสุขถูกฉีกกระชากด้วยเจตจำนงสังหารที่เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้


ขุนพลศิลาที่ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าห้องควบคุมเรือ เบิกตาที่ทำจากอัญมณีวิญญาณกว้าง แขนศิลาทั้งสองข้างประสานกันสร้างม่านพลังระดับสูงสุดทันที

“นายท่าน! มีผู้บุกรุกทะลวงค่ายกลธรรมชาติเข้ามา!” ขุนพลศิลาส่งกระแสจิตรายงาน


ประตูห้องพักถูกเปิดออกอย่างแรง ฉินมู่หลางพุ่งตัวออกมาพร้อมกระบี่ในมือ แววตาของยอดกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีด “กลิ่นอายนี้... ผู้ฝึกตนระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นกลาง! พวกวิหารเทพอนันตกาลตามรอยพวกเรามาถึงที่นี่ได้อย่างไร!?”


เฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นตามขึ้นมาบนดาดฟ้า ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับการต่อสู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


กลางอากาศธาตุเบื้องหน้ามหานาวา รอยแยกมิติสีดำถูกฉีกออก ร่างของสตรีในชุดคลุมสีโลหิตก้าวออกมา นางมีใบหน้าที่งดงามทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ในมือถือมีดสั้นโค้งที่อาบไปด้วยพิษสีม่วงเข้ม กลิ่นอายของนางแฝงไปด้วยความตายและความอาฆาตแค้น


“ราชันหมื่นอักขระ...” สตรีชุดโลหิตเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “วิหารเทพอนันตกาลส่งข้า ‘เงาโลหิตสิบสาม’ มาเพื่อนำศีรษะของเจ้ากลับไปชดใช้ให้แก่ความอัปยศของผู้อาวุโสอู๋จื่อ”


นางมิได้กล่าววาจาให้มากความ ร่างของนางเลือนหายไปในอากาศราวกับภูตผี กลายเป็นหมอกโลหิตนับพันสายพุ่งเข้าล้อมรอบมหานาวาปราณสูญตา ความเร็วของนางเหนือกว่าระดับแยกวิญญาณหลายสิบเท่า!


“ระวัง! นางเป็นนักฆ่าที่เชี่ยวชาญการเร้นกาย!” หลินชิงเสวี่ยตวาดเตือน ‘โสตสวรรค์’ ของนางทำงานจนถึงขีดสุด ทว่าเสียงการเคลื่อนไหวของศัตรูกลับแผ่วเบาจนแทบจับทิศทางไม่ได้


ฉินมู่หลางฟาดฟันปราณกระบี่ออกไปรอบทิศ ทว่ากลับตัดถูกเพียงอากาศธาตุ


ฉึก!


มีดสั้นอาบพิษโผล่พ้นความมืด พุ่งเป้าไปที่ลำคอของหลินชิงเสวี่ยอย่างโหดเหี้ยม นางเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด ทว่าคมมีดก็ยังกรีดผ่านไหล่ซ้าย เลือดสีแดงสดพุ่งทะลักออกมา พิษสีม่วงเริ่มลามเข้าสู่เส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว


“ชิงเสวี่ย!” อาเจียตวาดลั่น ดวงตาแห่งความว่างเปล่าหดเกร็ง


เพลิงโทสะปะทุขึ้นในใจ ทว่าครั้งนี้... เขาไม่ได้ปล่อยให้ความโกรธมาครอบงำจนสูญเสียสติ อาเจียยืนนิ่งอยู่กลางดาดฟ้าเรือ พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในมืออีกครั้ง


“อยากฆ่าข้า... ก็ต้องผ่านโครงสร้างอักขระของข้าให้ได้เสียก่อน!”


อาเจียไม่ได้วาดสัญลักษณ์โจมตีที่บ้าคลั่ง ทว่าเขาตวัดพู่กันอย่างรวดเร็วและประณีต ดึงเอาเส้นด้ายปราณระดับจุลภาคนับหมื่นเส้นที่เขาเพิ่งขัดเกลาสำเร็จ ออกมาถักทอกลางอากาศรอบตัวเรือ


“ค่ายกลหมื่นใยสูญตา... กักขังมาร!”


เส้นด้ายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ถูกจัดเรียงตามสมการอักขระที่สลับซับซ้อน มันครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดบนดาดฟ้าเรือ กลายเป็นตาข่ายมรณะที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น


สตรีชุดโลหิตที่เร้นกายอยู่ในมิติมืด ไม่ทันสังเกตเห็นเส้นใยเหล่านี้ นางพุ่งเป้ามาที่แผ่นหลังของอาเจีย หมายจะบิดศีรษะของเขาในดาบเดียว

สวบ!


ทว่า ทันทีที่ร่างของนางทะลวงเข้ามาในอาณาเขตของค่ายกล เส้นด้ายปราณที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยอักขระหลิง (零) ก็รัดตึงขึ้นทันที! ความเหนียวแน่นของเส้นใยระดับอนุภาค ที่เกิดจากการควบคุมลมปราณอย่างสมบูรณ์แบบ แข็งแกร่งยิ่งกว่าโซ่เหล็กกล้าพันปี


“อ๊ากกก!” สตรีชุดโลหิตกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อเส้นใยที่มองไม่เห็นบาดลึกเข้าไปในผิวหนังและเส้นชีพจรของนาง การเร้นกายถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ร่างของนางปรากฏขึ้นกลางอากาศ ห่างจากแผ่นหลังของอาเจียเพียงคืบเดียว


ทว่านางก็คือนักฆ่าระดับหลอมความว่างเปล่า นางกัดฟันกรอด ระเบิดพลังปราณสายโลหิตออกมาอย่างบ้าคลั่ง หมายจะฉีกกระชากเส้นใยเหล่านี้ให้ขาดสะบั้น


เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!


เส้นด้ายปราณบางส่วนเริ่มขาดสะบั้น แรงสะท้อนกลับกระแทกเข้าที่จุดตันเถียนของอาเจีย


“อึก!” อาเจียกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ทว่ามือขวาของเขากลับกำพู่กันแน่นไม่ยอมปล่อย ดวงตาจ้องมองศัตรูอย่างเด็ดขาด “คิดจะฉีกโครงสร้างอักขระของข้าหรือ... ฝันไปเถอะ!”


อาเจียวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นกลางอากาศ บีบอัดมันลงไปที่จุดศูนย์กลางของค่ายกล อักขระหลิง (零) สว่างวาบขึ้น ดูดกลืนพลังปราณสายโลหิตของนักฆ่าสาว แล้วเปลี่ยนมันมาเป็นพลังงานเสริมความแข็งแกร่งให้กับเส้นด้ายปราณ!


ยิ่งนางดิ้นรน เส้นใยก็ยิ่งรัดแน่นและบาดลึกเข้าไปถึงกระดูก เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นชโลมพื้นกระดานเรือ


“เจ้า... เจ้ามันปีศาจ!” สตรีชุดโลหิตเค้นเสียงอย่างเคียดแค้น


“ข้ามิใช่ปีศาจ...” อาเจียก้าวเข้าไปใกล้ แววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “ข้าก็แค่ผู้บำเพ็ญเพียร ที่เพิ่งจะเรียนรู้วิธีร้อยด้ายเข้ารูเข็มเท่านั้น”


ปลายพู่กันนิรันดร์ตวัดตัดขั้วหัวใจของนักฆ่าสาวอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี ร่างของนางกระตุกเฮือกก่อนจะสิ้นลมหายใจ ร่วงหล่นลงบนกองเลือดของตนเอง


อาเจียทรุดตัวลงคุกเข่า หอบหายใจอย่างหนักหน่วง การต่อสู้ครั้งนี้จบลงอย่างรวดเร็ว ทว่ามันผลาญพลังสมาธิและลมปราณของเขาไปจนเกือบหมดสิ้น หากเขาไม่สามารถทำความเข้าใจ ‘วิถีแห่งเส้นสาย’ ได้ทันเวลา วันนี้ผู้ที่นอนจมกองเลือดคงเป็นตัวเขาและมิตรสหาย


หลินชิงเสวี่ยที่สกัดจุดห้ามพิษไว้ เดินเข้ามาพยุงร่างเขา นางมองบาดแผลและการเสียสละของบุรุษเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง


“เจ้าทำได้แล้ว อาเจีย” นางกระซิบแผ่วเบา


อาเจียเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหนือทะเลสาบกระจก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากที่เปื้อนเลือด


“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น...” อาเจียกำพู่กันนิรันดร์ไว้แน่น “หนทางแห่งมหาวิถีหมื่นอักขระ ยังมีโครงสร้างอีกมากมายให้ข้าต้องรื้อถอนและทำความเข้าใจ... วิหารเทพอนันตกาลส่งนักฆ่ามาทักทายถึงที่ คงถึงเวลาที่บิดาจะต้องไปเยือนตำหนักของพวกมัน เพื่อศึกษาโครงสร้างค่ายกลของพวกมันอย่างใกล้ชิดเสียที!”


ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและความหนาวเหน็บของอุดรทิศ ราชันหมื่นอักขระได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองไปอีกขั้น มิใช่ด้วยความโลภหรือแรงกดดัน ทว่าด้วยความเข้าใจในรากฐานแห่งสรรพสิ่งอย่างแท้จริง!v