นายหญิงใหญ่ถือเงินพนันที่นางชนะในวันนี้ ไม่ได้เก็บลงไปกลับเรียกสาวใช้หลายคนมา และตกรางวัลให้สาวใช้ที่ปรนนิบัติข้างกายจนหมด
ทุกคนต่างดีใจสถานการณ์สุขสันต์ปรองดองอบอวลไปทั่วห้องโถงหลัก
และท่ามกลางความวุ่นวาย สาวใช้คนหนึ่งเข้ามารายงานอย่างรีบเร่งบอกว่าวันนี้เหล่าคุณหนูเที่ยวเล่นกัน บังเอิญพบกับซื่อจื่อของตระกูลฉีจวิ้นอ๋อง [1] เข้า คุณหนูใหญ่คุยเล่นกับซื่อจื่อเข้ากันได้ดี คงจะกลับมาช้าสักหน่อย
นายหญิงใหญ่สีหน้าผ่อนคลายลง พยักหน้า และถามสาวใช้ข้างกายเสียงต่ำ“พวกเขากลับมาหรือยัง?”
คนที่รู้ว่า “พวกเขา” คือใคร จะเข้าใจในทันที
สาวใช้พยักหน้า แต่ปากกลับกล่าว“เด็กน้อยสองคนจากบ้านสามง่วงนอนทนไม่ไหวจึงกลับมาก่อนคุณหนูบ้านรองสองคนยังอยู่กับคุณหนูใหญ่ คุณหนูทั้งสองของบ้านพวกเราก็เช่นเดียวกันนายหญิงไม่จำเป็นต้องกังวลเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้านายหญิงใหญ่พลันกว้างขึ้น
“แล้วฮุยเกอเอ๋อร์ล่ะ?”
“เด็กรับใช้ของฮุยเกอเอ๋อร์บอกว่าฮุยเกอเอ๋อร์กำลังสนุกสนานกับการชมภาพวาดพู่กันกับหลานชายสกุลหวังเก๋อเหล่า [2] วันนี้จะพักที่จวนสกุลหวัง ไม่กลับมาเจ้าค่ะ”
อาจเพราะภูเขาถูกยกออกจากอกนายหญิงใหญ่โล่งใจจนรอยยิ้มแทบฉีกถึงใบหู กล่าวตรงไปตรงมา “ดี ดีเป็นเรื่องดียิ่งที่เขาอยากใกล้ชิดกับคนอื่นบ้าง”
“ใกล้ชิดคนอื่นที่ไหนกันเจ้าคะ คุณชายฉงหยางหลานชายของหวังเก๋อเหล่าผ่านการสอบซิ่วไฉ [3] แล้วฮุยเกอเอ๋อร์ของพวกเราต้องตาสว่าง อยากเอาดีบนเส้นทางขุนนางบ้าง ถึงได้สนิทสนมคุณชายฉงหยางเป็นพิเศษจะว่าไปแล้ว ต้าเกอเอ๋อร์ของพวกเราก้าวหน้าขึ้นทุกวันจริงๆ อนาคตของเขาต้องผ่านการสอบจอหงวนและชิงตำแหน่งมาให้นายหญิงได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
มีใครบ้างบนโลกนี้ที่ไม่อยากได้ยินสิ่งดีๆ ?
นายหญิงใหญ่ผ่อนคลายลง ถอนหายใจเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม“เจ้ากีบน้อย [4] ช่างเย้าเสียจริง”
อาจเป็นเพราะนางรู้สึกว่าตนเองกำลังจะได้ในสิ่งที่ต้องการจึงรู้สึกง่วงขึ้นมา นายหญิงใหญ่เรียกสาวใช้มาปรนนิบัติล้างหน้าพลางสั่งให้บ่าวเตรียมของขวัญวันพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมเยียนจวนสกุลหวังเก๋อเหล่าด้วยตนเอง
คิดถึงฝันดีตลอดค่ำคืน นายหญิงใหญ่ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่คนอื่นจะนอนหลับฝันดีด้วยหรือไม่ นั่นน่าขบคิดยิ่งกว่า
คนแรกที่ตื่นขึ้น คือเด็กรับใช้เฝ้าห้องข้างกายเจียงเหยียน
เดิมทีเด็กรับใช้คนนี้ควรจะอยู่เฝ้าประตูในเรือนแต่ตอนเขารู้สึกเบื่อหน่าย จู่ๆ ก็โดนความต้องการครอบงำ จึงแอบวิ่งไปซื้อสุราอย่างอดใจไม่อยู่
ไม่คาดฝันว่าขณะซื้อสุราจะถูกชะตาเหมือนสนิทกันมานานกับแขกคนหนึ่งเข้าทั้งสองคนคุยกันถูกคอ นักดื่มนั่นก็ใจกว้าง ซื้อสุรารสเลิศชั้นดีทั้งหมดในเหลาสุราและกล่าวว่าพวกเขาเจอกันช้าเกินไป คืนนี้ไม่เมาไม่กลับ
พบสหายรู้ใจ สุราพันจอกก็น้อยไป [5] ฤทธิ์เหล้ามอมเมา จนลืมเสียสนิทว่าตนเองต้องกระทำสิ่งใด
ดื่มน้ำสีอำพันจอกแล้วจอกเล่า เขาลืมกระทั่งว่าตัวเองเป็นใครนับประสาอะไรกับหน้าที่ที่ต้องกลับไปเฝ้าประตูเรือน
เมื่อเขาตื่นขึ้นมา ขอบฟ้าก็เริ่มขึ้นสีจางๆสหายดื่มสุราเมื่อคืนหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่เงินค่าสุรายังหนีหายไม่จ่าย
ทางเหลาสุราไม่ยอมให้เขาจากไปทุกคนต่างบอกว่าเห็นเขานั่งดื่มอยู่คนเดียว เขาโต้เถียงว่ายังมีคนอื่นอีกเจ้าของร้านจึงให้เขาบอกรูปพรรณสันธานของอีกคนมาแต่สติเขากลับพร่าเลือนรู้สึกว่างเปล่า จำอะไรไม่ได้สักอย่าง
แต่เด็กรับใช้กลับห่วงเรื่องในเรือนเล็กบังเกิดเป็นรสขมพัวพันในปากเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้ฐานะของบ่าวสกุลเจียงมาขัดตาทัพ
ทางเหลาสุรายังคงไม่ยอม ในใจเขาร้อนรนจนแทบเป็นบ้า จำใจต้องหยิบตราหยกติดตัวของเจียงเหยียนชิ้นหนึ่งออกมาโดยพลการยื่นให้เจ้าของร้านเพื่อเป็นหลักประกันว่าเขาจะมาชดใช้ค่าสุราให้ทีหลัง
ชักแม่น้ำทั้งห้ามาขอร้อง สุดท้ายก็ยอมปล่อยเขาไปในที่สุด
ชายตัวน้อยรีบร้อนไปที่ลานเรือนเล็ก หวังว่าฝั่งคุณชายจะเป็นไปด้วยดีไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
และหวังยิ่งกว่าว่าหลังจากคุณชายบรรลุเป้าหมายแล้วจะเห็นแก่ความขยันรับผิดชอบในอดีตของตน เมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชาสักหน่อยไม่ตำหนิที่ตนออกไปดื่มกลางดึก
ชายหนุ่มกลับถึงลานเรือนเล็กด้วยความคล่องแคล่วผลักประตูเปิดเข้าไปอย่างระมัดระวัง มองเห็นเพียงความเงียบสงัดวังเวงราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ในใจรู้สึกเหมือนหินถูกยกออกไป
ประตูหน้าต่างห้องในลานถูกปิดทั้งหมด เด็กรับใช้นึกถึงกฎของคุณชายว่าให้ปลุกเขายามรุ่งสางและลากเด็กสาวครึ่งตายออกไป แล้วค่อยปรนนิบัติเขาล้างหน้าและผลัดอาภรณ์ใหม่คิดดังนั้น เขาจึงเดินไปเคาะหน้าต่างแผ่วเบา
คาดไม่ถึงว่าจะไร้เสียงคนตอบกลับ เด็กหนุ่มยังแอบหัวเราะเบาๆ ในใจแม่นางน้อยขาวบริสุทธิ์เมื่อวานนั่นน่ารักจริงๆคุณชายเพลียอยากนอนต่อก็เป็นเรื่องเล็กน้อย
เด็กรับใช้เรียกเจียงเหยียนเสียงแผ่ว เขาตะโกนอีกสองคำเจียงเหยียนกลับยังไม่ตอบ ตอนนั้นเขาถึงเริ่มหวาดระแวง รีบร้อนผลักประตูให้เปิดออก
กลิ่นเหม็นคาวเจือกลิ่นโลหิตโชยออกมาจากด้านในห้องทันที
อาภรณ์ขาดวิ่น โยนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น เด็กรับใช้จำได้รางๆว่าเจียงเหยียนใส่มา
นอกจากนี้ยังมีชุดกระโปรงและเสื้อชั้นในสีชมพูดอกท้อกองรวมอยู่ด้วย จนเขาเห็นแล้วหน้าแดง ใจเต้นแรงไปหมด
แต่สีและลวดลายบนชุดกระโปรงแลดูคุ้นตาเขายิ่งนักเด็กรับใช้เมาค้างคิดไตร่ตรองเชื่องช้าครู่ใหญ่ ถึงได้นึกออกว่าเป็นผู้ใดที่ใส่ชุดกระโปรงนั่น
เสียงอื้ออึง “วิ้งๆ” พลันดังขึ้นในหัวเด็กหนุ่มเขาเดินตัวสั่นเทาไปที่ข้างเตียง จากนั้นเลิกม่านขึ้นดู โดนกลิ่นเหม็นเน่ารมควันจนเกือบสำรอกออกมา
เขาไม่เคยเห็นฉากเช่นนี้มาก่อนปกติเจียงเหยียนและเจียงหมิ่นมักต่างคนต่างเล่นเขาเคยได้ยินสาวใช้ของเจียงหมิ่นบอกมาว่าการกระทำของนางค่อนข้างไร้กฎเกณฑ์แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นสภาพนี้
เขาถอยหลังสองก้าว อาเจียนไปสองรอบแต่ก็ยังกัดฟันเดินเข้าไปดูอีกรอบ
เมื่อเขาเห็นว่าลำคอของเจียงเหยียนถูกมัดด้วยเชือกป่านหนาเท่าข้อนิ้วแน่นเด็กรับใช้รู้สึกว่าหัวใจของตนจะแทบหยุดเต้นไปแล้ว
เด็กรับใช้แตะวัดลมหายใจของเจียงเหยียนพร้อมร่างกายสั่นเทา
สัมผัสมันน่าเหลือเชื่อ เจียงเหยียนไม่มีลมหายใจแล้วร่างกายเย็นชืด ดวงตาสองข้างเบิกกว้าง เหมือนตายตาไม่หลับแต่เจียงหมิ่นยังนอนกรนอยู่
ผลกระทบนี้รุนแรงจนเด็กหนุ่มลมหายใจถี่กระชั้นแม้เขาจะไม่ค่อยฉลาด แต่ก็รู้ว่าหากเรื่องนี้ถูกเปิดโปงออกไปตนต้องตายแน่ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมา เขารีบเก็บข้าวของมีค่าทั้งหมดในลานเรือนจนเกลี้ยงอาศัยฟ้าสว่างออกจากเมืองซูโจวทันที
เจียงหมิ่นไม่รู้เรื่องรู้ราว พลิกตัวแล้วเรอออกมาแลดูอิ่มหนำสำราญ
ขณะนั้นเอง นายหญิงใหญ่ก็ตื่นแล้วเช่นกัน
นางซ่อนอารมณ์ดีๆ บนใบหน้าไว้ไม่มิด ถามคนเฝ้ายามหน้าประตูอารมณ์ก็ดียิ่งกว่าเดิม เมื่อได้ความว่าคุณหนูเจ็ดและชิวเกอเอ๋อร์ยังไม่กลับมา
หลังนายหญิงใหญ่ตื่นนางก็เปลี่ยนเสื้อผ้าใส่เครื่องประทินโฉมอย่างประณีตเลือกของขวัญที่จะนำไปให้สะใภ้สกุลหวังเก๋อเหล่าเรียบร้อยขณะที่กำลังจะเตรียมรถม้าออกไปข้างนอก กลับเห็นหญิงสาวชดช้อยเย้ายวนยืนอยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลหยวน
อารมณ์เบิกบานบนใบหน้านายหญิงใหญ่จางหายไปทันที
ท่ามกลางฝูงชนมากมายที่มุงดู นายหญิงใหญ่รับใบเรียกเก็บเงินประทับลายนิ้วมือฉบับหนึ่งจากหญิงร่างอวบอัดอย่างสง่าผ่าเผย
คนประเภทนี้คือคนถ่อยและต่ำช้าที่สุดสำหรับนางจึงยอมแค่ให้บ่าวหญิงของตนใช้ผ้าเช็ดหน้าประคองมันมาไว้ตรงหน้านาง แล้วมองดูห่างๆ ถึงหนึ่งฉื่อสามชุ่นราวกับกลัวจะแปดเปื้อนคราบสกปรกบนนั้น
ใบเรียกเก็บเงินอยู่บนผ้าไหมสีขาวสง่างาม โรยด้วยผงทองและรมควันกลิ่นไม้อ่อนจางหรูหราเป็นอย่างยิ่ง แต่ลายมือข้างบนกลับโค้งงอน่าเกลียดกระทั่งตัวหนังสือยังสะกดผิดไปหนึ่งคำ ดูหยาบคายยิ่งนัก
นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง บุตรชายแสนดีที่ควรจะอยู่ที่จวนสกุลหวังเก๋อเหล่าเมื่อคืนวานกลับหลับนอนกับนางโลมที่หอเฟิ่งไหล หอคณิกาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองซูโจว?
นายหญิงใหญ่ไม่อยากเชื่อ ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะแต่ตัวอักษรหวัดๆ เหมือนสุนัขคลานบนกระดาษนั่นเป็นลายมือของไข่ในหินที่นางทะนุถนอมจริงๆกระทั่งตราประทับลายนิ้วมือสีแดงยังมีด้วย
แต่สิ่งที่เหลวไหลยิ่งกว่า คือบุตรชายคนเล็กของนางที่ว่านอนสอนง่ายสำหรับตนติดเงินหอเฟิ่งไหลถึงพันตำลึงทอง?
ตำลึงทอง!
นั่นมันตำลึงทองเชียวนะ!
หากเป็นเงินเพียงสองพันตำลึงเงินนายหญิงใหญ่คงจะไม่ปวดเศียรเวียนเกล้าขนาดนี้ แต่ตัวหนังสือสีดำตัดกระดาษสีขาวเขียนชัดเจนว่าเป็นเงินสองพันตำลึงทองนายหญิงใหญ่รู้สึกว่าหัวใจตนเจ็บปวดกลัดกลุ้มจนแทบกระอักเลือดบนถนน
ร่างกายนางซวนเซไปมา ใบหน้าซีดเผือด แต่ยังพยายามรักษาสีหน้าเอาไว้ฉวยใบเรียกเก็บเงินจากมือสาวใช้และฉีกออกเป็นชิ้นๆโดยไม่สนใจความรู้สึกขยะแขยงในจิตใจ ก่อนดุด่าด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ปลอมแปลงหลักฐานลายลักษณ์อักษรเช่นนี้จากที่ใดถึงกล้ามาหลอกโกงเงินหน้าจวนสกุลหยวนของข้า?”
แม่เล้าที่กล้ามาสร้างปัญหาหน้าประตูจวนสกุลหยวนคนเดียวแน่นอนว่าไม่ได้ไร้น้ำยา
นางคือคนชั้นต่ำ ถูกคนด่าทอทั้งภายในภายนอกมานานแล้ววันนี้ย่อมไม่สนใจพวกศักดิ์ศรีหรืออะไรทั้งสิ้น นางยิ้มเหยียดหยามเบะปากก่อนถ่มน้ำลายลงบนกระโปรงของนายหญิงใหญ่
“ข้ามองนายหญิงใหญ่สกุลหยวนเป็นสุภาพสตรีจากตระกูลชนชั้นสูงได้รับการกล่าวขานว่าจิตใจเที่ยงธรรมที่สุดในเมืองซูโจว มาพบวันนี้นางดันเป็นแค่แม่ไก่เฒ่าไม่ยอมคืนเงินที่บุตรชายติดค้าง
จะเอาอย่างไรเล่า ไข่ในหินของท่านยังอยู่ที่หอเฟิ่งไหลของข้ากอดหญิงงามนอนหลับสบายเลยทีเดียว แต่ท่านทางนี้กลับไม่ยอมคืนเงินหรือ? หรือว่าถอดกางเกงหลับนอนกับแม่หนูของข้าแล้วจะไม่ยอมรับ? มา มา มา มาดูกันว่านี่ใช่ผ้าเช็ดเหงื่อของบุตรชายสุดที่รักของท่านหรือไม่?”
แม่เล้าหยิบผ้าปักลายกิเลนสีแดงผืนใหญ่ออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนวูบใส่ใบหน้าของนายหญิงใหญ่
แม่เล้ามาที่นี่เพื่อเอาเงิน แม้ใบเรียกเก็บเงินจะถูกฉีกทิ้งไปแล้วแต่ทุกคนบนถนนเห็นเต็มสองตา นางจึงไม่กลัวว่าสกุลหยวนจะเบี้ยวหนี้
นางเปิดเผยอย่างซื่อสัตย์ และมีเหตุผลเพียงพอ!
หากสกุลหยวนไม่ยอมมอบเงินมานางก็ไม่ถือสาที่จะกลับไปเรียกกุ้ยกง [6] จับหยวนหยางฮุยที่ยังนอนซุกหญิงงามออกมา แล้วมัดส่งไปให้ทางการ
“คนในหอนางโลมอย่างข้าต้อยต่ำ ทำงานค้าบริการทางเพศก็นับเป็นกิจการอย่างหนึ่ง ตระกูลหยวนอวดตนว่าเป็นตระกูลบัณฑิต หรือจะไม่รู้ว่า ‘การชำระหนี้’ สี่ตัวนี้เขียนอย่างไร?
เอาละ หากท่านไม่ยอม พวกเราค่อยพบกันที่จวนว่าการพวกเราไม่คุยกับนายหญิงใหญ่ที่นี่แล้วไปคุยกันที่หน้าประตูจวนนายท่านผู้ว่าการอำเภอแทน!”
พูดจบแม่เล้าก็บิดเอวสมส่วนของนาง และจากไปทั้งอย่างนั้นจริงๆ
นางเท้าเปล่าไม่กลัวการใส่รองเท้า [7]ไม่เคยต้องการของประดับภายนอกพวกนี้ นายหญิงใหญ่หรือจะประจานตัวเอง ด้วยการทะเลาะกับนางจนเรื่องถึงจวนว่าการ?
นั่นจะกลายเป็นเรื่องขายขี้หน้ากันทั้งสกุลหยวนแม้ยามนี้หน้าตาของสกุลหยวนจะถูกทำลายไปแล้วก็เถอะ
นางเป็นแม่เล้ามาหลายปี จะไม่เคยเจอคนเช่นนี้หรือ?
กับคนเช่นนายหญิงใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดของนางก็คือชื่อเสียงเห็นท่าทางนางจะเป็นจะตายเช่นนี้วันหน้ามิใช่ต้องกุมเงินสองพันตำลึงทองมาชำระหนี้ที่หอเฟิ่งไหล เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของบุตรชายแสนรักแสนหวงนั่นหรืออย่างไร?
เงินสองพันตำลึงทองนี่ ย่อมไม่ขาดแม้แต่เหรียญแดงเดียว
วิธีการของแม่เล้าทั้งง่ายดายทั้งรวดเร็วเห็นได้ชัดว่ากำลังอารมณ์ดี
ตรงกันข้าม นายหญิงใหญ่ที่อยู่หน้าจวนสกุลหยวนด้านหลังนางกลับโกรธยิ่งนัก
วิธีการที่นายหญิงใหญ่รู้จักคือวิธีการเชือดเฉือนกันนิ่มๆ อย่างไร้โลหิตในเรือนหลังนางรับมือกับคนไม่แยแสหน้าตาและภาพลักษณ์ไม่ได้จริงๆ
นางโกรธจนแทบเป็นลมล้มพับ หรือการวางแผนร้ายใส่เด็กสมควรตายสองคนนั้นจะพาบุตรชายคนดีของตนเข้าไปเกี่ยวข้องโดยเปล่าประโยชน์ด้วย?
นายหญิงใหญ่นึกถึงความโอหังบนใบหน้าเยี่ยนเจาเจาก่อนหน้านางยืนนิ่งไม่ขยับ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ตำหนิสาวใช้ข้างกาย“ตายกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร ถึงไม่รู้จักไปรับต้าเกอเอ๋อร์กลับมา?”
แต่นางยังรู้สึกวิงเวียน หากไม่ใช่เพราะสาวใช้ประคองไว้นางคงจะล้มพับอยู่ที่หน้าประตูแล้ว
--------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] จวิ้นอ๋อง หมายถึงตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 2 รองลงมาจากชินอ๋องโดยส่วนมากฮ่องเต้จะแต่งตั้งตำแหน่งนี้ให้กับโอรสที่ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นมากนัก
[2] เก๋อเหล่า หมายถึง คำเรียก "เน่ยเก๋อโฉวฝู่"เป็นตำแหน่งหัวหน้าขุนนาง ทำหน้าที่ประสานงานกับกระทรวงทั้งหกในสมัยราชวงศ์หมิงของจอมนางบูเช็คเทียนแต่พอผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ก็ใช้เรียกขุนนางชั้นสูงตำแหน่งอื่นด้วย
[3] ซิ่วไฉ หมายถึงผู้ที่ผ่านการสอบเคอจวี่ระดับท้องถิ่นจะได้คุณวุฒิ ซิ่วไฉ ดังนั้นการสอบรอบนี้จึงเรียกอีกอย่างว่า"การสอบซิ่วไฉ" ซึ่งมีการจัดสอบทุกปี
[4] เจ้ากีบน้อย หมายถึง เด็กหรือวัยรุ่นมาจากชนเผ่าแมนจูเรียที่เป็นชาวนฺหวี่เจินในอดีตซึ่งเร่ร่อนล่าสัตว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัตว์ เช่นม้า แกะและวัว จึงเอามาใช้เรียกเด็ก แต่มีความหมายในเชิงลบเช่นกันคนส่วนใหญ่เลยใช้เป็นคำด่าในที่สาธารณะ แต่แสดงความสนิทสนมในพื้นที่ส่วนตัว
[5] พบสหายรู้ใจ สุราพันจอกก็น้อยไป หมายถึงดื่มกับเพื่อนรู้ใจ ดื่มสุราพันจอกก็รู้สึกจะน้อยเกินไป
[6] กุ้ยกง หมายถึง อันธพาลในซ่องโสเภณี รับหน้าที่คอยชงชาและรินน้ำให้ลูกค้าทำงานจิปาถะทั่วไป สถานะต่ำต้อย
[7] เท้าเปล่าไม่กลัวการใส่รองเท้า หมายถึงคนไม่มีอำนาจ หากพวกเขาพยายามก็ไม่กลัวที่จะต้องสู้กับคนร่ำรวยมีอำนาจ