BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    35 : เปิดฤดูกาลกีฬาสีสุดวุ่น

    35 : เปิดฤดูกาลกีฬาสีสุดวุ่น

             


             

            วันงานกีฬาสี

            เหล่าขบวนพาเหรดเริ่มเคลื่อนตัวออกเดินแห่ไปรอบเมือง  แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของกีฬาสีโรงเรียนนี้  สิ่งที่ทุกคนร่วมกันทำมานับว่าไม่เสียหลาย

            คนเดินก็ฉีกยิ้มไป เหล่าคฑากรก็อวดลวดลายฝีไม้ลายมือแข่งกันอย่างสุดฤทธิ์  และยิ่งมาอยู่ต่อหน้าประธาน  ท่าต่างๆที่ฝึกกันมาถูกงัดออกมาใช้จนหมดเพื่อให้เข้าตากรรมการ

            การเดินขบวนหมดไปในช่วงเช้า จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของนักวิ่งและกองเชียร์ทั้งหลาย

            แต่แม้ว่าตรงสนามฟุตบอลจะส่งเสียงดังเอ็ดตะโรมากขนาดไหน  ก็ยังมีบางคนหนีไปนอนได้อยู่ดี

            บริเวณห่างจากสถานที่จัดงานกีฬาสี  ให้ไกลพอได้ยินเสียงประกาศดังมาแว่วๆ 

            ตรงใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดพละ  เสื้อสีม่วงเข้มกางเกงลินินสั้นประมาณเข่า กำลังนอนเหยียดกายใช้มือหนุนหัวแทนหมอนตรงรากไม้ใหญ่  เส้นผมสีดำมีสีทองแซมไม่เหมือนใครและดูกวนอารมณ์คนมองเป็นอย่างยิ่งเข้ากับเจ้าของเป็นอย่างดี เปลือกตาหลับพริ้มอย่างสบายอารมณ์เหมือนจงใจให้คนมองหมั่นไส้จนอยากจะเตะขึ้นมา

            “นายนี่น้า หัดสนใจกิจกรรมหน่อยจะได้มั้ย”  เภเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของทินว่าขณะก้มมองคนที่ยังนอนอยู่  แล้วต้องถอนหายใจเมื่ออีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา  เขาเลยทรุดนั่งลงข้างๆ เห็นสนามแข่งขันอยู่ไกลๆจนเหมือนเป็นภาพอีกโลกหนึ่งที่ขัดกันกับโลกอันแสนสงบของทางนี้

            ซึ่งความจริงแล้วเภก็ไม่ได้คิดมาเรียกทินกลับไปหรอก เขาแค่อยากโดดจากการคุมน้องบนแสตนจึงมาตามหาคนมีสกิลหาที่หลบส่วนตัวอย่างทินแบบนี้

            แต่สำหรับทิน เขาคิดว่าหมอนี่ไม่ได้คิดจะมาปลีกวิเวกคนเดียวหรอก เมื่อมองดูแล้วที่ตรงนี้สามารถมองเห็นบรรยากาศในสนามได้ทั้งหมด 

            เหมือนกับ...พระเจ้ากำลังคอยสอดส่องดูโลกเบื้องล่างอย่างไรอย่างนั้น

            นานทีเดียวที่เวลายังเดินไปอย่างสงบ  จนกระทั่งเภเอ่ยขึ้นมาลอยๆ

            “อีกเดี๋ยวนายก็ต้องไปลงแข่งแล้วไม่ใช่รึไง  ไม่รีบไปรายตัวจะดีเหรอ” ขณะที่พูดก็มีเสียงแว่วมาจากทางสนามเรียกตัวนักกีฬาที่จะลงวิ่งสองร้อยเมตรไปรายงานตัวในเต็นท์นักกีฬา

            ทินเปิดตาขึ้นข้างหนึ่งแล้วพูดอย่างเกียจคร้าน  “ว่าแต่ฉันเถอะ  ไอ้รายการวิ่งสองร้อยเมตรที่เขาเรียกเมื่อกี้น่ะ  นายลงแข่งไม่ใช่รึไง”

            เภหัวเราะพึมพำว่า ‘นั่นน่ะสินะ’ แล้วยอมลุกเมื่อได้ยินทางนั้นประกาศเรียกเป็นครั้งที่สอง

            พอเภไปได้สักพัก ทินก็ลุกขึ้นนั่งหาวหวอด ก่อนจะถามใครบางคนตรงอีกฟากหนึ่งของต้นไม้ “แล้วนายมีธุระอะไรกับฉันกัน เจ้าเตี้ย”

            เด็กหนุ่มผมสีส้มดูแปลกไม่ต่างกันเดินออกมาเผชิญหน้าตรงๆ ใบหน้าบูดแสดงความไม่พอใจกับคำที่อีกฝ่ายเรียก  แต่เขาไม่อยากจะมาเถียงในเวลานี้  จึงพูดเข้าเรื่องทันที “เมื่อวานฉันได้ยินว่าจะมีคนมาทำลายงานกีฬาสีของโรงเรียนเรา...แล้วก็เป็นพวกผู้มีพลังจากธรรมชาติด้วย” ฟิวส์มั่นใจทีเดียวว่าคนพวกนั้นจะต้องเป็นผู้ใช้พลัง

            คนที่มีทีท่าสะลึมสะลือจนถึงเมื่อกี้  บัดนี้ดวงตากลับเป็นประกาย รอยยิ้มผุดขึ้นตรงมุมปากเหมือนทุกครั้งที่รับรู้ได้ว่าเรื่องสนุกกำลังจะมาเยือน  “แล้วพวกนั้นจะมาตอนไหนล่ะ”

            “ไม่รู้เหมือนกัน” ฟิวส์ตอบ ทำให้อีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาราวกับจะสื่อว่า ‘อะไรวะ เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้’  ทำให้เขาต้องเถียงกลับไปอย่างหงุดหงิด “นายคิดว่าพวกนั้นจะทำใบขอเข้ามาทำลายงานกีฬาสีอย่างเป็นทางการระบุรายละเอียดให้เสร็จสรรพรึไง  รู้ก็บ้าแล้ว ฉันไม่ได้เป็นอับดุลนะเฟ้ย”

            ทินมองฟิวส์อยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนถามกลับ “แล้วนายบอกฉันทำไม”

            “อยากให้นายเอาไปบอกคนอื่นที่เหลือ  จะได้เตรียมพร้อมรับมือ”

            “แล้วทำไมนายไม่เอาไปบอกเอง” ทินถามต่อแทบจะทันทีอย่างไม่ต้องการแบกรับภาระ ยิ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นไหว้วานมาแล้วยิ่งไม่อยากทำ

            “อีกเดี๋ยวฉันจะต้องไปลงแข่งแล้ว”  คนหัวส้มตอบ

            ฟังคำตอบแล้วทินก็ลูบหัวยุ่งๆ ของตัวเอง...แล้วไอ้เวลาเมื่อเช้าว่างตั้งเยอะกลับไม่พูด คิดจะมาอ้างเรื่องนี้ให้เขาไปทำธุระให้เนี่ยนะ  อย่าหวังไปหน่อยเลย  

            ทินลุกขึ้นยืน “นายลงวิ่งสี่ร้อยเมตรใช่มั้ย”

            “...นายรู้ได้ไง”

            “เพราะฉันก็ลงรายการนี้เหมือนกันน่ะสิ  เจ้าเตี้ย”

             


            “ผู้ที่จะลงวิ่งสี่ร้อยเมตร โปรดมารายงานตัวที่เต็นท์รายงานตัวนักกีฬาด้วยค่ะ” เสียงผู้หญิงคอยประกาศเรียกผู้เข้าแข่งขันอยู่เรื่อยๆ

            “เดี๋ยวฉันจะไปแข่งแล้วนะเนียร์  ไม่ให้กำลังใจหน่อยเหรอ”  เด็กหนุ่มหน้าตาดีส่งเสียงออดอ้อนเด็กสาวคนหนึ่ง ที่หากเป็นผู้หญิงคนอื่นคงยินดีส่งทั้งใจส่งทั้งกายให้พร้อมไปแล้ว

            “ถ้าอยากได้นัก ก็ไปขอพวกที่ตามมาด้านหลังโน่นไป” เนียร์ตอบกลับไปชนิดที่ไร้เยื่อใยสุดๆ ในมือถือน้ำอยู่สองแก้ว ส่วนเอลที่ถือมาอีกสองแก้วก็มีรอยยิ้มขันกับการที่เพื่อนถูกตามตื๊อ

            จินเหลือบมองบรรดาแฟนคลับข้างหลัง  แต่ยังดื้อดานเหมือนเอาแต่ใจ  “แต่ถ้าได้จากเธอ  ฉันจะมีแรงวิ่งมากกว่านี้นี่”

            เนียร์บีบแก้วพลาสติกที่กำลังส่งต่อแตกคามือ  ทำเอาโมที่กำลังจะรับร้องเสียดาย  แต่เนียร์ไม่สนใจ  หันไปตวาดใส่หนุ่มหล่อทันที

            ‘นายจะร้องอ้อนหาพ่อเอ็งรึไงวะ’

            บ้าเรอะ พูดไปมีหวังโดนผู้หญิงพวกนั้นจับเชือดศพไม่สวยแน่

            เนียร์พยายามเลือกใช้คำที่ถนอมน้ำใจมากที่สุด  แต่ยังไม่ทันได้เลือก  ก็มีคนชิงพูดเสียก่อน และยังเป็นคนที่เรียกเสียงกรี๊ดทั้งจากพวกแฟนคลับของจินและจากบรรดาผู้หญิงแถวนั้นอีกด้วย

            “ถ้าผู้หญิงไม่เล่นด้วย ก็อย่าตื๊อให้เกะกะสายตาคนอื่นสิไอ้หนู”

            จินหันขวับไปทางคนพูดทันที แล้วก็ต้องพบกับร่างสูงกำลังยืนกอดอกพร้อมรอยยิ้มมาดกวน  เยื้องไปทางด้านหลัง  จินเห็นรุ่นพี่หัวส้มอีกคนกำลังจ้องมาทางนี้อย่างไม่สบอารมณ์เช่นกัน

            ทินยิ้มเยาะ “แล้วทำไมน้องฉันจะต้องมาให้กำลังใจนายด้วยวะ  เป็นแฟนเหรอ...ก็เปล่า ก็แค่คนที่บังเอิญเป็นเพื่อนร่วมห้องกับคู่เต้นรำเองไม่ใช่รึไง  อย่าอวดดีคิดว่าตัวเองหน้าตาดีกว่าคนอื่น  แล้วจะทำให้ผู้หญิงที่ไหนมาชอบได้  ไอ้มาดสุภาพบุรุษลวงโลกของนายน่ะ  ไปทำกับพวกผู้หญิงของนายอย่างเดียวก็พอ  ไม่ต้องมาทำกับคนแถวนี้  มันชวนให้น่าคลื่นไส้”

            คนมาดสุภาพบุรุษถึงกับหน้าเสียไปเลย แล้วยังโดยตอกย้ำด้วยเสียงหัวเราะก๊ากอย่างไม่ไว้หน้าจากโมอีก

            “ฮ่าๆๆๆ เจ็บจี๊ดสุดๆ ไปเลยพี่ทิน”  โมหัวเราะก๊าก แต่พอรู้ตัวว่าถูกจ้องจึงรีบเฉไฉไปเรื่องอื่น  “ดูนั่น! หลินปิงกำลังสู้กับตัวพังพอน”

            “แพนด้าบ้านแกสิสู้กับพังพอน”  เพียวจัดการเขกหัวคนปากมากเข้าให้

            เนียร์ได้ยินเสียงเพื่อนข้างตัวพึมพำแบบฝันๆ ว่า ‘พี่ทินเป็นพี่ชายที่ดีจังเลย  หวงน้องด้วย’ ...เธอก้มหน้านึกเศร้ากับตัวเอง  เมื่อไหร่เอลจะรู้สึกซะทีนะ  ว่าหมอนั่นมันไม่ใช่คนดีแบบที่คิด

            “คนที่จะลงวิ่งสี่ร้อยเมตรชาย  มารายงานตัวด่วน” มีเสียงเรียกผู้เข้าแข่งขันดังขึ้นอีกครั้ง  ทำให้พวกที่ลงแข่งรีบเตรียมตัว

            ฟิวส์เห็นคนเป็นรุ่นน้องตั้งท่าเดินไปทางเดียวกันแล้วถาม  “นายก็ลงวิ่งด้วยเหรอ  นึกว่าวันๆ คิดแต่โปรยเสน่ห์ซะอีก”

            คนถูกด่าทางอ้อมที่อาจจะไม่อ้อมยังคงฉีกยิ้มได้ตามปกติ

               


            “เรามาแข่งกันมั้ยครับรุ่นพี่” จินที่กำลังผูกเชือกรองเท้าให้แน่นขึ้น หันมาพูดกับคู่แข่งที่อยู่ทางด้านขวามือ ที่กำลังวอร์มร่างกายตัวเอง

            “แข่งอะไร”  ทินถามกลับ

            “ถ้าผมชนะ รุ่นพี่ต้องยกเนียร์ให้ผม”  มันตอบหน้าตาเฉย จนทินนึกอยากเข้าไปอัดตรงนี้ให้เดี้ยงกันไปข้างหนึ่ง

            ดู! ดูมัน พูดมาได้ว่าจะให้ยกน้องสาวให้ ไม่อายฟ้าอายดินกระดากปากบ้างซะเลย

            “ก็เอาสิ ถ้าจะเอาชนะฉันได้ก็ให้มันรู้ไป”  ทินหักนิ้ว นึกอยากตบเกรียนเด็กแถวนี้ขึ้นมาตงิดๆ

            “น่าสนุกดีนี่  ฉันร่วมแข่งด้วยละกัน”  ฟิวส์ที่อยู่ทางด้านซ้ายของจิน แทรกขึ้นมา

            ทั้งสามหนุ่มต่างมั่นใจกัน   บั่นทอนกำลังใจคู่ต่อสู้ที่เหลืออีกสามสีไปโข

            “นักกีฬาเข้าที่ครับ”  เสียงกรรมการตะเบ็งเสียงบอก  นักวิ่งทั้ง 6 คน 6 สี  ต่างประจำเข้าที่ตัวเอง

            “เข้าที่!”

            “ระวัง...”  นักกีฬาแต่ละคนยืดตัวเต็มที่

            “ไป!!”  ทั้งหกคนพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะนักกีฬาสีฟ้า  ม่วง และแสดดูจะเร็วกว่าใครเพื่อน

            เมื่อระยะทางผ่านไปร้อยเมตร  ทั้งสามทิ้งห่างคนอื่นๆ ลิบ  อย่างไม่มีการออมแรงเลยแม้แต่น้อย  ทั้งๆ ที่นี่เป็นการวิ่งรอบสนามฟุตบอล

            ขณะนี้ทินนำหน้า ตามด้วยฟิวส์  คนล้าหลังสุดคือจิน

            “ว่าไง ฝีมือแค่นี้เองเหรอ ถึงคิดจะอาชนะฉันน่ะ” ทินยังมีเวลาหันมาเยาะเย้ยคนตามหลังได้อย่างไม่กลัวจะสะดุดอะไรล้ม

            จินหัวเราะกับตัวเองพร้อมเร่งสปีด  จนแซงหน้าทั้งสองหนุ่มได้  “ผมขอที่1 ไปก่อนละกันรุ่นพี่” จินพร้อมจะเข้าเส้นชัย  แต่...

            จู่ๆ ฟิวส์ก็โผล่แซงจินไปอย่างรวดเร็ว  เข้าเส้นชัยไปก่อนคนแรก

            ขณะที่ตกตะลึงอยู่นั่นเอง  ทินก็ขึ้นแซงเข้าเส้นชัยไปก่อนอีกคนหนึ่ง  ตามด้วยตัวเขาเอง

            “ที่ 1 ได้แก่ สีแสด  ที่ 2 สีม่วง ที่ 3 สีฟ้า ที่ 4...”  เสียงประกาศลำดับที่

            จินกุมเข่าตัวเองหอบหายใจด้วยความเหนื่อยพร้อมเงยหน้าขึ้นมองสองหนุ่มที่เข้าที่หนึ่งและสอง  “ทำไม..ถึงยังเร่งกันได้อีก”

            “หึ ฉันน่ะเป็นหัวหน้าทีมบาสเชียวนะ วิ่งแค่นี้หมูๆ อยู่แล้ว”

            “ฉันเล่นฟุตบอล  วิ่งไปวิ่งมา ดีไม่ดีระยะทางจะไกลกว่าไอ้การวิ่งครั้งนี้อีก”  ฟิวส์พูดอย่างสะใจ

            “เอาเป็นว่าฉันชนะนาย เพราะฉะนั้น...อย่าหวังจะมาแอ้มน้องฉันได้เลย  ได้เด็กเมื่อวานซืน”  ทินเข้ามาตบหลังจินทีหนึ่งก่อนจะเดินไปพักผ่อน

            “เรื่องแข่งขันน่ะ  ฉันไม่มีวันยอมแพ้ใครอยู่แล้ว”  ฟิวส์พูดก่อนจะจากไปอีกคน

             


            “เจ้าหนูนั่นก็เก่งไม่เบานี่  ตามคนที่มีพลังเหนือมนุษย์ธรรมดาอย่างนายได้” ทินที่มองจินเจ็บใจอยู่คนเดียวในที่ไกลๆ หันมาพูดกับคนหัวส้มที่อยู่ข้างๆ

            “...อย่าพูดถึงแต่คนอื่นเลย  ตัวนายเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอไง”  ฟิวส์พูดเสียงจริงจัง

            “หมายความว่าไง”  ทินยิ้ม ทำเป็นไม่รู้เรื่อง

            “ฉันรู้นะว่าวิ่งครั้งนี้น่ะ  นายยังออมแรงเอาไว้อยู่  คราวหน้าถ้าแข่งกันอีกแล้วทำแบบนี้  ฉันไม่ยอมเด็ดขาด” ฟิวส์ขู่อีกฝ่ายอย่างน่ากลัวก่อนจะเดินไปคนเดียว

            “อุตส่าห์ให้ชนะไปแล้วยังไม่พอใจอีก  หยิ่งในศักดิ์ศรีจริงๆ”  ทินพูดขำๆ ขณะเดินมือประสานท้ายทอยกลับไป

             


            “โห... ผู้ชายสามคนนั้นวิ่งเร็วชะมัด  ทิ้งห่างที่เหลืออย่างไกลเลย” เพียวมองการแข่งอยู่ที่แสตนพูดกับเพื่อนๆ

            “โดยเฉพาะพี่ทิน  วิ่งเก่งที่สุดเลย”  เอลพูดอย่างเคลิ้มฝัน

            “อ้าว แต่คนที่ได้ที่ 1 น่ะ  พี่ฟิวส์ไม่ใช่เหรอ”  โมแก้ให้

            “โอ๊ย ใครจะชนะมันไม่สำคัญหรอก ขอแค่พี่ทินของคุณกุ้งแห้งได้วิ่งให้ดู ก็เก็บเอาไปเพ้อแล้ว”เพียวรู้นิสัยเพื่อนสนิทตัวเองดี ก่อนจะหันไปถามอีกคนที่นั่งหันหลังให้สนามด้วยซ้ำ  “แล้วแกล่ะเนียร์  เชียร์ใครวะ”

            “ไม่เชียร์ใครทั้งนั้นแหละ”  เนียร์ตอบแบบไร้อารมณ์

            “อ้าว งั้นที่ฉันอุตส่าห์วิ่งเพื่อเธอ ก็สูญเปล่าน่ะสิ” จินได้ยินพอดี  เกิดอาการน้อยใจ

            “ก็บอกแล้วไงว่ามันน่าเบื่อ  จะวิ่งเพื่อใครก็วิ่งไปสิ  ไม่เกี่ยวกับฉันซะหน่อย” เนียร์พูดไม่สนใจไยดีกับความรู้สึกของคนฟังเลยสักนิด เริ่มเกิดอาการช่างแม่งกับพวกผู้หญิงพวกนั้นที่รวมหัวกันนินทาเธอแล้ว

            “ใช่ และนายก็เลิกยุ่งกับน้องของฉันซะที”  ทินพูดต่อ มีเอลรีบกุลีกุจอไปเอาน้ำมาให้ดื่มทันที ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างไปถึงใบหูเมื่อได้รับคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มกระชากใจจากเขา

            จินทำหน้ามุ่ยเมื่อนึกถึงความพ่ายแพ้ที่ตัวเองได้รับจากการแข่งเมื่อกี้นี้  แต่แล้วจู่ๆ ก็มีใครบางคนเข้ามาผลักเขาจากทางด้านหลัง

            “เฮ้ ช่วยออกไปจากแถวนี้หน่อยได้มั้ย”

            เสียงของอีกคนที่สามารถชนะเขาได้เมื่อกี้นี้ดังขึ้น  ทำเอาจินชักสีหน้า แต่ในขณะเดียวกันเขาก็พบว่ามีอีกสองคนที่ไม่รู้จักเดินตามฟิวส์มาด้วย

            จินมองเด็กสาวที่รัดผมต่ำในเสื้อพละสีเหลืองเดินผ่านเขาไป  เพียงแค่สบสายตาเย็นชานั่น  ทำให้เขาตัวแข็งไปเฉยๆและไม่ถึงเสี้ยววินาทีดี ผู้ชายผมสีน้ำตาลในชุดนักเรียนของโรงเรียนข้างๆก็เดินผ่านเขาพลางหันมายิ้มให้ทีหนึ่ง

            เมื่อพวกเนียร์กับพวกที่เข้ามาใหม่อยู่รวมกัน เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่านั่นเป็นโลกที่เขาไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้  แต่อีกใจหนึ่ง จินยังไม่อยากยอมรับจึงพยายามจะเข้าไปร่วมด้วย

            ฟิวส์เห็นอีกฝ่ายพยายามเข้ามาเหมือนอยากมีส่วนร่วมแล้ว  ก็กลอกตาอย่างเอือมๆ  “ให้ตายสิ ใครเชิญหมอนี่เข้ามาร่วมด้วยเนี่ย” 

            เพียงเท่านั้น คนทั้งกลุ่มหันมาจ้องจินเป็นสายตาเดียวกัน

            เนียร์กุมขมับ ไม่รู้จะทำไงดีกับเพื่อนร่วมห้องคนนี้ เพราะถ้าจินอยู่ด้วย เธอก็ถามไม่ได้น่ะสิว่าทำไมเหล่าผู้มีพลังมารวมตัวกันแบบนี้

            ขณะนั้นเองที่สาวผมซอยเปรี้ยวทนไม่ได้เป็นคนแรก  สายตาล็อกเป้าก่อนจะยิงด้วยคำพูด  ชนิดที่คนถูกยิงอย่าหวังจะได้ไปผุดไปเกิด

            “นี่ คนเขาไล่ตั้งนานแล้วยังจะหน้าด้านอยู่ต่ออีกรึไง ช่วยมีสามัญสำนึกหน่อยเถอะว่าคนเขาไม่ต้องการให้คนนอกอย่างนายเข้ามาสอดรู้ แล้วไม่ต้องมาทำเป็นสุภาพบุรุษจนน่าคลื่นไส้กับพวกฉันหรอก  เพราะมันไม่ได้ผล พวกฉันไม่ได้โง่ถึงกับจะไม่รู้ว่าธาตุแท้ของนายเป็นยังไงหรอกนะ”

             จินหน้าแดงไม่รู้ว่าด้วยความโกรธหรือความอายที่ถูกต่อว่าแรงๆเขาคงไม่เคยได้รับการโต้ตอบแบบนี้จากผู้หญิงบ่อยนัก  หรืออาจไม่เคยเจอเลยก็ว่าได้  แต่นั่นก็ทำให้เขายอมออกไปแต่โดยดี

            ฟิวส์มองตามเขาไปจนคิดว่าไกลพอที่จะไม่ได้ยิน จากนั้นก็กอดอกปรายตามองสองสาวที่ไร้ซึ่งพลัง  “ความจริงพวกเธอก็เป็นคนนอกเหมือนกันไม่ใช่รึไง”

            “เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ต่างหาก!” เพียวแหวใส่ แล้วก็ถูกเอลปรามไว้ด้วยสายตาก่อนที่ทั้งสองจะมีเรื่องกันอีก  ฟิวส์จึงเข้าเรื่องได้

            “เมื่อคืนนี้ฉันรู้ว่าวันนี้จะมีพวกคนนอกจะเข้ามาทำลายงานกีฬาของพวกเรา...แล้วก็เป็นพวกผู้ใช้พลังจากธรรมชาติอีกด้วย”

            “!!?”

            ปฏิกิริยาตอบกลับมาของทุกคนเป็นอย่างคาด โชลกับวาลแม้จะดูตกใจก็ยังคงเก็บอาการไว้ได้ ผิดกับกลุ่มเนียร์สี่คนที่เปิดเผยออกมาเต็มที่  เพียวกับโมพากันระดมยิงคำถามใส่ฟิวส์ทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น  เอลขมวดคิ้วเป็นกังวล  ในขณะที่เนียร์ค่อนไปทาง...หวาดกลัว  เมื่อความคิดของคนพวกนั้นดูอันตราย แต่เนียร์ไม่มั่นใจว่าคนเหล่านั้นจะเป็นอย่างเธอยามได้เห็นสีดำ-แดงรึเปล่า

            ...ที่รู้สึกสนุกกับการได้ฆ่าคน...

            จู่ๆ เนียร์ก็รับรู้ถึงน้ำหนักบนบ่า เธอหันซ้ายขวามองเพียวกับโมที่เข้ามาพาดแขนไว้บนบ่าเธออย่างถือวิสาสะ  ใบหน้าของทั้งคู่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว

            “ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ”  เพียวบอกกับพวกที่เหลือ

            “ใช่ๆ ก็มีพวกแกกับทุกคนอยู่นี่นา”  โมส่งยิ้มร่าให้กับเนียร์และเอล  ก่อนจะแจกยิ้มให้กับทุกคน ที่เหมือนจะประหลาดใจว่าเจ้าสองตัวนี้มันยังยิ้มหน้าระรื่นได้

            เนียร์เองก็อึ้งอยู่ไม่น้อย เพราะเธอนั้นเห็นตัวเองเป็นเหมือน...ฆาตกรมาตลอด แต่เพียวกับโมก็ยังเชื่อใจว่าเธอจะต้องเป็นคนดี  ที่ใช้พลังนี้ปกป้องคนอื่นสินะ...เนียร์ก้มหน้าคลี่ยิ้มบางให้กับพื้น  แล้วเหลือบตามองเอลที่กำลังส่ายหน้าน้อยๆ  เหมือนจะหน่ายกับความคิดของเพื่อนทั้งสองคน  แต่สุดท้ายเธอก็ยิ้มตามออกมาจนได้

            เนียร์ยกแขนขึ้นโอบทั้งสองคนไว้  เงยหน้าขึ้นพูดว่า  “นั่นน่ะสินะ จะให้เป็นฝ่ายถูกทำอย่างเดียวได้ไงกันล่ะ เนอะเอล”

            “อื้ม ไม่ยอมอยู่แล้ว”  เอลว่า

            ฟิวส์มองสี่คนนั้น แล้วหันมาถามความเห็นคนอื่นด้วยสายตาว่า ‘พวกนายจะเอาไง’

            “จะปล่อยเรื่องสนุกๆ แบบนี้ได้ไงกันล่ะ”  ทินยิ้มแยกเขี้ยวเข้าร่วม

            “ฉันมานี่เพื่อหาอะไรทำสนุกๆ อยู่แล้ว”  โชลตอบแบบตามที่ฟิวส์เดาเอาไว้ไม่มีผิด แต่อีกคนนี่สิ...คนหัวส้มหันมองสาวหน้าตายที่นิ่งเงียบมาตลอด

            คนมีสีหน้านิ่งเฉยไม่แปรเปลี่ยน  ตอบเสียงเรียบ “ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฎิเสธ”

            เป็นคำตอบที่ฟิวส์ได้ยินแล้วถอนหายใจ

            ชอบเรื่องพรรค์นี้อยู่เหมือนกันว่างั้นเถอะ  เขาสรุปคนตรงหน้าในใจ

            อีกปัญหาหนึ่งที่น่าหนักใจไม่แพ้กันก็คือ พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่จะมาทำลายงานกีฬาจะมากันตอนไหน  แล้วเป็นใคร 

            แต่ทินดูจะไม่กังวลกับเรื่องนี้

            “ถึงเวลาสัตว์เลี้ยงออกโรงแล้วสินะ”

            “จริงด้วยสิ ใช้เจ้าพวกนั้นก็ได้นี่นา” ฟิวส์เห็นด้วย แต่ก็มีบางคนที่มีปัญหาทันที

            “แต่ว่าพวกฉันไม่ได้เอามาด้วยนะ”  เนียร์กับเอลบอก โดยมีฟิวส์ส่งสายตาเหยียดหยามไปให้อย่างไม่ถนอมความรู้สึกใคร

            “เหอะ พวกผู้หญิงนี่ทำตัวให้มีประโยชน์ไม่ได้สักนิดเลยนะ”

            พอโชลเห็นเอลก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิดแล้วจู่ๆก็ร้องเสียงดังจนทุกคนหันไปมอง

            “นายจะร้องทำซากอะไรวะโชล”

            “บังเอิญฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันไม่ได้เอาวิสมาด้วยน่ะ”

            ฟิวส์ทำหน้าไม่อยากเชื่อ “เดี๋ยวดิ  ฉันจำได้นะว่าเมื่อเช้านี้ยังเห็นนายเอาวิสมาเล่นกับฟาย่อนอยู่เลยไม่ใช่รึไง”

            “อ๋อ แล้วต่อจากนั้นฉันก็สั่งให้มันกลับไปจัดต้นไม้ที่ห้องน่ะ  เอาเป็นว่า...เอล  ผมก็ไร้ประโยชน์เหมือนคุณแล้วนะครับ”  เขาส่งยิ้มอ่อนโยนให้  จนคนได้รับถึงกับตีสีหน้าไม่ถูก

            ไอ้บ้านี่แหลสดเลยนี่หว่า  ฟิวส์มองเพื่อนตัวเองที่โกหกหน้าด้านๆเพื่อช่วยผู้หญิงที่ตัวเองสนอยู่อย่างไม่รู้จะเอาไงกับมันดี  สุดท้ายก็เลิกสนใจแล้วมาเข้าเรื่องต่อ

            “สรุปว่ามีแค่ของฉันกับผู้หญิงคนนั้นสินะ  ที่เอาสัตว์เลี้ยงมาด้วย”  ฟิวส์เอานิ้วโป้งชี้ไปทางด้านหลังที่วาลยืนอยู่ มีบีดีเกาะอยู่บนบ่าราวกับจะรู้ว่ามีงานให้มันทำ  แล้วไม่รู้ว่าทำไม  พอพูดถึงตรงนี้แล้ว  จู่ๆ ทินก็เกิดอาการอยากผิวปากขึ้นมาเฉยๆ  ถึงจะไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร  แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้กับใครบางคน

            “...ทิน นายมีเรื่องอะไรอยากจะพูดรึเปล่า” เนียร์ถามด้วยเสียงที่พยายามปรับให้เรียบปกติ

            “หืม? เปล่านี่ทำไมเหรอ”

            “เปล่าหรอก แค่เวลาผิวปากแบบนี้ทีไร เหมือนนายมีเรื่องอะไรสักอย่างที่อยากจะพูดทุกที”  แม้จะได้รับคำยืนยันว่าไม่มีอะไรจริงๆจากปากทิน  เนียร์ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี  กลับกัน เธอสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง  จนกระทั่งฟิวส์เรียกสัตว์เลี้ยงตัวเองออกมา แล้วต้องพบว่าเจ้าตัวประหลาดสีส้มนั้นไม่ได้อยู่ตัวเดียว  แต่มันกำลังกัดกันกับตัวประหลาดอีกตัว  เนียร์จะไม่คิดอะไรมากเลยหากไอ้ตัวที่กำลังฟัดอยู่กับฟาย่อนนั้นไม่ได้มีสีฟ้าแบบโดราเอมอน

            ความรู้สึกเหมือนว่าเสียงผิวปากจะขยับไกลขึ้นเรื่อยๆ แต่เนียร์ฉีกยิ้มแล้วคว้าคอเสื้อคนที่ตั้งใจจะหนีโดยไม่หันไปมอง  ก่อนจะถามเสียงหวานสุดๆ

            “ไม่ทราบว่าบ๊อกมาทำอะไรที่โรงเรียนเหรอคะ...พี่ชาย”  คำหลังเพิ่มความหวานยิ่งขึ้นไปอีกจนคนเป็น ‘พี่ชาย’ เริ่มเกิดอาการยิ้มไม่ออกเหมือนเคย  คล้ายๆ จะมีรังสีบางอย่างเข้ามากดดัน

            “อ๋อ บังเอิญเห็นมันอยู่เฝ้าบ้านท่าทางจะเหงา เลยเอามันมาด้วยน่ะ”

            เนียร์พยักหน้าน้อยๆ เหมือนจะเข้าใจ  ก่อนจะหันไปเรียกบ๊อก  “บ๊อกจ๊ะ มานี่หน่อยสิ”

            บ๊อกเลิกยุ่งกับฟาย่อน แล้วเดินมาหาเจ้านายเหมือนไม่มั่นใจนักกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธอ  “อยู่ที่บ้านคงจะเหงามากสินะ  ถึงได้ตามพี่มาอย่างง่ายดายแบบนี้” พูดจบมืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ก็คว้าหัวเจ้าตัวประหลาดเอาไว้บีบแน่น  ยกชูขึ้นเสมอสายตา  ให้มันได้พบกับดวงตาของสัตว์ร้ายของจริง 

            “ไม่ทราบว่าแกเป็นสัตว์เลี้ยงของใครกันแน่หา! เนี่ยนะทำตามคำสั่งของเจ้าของทุกอย่าง  แค่เป็นหมาเฝ้าบ้านยังทำไม่ได้เลย  นายก็เหมือนกันทิน  คิดไงเอาสัตว์ประหลาดมาโรงเรียน  เกิดมีคนเห็นเข้าขึ้นมาจะว่ายังไงมิทราบ...”

            ถ้าบ๊อกสามารถหัวใจวายได้มันคงหัวใจวายไปแล้ว  เนื่องจากตกใจจนถึงขั้น the most กับท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันของเจ้านาย  แม้แต่ทินเองยังยอมสงบปากสงบคำ

            คนที่เข้ามาช่วยทั้งคู่คือฟิวส์  เขาคงไม่อยากเห็นอะไรที่มันน่าสมเพชไปมากกว่านี้ “เรื่องในครอบครัวค่อยจัดการกันทีหลังได้มั้ย  ตอนนี้มาสะสางเรื่องสำคัญก่อนเถอะ”

            ทั้งทินทั้งบ๊อกต่างถอนหายใจโล่งอก  เมื่อเนียร์ยอมปล่อยตัวให้เป็นอิสระ แต่ก็ยังทำตัวสงบเสงี่ยมผิดวิสัยเมื่ออีกฝ่ายยังจ้องเขม็งมาเหมือนคอยจับตาดูไม่ให้พวกเขาไปก่อเรื่องอะไรที่ไหนอีก ในขณะที่ฟิวส์เริ่มแบ่งโซนให้สัตว์เลี้ยงทั้งสามตัวไปเฝ้าดู




    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน