บันทึกของบลูไซต์
การปลูกผักวิเศษด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปขอเพียงมีอาหารมากพอเพื่อบรรเทาความหิวโหยเขาก็มั่นใจว่าต่อให้มีแมลงมากกว่านี้ก็ยังรับมือได้ไหว
เพราะตั้งแต่ต้นจนจบก็ยังไม่มีแมลงตัวไหนเลยที่รอดพ้นการโจมตีแรกของหัวสิงโตสีดำของเขาไปได้ด้วยระยะห่าง 10 เมตรรวมกับตัวล่อที่ทำให้พวกมันหยุดชะงักไปชั่วขณะซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการจู่โจมของหัวสิงโตสีดำที่เต็มไปด้วยความหิวกระหาย
ทว่าปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้กัสไม่กล้าที่จะทดสอบซ้ำอีกครั้งก็คือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของเขานั่นเอง
ปริมาณอาหารที่กินลงไปนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับกัสขอเพียงเป็นของกินที่กินเข้าไปแล้วอิ่มมันก็มีค่าเท่ากันทำให้เขาสามารถประหยัดลงได้ด้วยการกินอาหารที่มีราคาถูกหรืออาจจะกินบางสิ่งที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษแทนได้
ทว่าปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในตอนนี้คือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหลังจากกินอาหารเข้าไปในปริมาณมากต่างหากเรื่องนี้นับเป็นปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่าเพราะถ้าเขาไม่สามารถหาวิธีแก้ไขได้แล้วละก็ต่อให้การปลูกผักวิเศษไม่มีปัญหาอะไรเขาก็ไม่มีปัญญาที่จะปลูกมันซ้ำอีกครั้งอยู่ดี
ในช่วงเย็นกัสเดินกลับบ้านไปพร้อมกับน้องสาวคนเล็กจนทำให้ทุกคนตกใจและตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน
ผลลัพธ์ของการปลูกผักวิเศษออกมาให้เห็นตั้งแต่ตอนที่ผักวิเศษถูกเก็บเกี่ยวเหล่าเด็กสาวจึงค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเมื่อได้เห็นกัสกลับมาในสภาพที่สบายๆดูไม่เหนื่อยล้าหรืออ่อนแรงใดๆ
แต่ก็ต้องตกใจมากยิ่งขึ้นเมื่อรู้สึกว่ากัสนั้นตัวใหญ่ขึ้นกว่าที่เคย
โดยเฉพาะน้องสาวคนโตที่เป็นคนตัดเย็บชุดให้กับกัสเธอมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจนผ่านเสื้อผ้าที่กัสสวมใส่ซึ่งตอนนี้มันคับแน่นจนแทบจะขาดออกมาเป็นชิ้นๆแล้ว
“ท่านพี่..มันเกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมตัวท่านถึงได้”
คำถามนี้ทำให้กัสยิ้มขมส่วนน้องสาวคนเล็กนั้นหัวเราะออกมาเสียงดังเลยทีเดียวเพราะก่อนหน้านี้เธอกับกัสก็ยังคุยกันขำๆเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เลย
พอถูกพี่สาวของเธอตอกย้ำเข้าไปอีกเธอก็กลั้นหัวเราะไม่ได้และส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างหนักทำเอากัสที่ยิ้มขมเกิดความรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาเลยตบใส่ก้นของเด็กสาวเสียฉาดหนึ่งจนสาวน้อยกรีดร้องเสียงดังด้วยความรู้สึกทั้งเจ็บทั้งอาย
“หัวเราะเยอะไปแล้วยัยตัวเล็ก..”
เมื่อเห็นท่าทางขุ่นเคืองของกัสน้องสาวคนเล็กก็พยายามกลั้นขำแต่ก็ทำได้เพียงกลั้นเสียงแต่ไม่สามารถห้ามไหล่ไม่ให้สั่นและห้ามริมฝีปากไม่ให้บิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มได้
เห็นแบบนั้นกัสก็ทำได้เพียงถอนหายใจแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่ส่งเสียงแปลกๆออกมาในทันทีเพราะเขาทิ้งน้ำหนักตัวแรงเกินไป
พริบตานั้นน้องสาวคนเล็กก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาตามมาด้วยน้องสาวคนโต สุดท้ายจึงเป็นอิจิโกะกับน้องที่พยายามกลั้นหัวเราะกันสุดชีวิตแต่ก็ยังไม่อาจเก็บซ่อนสีหน้าของพวกเธอได้
สภาพที่น่าอายนี้กัสทั้งอายทั้งขำก่อนจะตัดสินใจร่วมวงหัวเราะไปด้วยเลยเพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่ต้องอึดอัดทรมานกับการกลั้นเสียงหัวเราะ
ท้ายที่สุดบรรยากาศที่ดูเคร่งเครียดก็กลายเป็นสนุกสนานก่อนที่กัสจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟังรวมไปถึงปัญหาใหญ่ที่ทำให้เขารู้สึกลำบากใจที่สุดในตอนนี้
“เรื่องอาหารน้องคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาค่ะท่านพี่มีอาหารหลายชนิดที่มีปริมาณมากแต่ราคาถูกน้องคิดว่าท่านพี่สามารถเลือกกินสิ่งนั้นโดยเฉพาะได้เพื่อบรรเทาความหิว”
“ก็จริง ข้าเองก็คิดเอาไว้แบบนั้นเหมือนกัน..แต่พลังงานที่ได้มันอาจจะมากเกินไปและทำให้ข้าอ้วนมากขึ้นไปอีก”
ประเภทของอาหารที่มีปริมาณมากแต่มีราคาถูกนั้นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้ก็ไม่พ้นอาหารจำพวกแป้งที่ปรุงได้โดยง่ายโดยใช้แป้งกับน้ำ ผสมกับเครื่องปรุงรสนิดหน่อยก็ทำเป็นอาหารจำพวกนึ่ง ทอด ปิ้งได้หลากหลายแล้ว ทั้งยังทำให้อิ่มท้องได้ดีอีกด้วย
แต่ก็อย่างที่กัสว่ามันให้พลังงานสูงมากและจะทำให้อ้วนได้ง่าย
ทว่าอาหารที่ให้พลังงานน้อยโดยมากก็มักจะมีปริมาณที่น้อยตามไปด้วยส่งผลให้ยากที่จะเลือกมาทานเพื่อบรรเทาความหิวได้เพราะต่อให้มันมีปริมาณที่น้อยแต่ราคามันไม่ได้น้อยตามไปด้วยเสียเท่าไหร่
ปัญหานี้แทบจะกลายเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับกัสแต่หลังจากผ่านไปไม่นานกัสก็เริ่มมองเห็นทางเลือกใหม่
“จริงสิ..ข้าลืมไปได้ยังไงกัน พลังของพรที่ข้ามีนั้นสามารถกินได้ทุกอย่างแล้วจะเป็นยังไงถ้าข้ากินอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความหิวแทนที่จะเป็นอาหารทั่วไป”
ความเห็นนี้ทำให้เด็กสาวทั้งห้าหมดสิ้นคำพูดในทันทีเรื่องของพรศักดิ์สิทธิ์นั้นนอกจากเจ้าของแล้ว คนนอกไม่มีทางเข้าใจได้ง่ายๆเลยไม่ต้องพูดถึงพลังที่ประหลาดของกัสที่เกี่ยวกับการกินและความหิวโหย
เขาสามารถกินได้ทุกอย่างซึ่งเรื่องนี้กัสมีประสบการณ์ตรงมาแล้วทั้งยังเป็นประสบการณ์ที่มากมายเป็นอย่างยิ่งประสบการณ์ที่เขาต่อสู้และกลืนกินทุกอย่างอยู่ในสนามรบ
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เขาบ้าคลั่งที่สุดและไร้สติที่สุดมันเป็นช่วงที่เขาเป็นราชาอันเดธที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
เนื้อเลือดกระดูก ของเสียทุกอย่าง ก้อนหิน ดิน ทราย ไปจนถึงดวงวิญญาณหรือแม้แต่เวทมนตร์เขาก็กินได้
ทว่าในตอนนั้นเขาเป็นราชาอันเดธไม่ว่าจะกินอะไรลงไปมันก็ไม่อาจสร้างปัญหาให้กับร่างกายที่เป็นเพียงซากศพได้
แต่ในตอนนี้เขาเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อมีชีวิตหากเขากินทุกอย่างโดยไม่คิดแบบเดิมแล้วละก็ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะตายโดยไม่รู้สาเหตุ
ด้วยเหตุนี้กัสเลยต้องคิดมากกว่าเดิมเขาอาจจะกินดินกินหินข้างทางเอาก็ได้แต่มันจะส่งผลเสียต่อร่างกายของเขาได้หากมีการกินที่มากจนเกินไป
“คิดออกแล้วพี่กัส!! พี่ลองกินไผ่สิ”
ข้อเสนอที่เหนือความคาดหมายปรากฏขึ้นกลางวงทำให้ดวงตาทุกคู่ถึงกับหันไปมองน้องสาวคนเล็กของกัสพร้อมกันหมด
ตัวกัสเองก็ยังอึ้งแต่ก็รู้สึกว่าเป็นไปได้เพราะถ้าเทียบกับต้นไม้ทั่วไปที่มีเนื้อแข็งและย่อยยากแล้วไม้ไผ่อาจจะดีกว่าก็เป็นได้
อีกอย่างต้นไผ่นั้นยังไม่ได้ถูกใช้งานมากนักมันยังมีจำนวนที่มากมายจนเกินพอสำหรับเขาเลยทีเดียว
“เอาไว้ข้าจะลองดูก็แล้วกันตอนนี้ก็มาคิดถึงวิธีลดน้ำหนักกันต่อ”
พูดจบสีหน้าของเด็กสาวทั้งห้าก็เปลี่ยนไปพร้อมกันพวกเธอนิ่งคิดอย่างจริงจังยิ่งกว่าตอนที่พูดถึงเรื่องของกินเสียอีก
สำหรับเด็กสาวไม่มีใครที่ไม่ชอบให้คนรักของพวกเธอมีรูปร่างที่ดูดีอยู่แล้วพวกเธออยู่กับกัสและเป็นของกัสแล้วในฐานะของผู้หญิงพวกเธอย่อมอยากให้บุรุษของพวกเธอดูดีอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้เรื่องการลดความอ้วนของกัสจึงดูเหมือนจะเป็นหัวข้อที่ทำให้เด็กสาวทุกคนจริงจังได้มากกว่าเรื่องปากท้องเสียอีก
ท่าทางที่เคร่งเครียดจริงจังนี้ทำให้กัสรู้สึกขนลุกนิดหน่อยแต่ก็พยายามฝืนยิ้มทำเป็นดีใจที่ทุกคนพยายามเพื่อเขามากขนาดนั้น
“ลดอาหารละคะ”
“นั่นไม่ได้เลย! ขืนทำให้ตัวเองหิวอยู่ตลอดแล้วละก็ข้าได้คลั่งขึ้นมาแน่ นั่นเป็นข้อห้ามเลยนะ!!”
สีหน้าของเด็กสาวเจื่อนลงในทันทียิ่งคิดถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายซึ่งเกิดจากความหิวที่ควบคุมไม่ได้ของกัสก็ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“งั้น..หันมากินแต่ผักแทนดีไหม..”
“แบบนั้นก็ไม่ได้..ถ้าเทียบกับพวกเนื้อแล้ว ปริมาณของผักมันน้อยกว่ามากการกินแบบนั้นจะทำให้มีปัญหาเสียมากกว่า”
ทุกคนพยักหน้าเงียบๆ กินแต่ผักในขณะที่พวกเราปลูกผักแล้วแบบนั้นจะเอาอะไรไปขายได้บ้างที่สำคัญสำหรับเผ่าอสูรอย่างกัสเนื้อถือเป็นอาหารหลักขืนให้กินแต่ผักก็อาจจะทำให้เสียสุขภาพได้อีกด้วย
“งั้นก็เหลือแค่วิธีสุดท้าย..พี่กัสต้องออกกำลังกายให้หนักเท่านั้น”
ดวงตาทุกคู่มองตรงไปยังกัสในทันที ทำให้เขารู้สึกเครียดขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยอมรับว่ามันเป็นวิธีเดียวจริงๆ และมันก็เป็นวิธีที่เขาทำมาตลอด
ทว่าผลสุดท้ายก็ยังเป็นแบบนี้อ้วนเกินขนาดเพราะพลังของพรที่สร้างความอยากอาหารให้กับเขามากจนผิดธรรมชาติ
ในสภาพเช่นนี้ต่อให้พยายามออกกำลังกายอย่างสุดกำลังทุกวันพลังงานที่เขาเผาผลาญไปได้ก็ยังมีจำกัดมันไม่สามารถสู้กับพลังงานที่เขาได้จากการกินในแต่ละวันได้เลย
ก่อนหน้านี้ยังเขายังสู้ไหวอยู่เพราะพยายามควบคุมการใช้พลังของพรศักดิ์สิทธิ์แต่ถ้าต้องปลูกผักวิเศษคนเดียวแบบนี้อีกละก็วิธีการนั้นก็ดูจะมีปัญหาขึ้นมาบ้างจริงๆ
นี่เป็นทางเลือกที่สร้างความลำบากใจให้กัสมากจริงๆหากเขาเลือกที่จะพัฒนาพลังของพรก็ต้องกินให้มาก แต่มันก็ทำให้เขาอ้วนมากกว่าเดิม
แต่ถ้าไม่อยากอ้วนก็ต้องหยุดใช้พลังของพรซึ่งจะกลายเป็นการขัดขวางการพัฒนาพลังของพรโดยตรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตของดินแดนอีกด้วย
ในฐานะของผู้ครอบครองพรศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบได้กับพรสวรรค์ซึ่งตกผลึกจนกลายเป็นพลังแล้วนี่ไม่ต่างอะไรจากการทุบทำลายพรสวรรค์ของตัวเองซึ่งเป็นทางเลือกที่เลวร้ายที่สุด
ผลลัพธ์ของการปรึกษาจบลงด้วยความล้มเหลวไม่มีวิธีอื่นใดที่ช่วยให้กัสสามารถเผาผลาญพลังงานไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
แต่ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆก็อาจจะทำให้กัสเหนื่อยจนตายได้เหมือนกันซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดีเช่นเดียวกัน
หลังจากจบสิ้นการปรึกษาเพื่อหาทางออกกัสก็นอนเอนตัวเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่เงียบๆเขาพยายามหาทางออกให้กับตัวเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาจากไหน
บันทึกโลกวิญญาณถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้งซึ่งเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้
ข้อมูลภายในที่ถูกบันทึกเอาไว้ถูกเปิดขึ้นมาและไล่อ่านอย่างช้าๆเหมือนทุกๆ วัน
‘พลังงาน..ทำการเผาผลาญพลังเวทจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มาก..ทำอยู่ทุกวันอยู่แล้วผ่าน ใช้เวทมนตร์บางอย่างกับตัวเองเพื่อเร่งการเผาผลาญ..วิธีนั้นซับซ้อนเกินไปและอันตรายเกินไปผ่าน..’
ยิ่งอ่านกัสก็ยิ่งจนตรอก เขาเปิดบันทึกอ่านไปอย่างไม่มีจุดหมายจนกระทั่งเหลือบไปเห็นลายมือที่คุ้นเคยซึ่งปรากฏอยู่ในชุดข้อมูลชุดหนึ่งที่ถูกเปิดขึ้นมาดูแบบผ่านๆ
ดวงตาของกัสเบิกกว้างขึ้นทีละน้อยก่อนจะกลายเป็นความว่างเปล่าเลื่อนลอยอยู่ชั่วขณะเมื่อตระหนักถึงความคุ้นเคยของลายมือที่อยู่ในบันทึก
“บลูไซต์..”
ความรู้สึกของกัสล่องลอยไปไกล ความรู้สึกผิดยังคงอัดแน่นอยู่ในหัวใจตราบใดที่เขายังไม่สามารถชดใช้มันได้กัสก็ไม่อาจลืมเลือนสหายผู้ไปได้จริงๆ
ความทรงจำที่เขามีร่วมกับบลูไซต์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่สหาย ญาติ พี่น้อง พี่ชาย สถานะที่หลากหลายของเขากับบลูไซต์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนและใกล้ชิดกันมากหากเทียบกับครอบครัวอื่นๆในตระกูลอันดูวเดธ
อีกฝ่ายเป็นเหมือนพี่ชายที่ชอบแกล้งเป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้ยามเกิดปัญหา เป็นที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยมยามต้องการคำตอบและยังเป็นสหายที่ดีที่สุดของเขาคนหนึ่ง
ในขณะที่คิดถึงความทรงจำเก่าๆที่เกือบจะหลงลืมไปแล้วกัสก็เปิดบันทึกของบลูไซต์ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย
สายตาของเขามองอยู่ที่บันทึกโลกวิญญาณแต่จิตใจครุ่นคิดถึงความทรงจำเก่าๆและสีหน้าท่าทางของบลูไซต์ที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ
ช่วงขณะนั้นกัสเปิดไปจนถึงหน้าที่มีการขีดเขียนด้วยลายมือของบลูไซต์มากจนผิดปกติทำให้กัสต้องหยุดมือลงด้วยความประหลาดใจ
ความคิดที่ล่องลอยไปไกลค่อยๆกลับมารวมตัวกันทีละน้อยเพื่ออ่านหัวข้อของบันทึกที่อยู่ในมือ
‘แนวคิดเรื่องอวัยวะภายในและการฝึกฝน’
เมื่อเริ่มอ่านกัสก็เริ่มให้ความสนใจมันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกฝนนั้นเป็นสิ่งที่เขาขาดไปมากที่สุดเพราะในอดีตของเขากัสเป็นคนที่ไม่ชอบการฝึกเนื่องจากร่างกายที่อวบอ้วนของเขา
นอกเหนือจากนั้นยังมีความหิวโหยที่รุนแรงมากขึ้นหากพยายามฝึกฝนร่างกายทำให้เขาเกลียดที่จะฝึกจนทำให้เขาอ่อนแอและไม่สามารถปกป้องตัวเองหรือใครได้สักคน
ในชีวิตนี้เขาเข้าใจความสำคัญของการฝึกฝนมากยิ่งกว่าเดิมมากเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งว่าต่อให้มีปัญหามากมายขนาดไหนก็ต้องพยายามฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งขึ้นให้จงได้ไม่เช่นนั้นตัวเขาและคนที่อยู่ข้างกายก็จะถูกรังแกได้
ช่วงเวลานั้นกัสเริ่มจริงจังมากขึ้นเขาอ่านข้อมูลในบันทึกด้วยท่าทางที่เคร่งเครียด
ยิ่งอ่านกัสก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นโดยเฉพาะเนื้อหาในส่วนที่ถูกเขียนเพิ่มเติมด้วยลายมือของบลูไซต์ที่เพียงแค่มองเห็นดวงตาของกัสก็แดงก่ำขึ้นมา
‘เจ้าหมอนั่น..คิดถึงข้ามากขนาดนี้เลยหรือเนี่ย’
ก่อนหน้านี้กัสก็เคยอ่านบันทึกที่บลูไซต์เขียนอยู่บ้างแล้วแต่หลังจากที่ต้องเดินทางเขาก็พยายามเร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเกษตรและวิชาความรู้ในด้านต่างๆที่น่าจะสร้างรายได้ให้เป็นหลัก
นอกจากนั้นก็นำไปใช้ในการวางแผนเพื่อสร้างแปลงผักที่มีคุณสมบัติในการป้องกันแมลงแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งเพียงเท่านั้นกัสก็แทบไม่มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นแล้ววันนี้จึงนับเป็นครั้งแรกที่กัสได้เปิดอ่านบันทึกของบลูไซต์ดูจริงๆจนกระทั่งพบเจอกับข้อมูลการวิเคราะห์ของบลูไซต์ที่มีต่อแนวทางการฝึกฝนซึ่งเหมาะสมสำหรับตัวเขา
‘พรศักดิ์สิทธิ์ของกัสคือการกินมันเป็นพรสวรรค์ที่ดูเหมือนธรรมดา แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ใครๆ คิดข้าลงความเห็นว่าการกินนั้นคือการรับเอาพลังงานเข้าสู่ร่างกายซึ่งเป็นหนึ่งในกลวิธีในการฝึกฝนที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพที่สุดหากสามารถพัฒนาแนวทางการฝึกฝนเพื่อนำเอาพลังไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้โดยตรงแล้วละก็ข้ามั่นใจว่ามันจะทำให้กัสเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว’
ข้อความที่ถูกเขียน ข้อมูลที่ถูกหยิบมาจากตำรามากมายรวมไปถึงบทวิเคราะห์ที่เต็มไปด้วยความคิดเห็นส่วนตัวถูกเขียนเอาไว้บนเต็มหน้าของบันทึกในทุกๆหน้าที่กัสเปิดผ่าน
ยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเขาติดหนี้เพื่อนคนนี้มากขึ้นไปอีกจนน้ำตาที่คิดว่าแห้งเหือดไปแล้วถึงกับรินไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“พี่ชาย..ท่านทำเพื่อข้ามากเกินไปแล้ว”
กัสนั่งอ่านบันทึกตลอดทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอนพยายามทำความเข้าใจกับวิธีฝึกฝนรวมไปถึงแนวคิดเรื่องของอวัยวะภายในทั้งหลายให้เข้าใจ
รายละเอียดในบันทึกนั้นมีมากจริงๆมากจนกัสแทบจะไม่มีหวังเลยว่าเขาจะสามารถทำความเข้าใจมันได้ในระยะเวลาอันสั้น
แต่ก็น่าแปลกที่หลังจากอ่านไปได้ไม่กี่รอบทบทวนอีกไม่กี่ครั้งกัสก็เข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้ขึ้นมาเสียอย่างงั้นทำเอาตัวเขาถึงกับนิ่งอึ้งไปนานสองนานด้วยความสงสัยว่าสิ่งที่เขาเข้าใจนั้นถูกต้องแล้วหรือไม่
เพราะความสงสัยนี้เองที่ทำให้กัสหลงลืมเวลาไปเลยเพราะเอาแต่คิดไม่ตกว่าสุดท้ายแล้วเขาเข้าใจข้อมูลชุดนี้ได้จริงหรือว่าเข้าใจผิดไปเอง
ยิ่งคิดยิ่งใคร่ครวญมากขึ้นเท่าไหร่กัสก็ยิ่งรู้สึกว่ามันถูกต้องแต่ยิ่งรู้สึกแบบนั้นมากขึ้นเท่าไหร่กัสก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้เพราะข้อมูลที่บลูไซต์ค้นหาและวิเคราะห์มานี้มีรายละเอียดที่ยิบย่อยและลึกซึ้งมากจริงๆ
‘ทำไมกัน..ทำไมข้าถึงเข้าใจ นี่มันเป็นเพราะอะไรกัน!!’
ตลอดเวลาที่ผ่านมากัสไม่เคยคิดว่าตัวเองฉลาดแต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองโง่มาก่อน
แต่ถ้านำตัวเขาไปเทียบกับบลูไซต์แล้วละก็กัสกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเขาโง่กว่าบลูไซต์มาก ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้กัสไม่สามารถทำใจเชื่อได้ว่าเขาจะสามารถเข้าใจข้อมูลที่ละเอียดขนาดนี้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
“ไม่น่าเชื่อ..แต่ก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาปฏิเสธ..คงทำได้เพียงทดสอบดูเท่านั้นสินะ”
กัสเงยหน้าขึ้นในที่สุดหลังจากก้มหน้าก้มตาอ่านบันทึกมานานหลายชั่วโมง
บนท้องฟ้าในขณะนี้คือดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าช่วงเวลาของค่ำคืนผ่านไปเกินกว่าครึ่งแล้ว
‘เอาไว้ก่อนงั้นหรือ..ไม่ไหว ถ้ายังไม่ได้คำตอบละก็นอนไม่หลับแน่!!’
กัสเค้นเสียงออกมาเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืนในทันทีดวงตาที่จับจ้องไปยังท้องฟ้าทอประกายมุ่งมั่นตั้งใจที่แรงกล้าจนแทบจะฉายแสงได้
“ต้องทำมันในคืนนี้!!”