ตอนที่ 53 เล่ห์กล?
สามวันที่ผ่านมาหลินเฟยเต็มไปด้วยความระมัดระวังแววตาสาดประกายคมกริบออกมาอย่างต่อเนื่องหลังจากบินอย่างเต็มกำลังจนไม่อาจฟื้นฟูพลังลมปราณในร่างได้ทัน ก็ร่อนลงและวิ่งไปบนพื้นดินลัดเลาะป่าของเส้นทางสายรองไปอย่างรวดเร็ว
การที่ต้องวิ่งไปในป่าเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกย้อนนึกถึงวันที่ต้องหลบหนีจากพยัคฆ์เมฆราตรีในป่าบนภูเขาเมื่อปีนั้นขึ้นมา ภูเขานั้นตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังตระกูลหลินซึ่งเป็นสถานที่ที่หลินเฟยเติบโตขึ้นมาทำให้เกิดเป็นความรู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“เตีย [บิดา] ข้ากำลังจะกลับไป” หลินเฟยพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา
ชั่วยามต่อมาหลินเฟยก็มองเห็นชายหลังคาของหมู่บ้านหนึ่งแน่นอนว่ามันคือหมู่บ้านที่จางเสี่ยวเหมยรอคอยเขาอยู่ หมู่บ้านม่านพฤกษา
หลินเฟยมองเห็นชาวบ้านสองสามหลังคาเรือนที่ยังคงปักหลักอยู่ที่นี่ไม่ได้จากไปตามคำขอของจางเสี่ยวเหมยพวกมันล้วนผูกพันกับบิดาของนางและยินดีที่จะคอยดูแลสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนี้ไว้
“โอ ท่านเซียน”
ชาวบ้านที่มองเห็นหลินเฟยอุทานออกมาด้วยความดีใจพวกมันจะลืมบุรุษที่เคยช่วยเหลือพวกมันยามที่หมู่บ้านเกิดหายนะขึ้นได้อย่างไร
“แล้วเสี่ยวเหมย?”
หลินเฟยถามออกไปด้วยรอยยิ้มเขาคิดถึงจางเสี่ยวเหมยจริงๆต่อให้ไม่มีเรื่องตระกูลหม่าเกิดขึ้นหลินเฟยก็คิดว่าจะมารับจางเสี่ยวเหมยให้ไปอยู่ที่เมืองนภาสองฟ้า ด้วยระยะทางจากเมืองหน้าด่านมาที่นี่นั้นไม่ถือว่าไกลนักสำหรับหลินเฟยแล้วจะทนคิดถึงไปทำไมก็แค่มารับไปอยู่ด้วยกันซะเลย
ชาวบ้านผู้นั้นสีหน้าสลดลงทันทีเมื่อหลินเฟยถามถึงจางเสี่ยวเหมยทำให้หลินเฟยต้องขมวดคิ้วขึ้นมาในทันที
“เกิดอะไรขึ้น!”
“คุณหนูถูกพาตัวไปแล้ว” บรรยากาศรอบตัวของหลินเฟยคล้ายกับเย็นลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ชาวบ้านผู้นั้นเริ่มเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“พาไป? ที่ไหน?”
“ขะ ข้าได้ยินเซียนผู้หญิงที่พาตัวคุณหนูไปกล่าวว่าจะพาคุณหนูกลับไปยังตระกูลจางที่แท้จริงทางดินแดนตะวันตก ท่านบอกว่าบิดาของคุณหนูคือน้องชายของท่าน”
หัวคิ้วของหลินเฟยขมวดเป็นปมเกิดคำถามขึ้นมากมายในจิตใจเป็นความจริงที่ว่าเขาและนางอยู่ด้วยกันเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น
และตอนนั้นหลินเฟยยังไม่รู้จักยั้งคิดในการกระทำของตัวเอง แต่ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันแค่ชั่วข้ามคืนนั่นก็หมายถึงเป็นสามีภรรยากันตลอดไป
แม้จะไม่ได้แต่งงานแต่หลินเฟยก็คิดไว้อยู่ว่าเมื่อตระกูลกลับมารุ่งเรืองเขายังจะจัดงานแต่งให้กับจางเสี่ยวเหมยและจิวหลินอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้จางเสี่ยวเหมยถูกพาตัวไปแล้วและไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ในใจของหลินเฟยก็ราวกับกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไป
“ข้าไปจากหมู่บ้านนี้นานแค่ไหน แล้วนางถูกพาตัวไปเมื่อไหร่...”
“ท่านเซียนจากไปประมาณปีกว่า หลังจากนั้นคุณหนูก็พาชาวบ้านไปส่งยังเมืองใกล้เคียง เมืองนั้นมีสหายของบิดาคุณหนูอยู่ หลังจากที่กลับมาเซียนผู้หญิงท่านนั้นก็ปรากฏตัวขึ้น”
หลินเฟยเต็มไปด้วยความประหลาดใจในโลกของเนตรดาราสยบฟ้าหลินเฟยใช้เวลาในนั้นไปเกือบสองปีแต่เวลาในโลกด้านนอกกลับผ่านไปเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น
จากการต้องเดินขึ้นบันไดลวงตานั้นขึ้นไปทำให้จิตใจของหลินเฟยเปลี่ยนแปลงไปมากเขารู้จักคิดมากขึ้นและรู้ว่าตนเองมือไวใจเร็ว แต่ทั้งนั้นเขาก็ยิ้มออกมาในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วและความรักก็อยู่ตรงนั้นหากพวกนางไม่ได้คิดเหมือนกันก็เพียงปล่อยนางไป
“ข้าต้องไปถามจากปากพวกนาง”
หากท่านรักข้าข้าก็จะดูแลปกป้องพวกท่านไปตลอดชีวิต หากท่านไม่รักข้า ข้าก็จะให้พวกท่านได้เดินไปในเส้นทางที่ตนเองเลือก
หลินเฟยยิ้มออกมาสักวันหนึ่งเขาจะไปที่ตระกูลจางและถามนางว่านางยินดีที่จะแต่งงานกับเขาหรือไม่ แม้รู้ว่าเรื่องราวคงไม่ง่ายดายเช่นนั้น ถึงจะร้อนใจก็ทำได้แค่เพียงถอนหายใจออกมาดินแดนตะวันตกไม่ใช่สถานที่ที่คุ้นเคยและอยู่ห่างไกลเป็นอย่างมากทั้งยังขวางกั้นด้วยท้องทะเลที่กว้างใหญ่
“หวังว่าเจ้าจะมีความสุขอยู่ในตระกูลจาง...”
ภาพของหญิงสาวที่ดูประหม่าเขินอายในวันนั้นปรากฏขึ้นในความทรงจำความงดงามที่ไม่เป็นรองศิษย์พี่คนสวยเซียงอี้เหยียนแม้แต่น้อย
หลินเฟยอดคิดถึงอ้อมกอดและรอยยิ้มที่จริงใจของนางไม่ได้ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอีกครั้งเต็มไปด้วยอารมณ์อันอ่อนไหวเสี่ยวหู่เอียงคอลงมามองหน้าเขาอย่างงุนงงหลินเฟยยิ้มและลูบหัวมันอย่างเอ็นดู
“ใช่แล้วท่านเซียน มีสหายของท่านเซียนรออยู่ ท่านพักอยู่ที่บ้านพักหลังเดียวกับที่ท่านเซียนพักคราวก่อน”
“สหาย?”
แววตาของหลินเฟยฉายประกายความงุนงงออกมาหลังจากครุ่นคิดอยู่ไม่นานแสงเย็นเยียบก็วาบผ่านดวงตาพร้อมกับปลดปล่อยจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์พุ่งตรงไปยังบ้านพักหลังนั้นทันที
“ออกไป! ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
หลินเฟยร้องตวาดออกมาพร้อมกับปล่อยให้เสี่ยวหู่กระโดดลงจากศีรษะเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในป่าด้วยความฉลาดของมันจึงรับรู้ได้ในทันที จากนั้นหลินเฟยก็พุ่งทะยานออกไปชาวบ้านที่กำลังมองดูต่างตื่นตระหนกตกใจรีบพากันออกไปจากหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
เสียงแค่นเย็นชาดังออกมาพร้อมกับรังสีสังหาร จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของหลินเฟยและผู้ที่อยู่ในบ้านหลังนั้นปะทะกันจนเกิดเป็นเสียงดังกระหึ่มบ้านพักหลังนั้นระเบิดออกแตกกระจายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในทันทีพร้อมกับเงาร่างของบุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมยาวก้าวออกมา
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราของมันดุร้ายเป็นอย่างยิ่งดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความคลั่งแค้นเมื่อมองไปยังหลินเฟยก็ราวกับอยากจะฉีกกระชากเขาออกเป็นชิ้นๆ
“ไม่เลว สมแล้วที่สามารสังหารบุตรชายข้า! แต่วันนี้เจ้าจะต้องตามไปขออภัยมันยังปรโลก!”
บุรุษวัยกลางคนกล่าวออกมาอย่างเคียดแค้นมันคือหม่าสุ่ยหลงบิดาของหม่าอี้จื่อที่ถูกหลินเฟยสังหารไปหลินเฟยไม่พูดอะไรสายตาเต็มไปด้วยความเฉยชา
หลินเฟยพอจะคาดเดาได้ว่าผู้ฝึกตนตระกูลหม่าที่หนีรอดไปได้คงจะมีวิธีที่สามารถระบุตัวตนของเขาได้อย่างแน่นอนนั่นจึงทำให้เขาหลบหนีออกมา
แต่ดูเหมือนบิดาของหม่าอี้จื่อนั้นจะทนไม่ได้ที่ต้องนั่งรอคำสั่งของปรมาจารย์ชราของมันอยู่เฉยๆ กลับออกสืบข่าวของหลินเฟยด้วยตนเองจนรู้จากคนในสมาคมนักล่าศักดิ์สิทธิ์ว่า บุรุษที่หน้าตาเช่นในแผ่นหยกที่มันส่งให้กับคนของมันดูมีนามว่า
จางหลิน!
และด้วยศักดิ์ฐานะของมันในเมืองก็เป็นเรื่องง่ายดายที่จะสืบต่อว่ามีหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งห่างไปจากตัวเมืองถูกก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มคนแซ่จาง
ด้วยพื้นฐานฝึกตนครึ่งก้าวกำเนิดปราณแท้วงจรสมบูรณ์ของขั้นหลอมรวมปราณกำเนิดทองทำให้การเดินทางมายังที่แห่งนี้ของมันรวดเร็วกว่าหลินเฟยอยู่ช่วงหนึ่ง
มันลองเสี่ยงดวงเพื่อมาดักรอหลินเฟยและสุดท้ายมันก็ประสบผลสำเร็จมันกังวลเพียงสิ่งเดียวจากที่เห็นพลังของหลินเฟยผ่านแผ่นหยกทำให้มันไม่กล้านำตระกูลเข้ามาเสี่ยง
มันกลัวว่าหากหลินเฟยเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่ปรมาจารย์ของมันจะต้องปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปซึ่งเป็นสิ่งที่มันไม่อยากให้เกิดขึ้น มันจึงจำเป็นต้องมายังที่แห่งนี้เพียงคนเดียวเพื่อกันตระกูลหม่าออกไปจากบุญคุณความแค้นนี้
มันมายังที่แห่งนี้ในฐานะบิดาและมันจะสะสางความแค้นในครั้งนี้ด้วยตัวมันเอง!
หลินเฟยไม่ตอบโต้ปลดปล่อยพลังฝึกตนออกมาเพื่อต่อต้านแรงกดดันจากหม่าสุ่ยหลงแรงกดดันที่กดทับลงไปยังหลินเฟยทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลังและใบหน้าพลังของวงจรสมบูรณ์หลอมรวมปราณกำเนิดทองระเบิดออกมาอย่างรุนแรงจนโลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปาก
แต่ถึงกระนั้นดวงตาสีแดงของหลินเฟยก็ยังคงคมกริบสาดประกายเจิดจ้าออกมาปากของหลินเฟยบิดขึ้นเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เมื่อหม่าสุ่ยหลงมองเห็นก็เกิดอาการใจเต้นรัวอย่างไร้สาเหตุ
ด้วยพื้นฐานฝึกตนของมันหลินเฟยไม่คู่ควรจะยืนอยู่ได้แล้วด้วยซ้ำนั่นเป็นสิ่งนึงที่ทำให้มันประหลาดใจและรอยยิ้มที่น่าขนลุกนั่นทำให้จิตใจของมันต้องเต้นรัวหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน
มันกัดฟันแน่นระเบิดเป็นพลังโจมตีออกไปเพื่อขับไล่กลิ่นอายลึกลับจากตัวหลินเฟยที่ทำให้มันต้องหวาดกลัว
ไผ่มรกตสี่วิญญาณ!
มันร้องคำรามออกมาโบกสะบัดมือกิ่งไผ่ขนาดหนึ่งจ้างก็ลอยออกมากลายเป็นภูติผีสี่ตนพวกมันเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายพวกมันไม่มีร่างกายคล้ายกับเป็นเพียงเปลววิญญาณแต่ใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวขนาดใหญ่ทั้งสี่นั้นก็เต็มไปด้วยความดุร้ายอย่างสิ้นเชิง
ภูตผีทั้งสี่ตนกรีดร้องเป็นเสียงแหลมเล็กออกมาพาเอากลุ่มหมอกสีดำกวาดเข้าหาหลินเฟยใบหน้าเย็นชาของหลินเฟยกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำว่าภูติผีในใจร่ำร้องตะโกนด่าสาปแช่งหม่าสุ่ยหลงอยู่ไม่คลายก่อนจะพุ่งกายถอยห่างออกไปพร้อมกับใจที่เต้นระรัว
“คิดหนี?”
ดวงตาของหม่าสุ่ยหลงวาววับก่อนหน้านี้มันตกใจในสายตา รอยยิ้มและบรรยากาศแปลกๆที่หลินเฟยปลดปล่อยออกมา มันจึงตัดสินใจที่จะโจมตีไปเพื่อทำลายความหวาดกลัวนั้น
และตอนนี้ก็เป็นดังคาดหลินเฟยพยามจะหลบหนีมันซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเมื่อผู้ฝึกตนขั้นต้นปราณยุทธเงินต้องพบเจอกับพลังของขั้นวงจรสมบูรณ์หลอมรวมปราณกำเนิดทอง แล้วจะไม่ให้หลบหนีได้เช่นไรความต่างเช่นนั้นก็คล้ายกับผืนฟ้าและปฐพี
ในตอนนี้มันรู้สึกมีโทสะกับตนเองขึ้นมาที่เกิดอาการหวาดกลัวหลินเฟยขึ้นมาชั่วขณะมันมั่นใจว่าต่อให้หลินเฟยจะปลดปล่อยพลังเช่นที่มันเห็นในแผ่นหยกออกมาก็ไม่มีทางเทียบกับพลังฝึกตนของมันได้
“ผู้ฝึกตนปราณยุทธเงินขั้นต้นอันต่ำต้อย บังอาจใช้เล่ห์กลทำร้ายคนของตระกูลหม่าวันนี้เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
“เล่ห์กล?”
หลินเฟยงุนงงแต่สำหรับหม่าสุ่ยหลงแล้วหลินเฟยต้องใช้วิธีการบางอย่างเพื่อให้ระเบิดพลังเช่นนั้นออกมาได้อาจจะเป็นค่ายกลหรืออาจจะเป็นเวทศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับภาพมายา
ไม่เช่นนั้นด้วยระดับพื้นฐานฝึกตนของหลินเฟยที่มันมองเห็นมีหรือที่หลินเฟยจะสังหารคนตระกูลหม่าที่มีพื้นฐานฝึกตนสูงมากกว่าหลินเฟยไปได้
“ไม่ว่าเจ้าจะมีเลห์เหลี่ยมอันใดวันนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า เจ้าต้องตาย!”
หม่าสุ่ยหลงดวงตาแดงก่ำระเบิดพลังฝึกตนออกมาอย่างไม่หยุดยั้งทำให้ภูติผีทั้งสี่ร้องคำรามขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง กลุ่มหมอกสีดำสั่นไหวพร้อมกับประกายสายฟ้าแวบไปมาอยู่ภายในแผ่กลิ่นอายแห่งความตายกระจายออกไปกลุ่มหมอกสีดำแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนกับเป็นผืนผ้าใบขนาดยักษ์!
.
.
.