เสียงระเบิดดังกึกก้องทั่วแดนเทพ แดนดินสีทองพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเจียนแตกดับ
" เร่งกลับไปยังสำนัก " นนท์ทะยานร่างกลับยังสำนักในทันที
" เข้าไปอยู่ในห้องฝึกห้วงมิติ " เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสต่างเร่งเข้าไปอยูในห้องฝึก
" ไอ้หนู เกิดสิ่งใดขึ้น " หมาป่าเอ่ยถาม
" ภารกิจของข้าฟื้นตื่นแล้ว " เหล่าสหายต่างหน้าซีดเผือดตามกัน
" มันเป็นเช่นไร " หมาป่าเอ่ยถาม
" ข้าว่าเวลานี้มันน่าจะหยั่งรู้อักขระตัวที่ยี่สิบสี่ได้แล้ว " หมาป่าถึงกับขาสั่น
" ไอ้หนู เจ้าพูดจริงรึ " นนท์พยักหน้า
" สามี จะทำเช่นไรดี " หลางจี้เสวี่ยเอ่ยถาม
" มีอย่างเดียวคือต้องสู้ " นนท์สูดหายใจเข้าลึก
" ไอ้หนูเจ้าจะเอาสิ่งใดไปสู้ " หมาป่าเอ่ยถามด้วยเสียงอั่นสั่นเทา
" เวลานี้ร่างของมันผสานเข้ากับเศษกระดูกสีดำแล้ว ยังพอมีทางสู้อยู่บ้าง " นนท์เอ่ยขึ้น
" พี่เขย หมอกดำปกคลุมทั่วแดนเทพแล้ว " น้องสิบชี้ให้ดูยังหมอกสีดำ
" ต้องเร่งแล้ว " นนท์ลอยตัวขึ้นสูงเพื่อดูสถานการณ์
" เหตุใดผู้คนจึงกลายเป็นมารร้ายเร็วนัก " เหลียงหย่งจินเอ่ยขึ้น
" หรือเป็นที่จิตใจของคนพวกนั้น เมื่อหมอกดำกัดกินจิตใจจึงกลายเป็นมารร้ายอย่างรวดเร็ว " เซียงเหรินฮุยเอ่ยขึ้น
" ไอ้หนู ข้าว่าอย่าเพิ่ง รอดูเหล่าสภาชั่วนั่นจะทำอันใด " นนท์หันมองยังหมาป่าที่ฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
" ก็ดี " นนท์พยักหน้า
" อ้าก " เสียงร่ำร้องของผู้คนมากมายดังขึ้นทั่วแดนเทพ
เหล่ายอดยุทธมากมายต่างถูกหมอกดำกลืนกิน กลับกลายเป็นมารร้ายเต็มขั้น บุกเข้าสังหารผู้คนมากมาย ทั้งทำลายวังวิหารต่างๆจนสูญสิ้น
ผู้คนมากมายถูกจับมาเป็นอาหาร ฉีกกระชากร่างกายจนขาดวิ่น มารเต็มขั้นอดอยากหิวโซกัดกินชิ้นส่วนร่างมนุษย์ เห็นแล้วน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
สภาพเมืองในยามนี้กลับกลายเป็นแดนมิคสัญญี ซากศพมากมายนับมิถ้วน เสียงร้องคร่ำครวญดังระงมทั่ว ทั้งหลุมบ่อน้อยใหญ่ที่ปรากฎ และวิหารใหญ่โตโอ่อ่าพังทะลายมิมีชิ้นดี
" นี่มันคือมิคสัญญีแห่งแดนเทพ
" ข้ามิเห็นเหล่าสภาทำอันใด "
" ไอ้พวกชั่วพวกนี้กลับกลัวตาย มุดหัวอยู่แต่ในกระดอง ปล่อยให้ตระกูลอื่น สำนักอื่นที่มิใช่พวกตนเข้าต่อสู้ แล้วเมื่อสงครามใกล้จบหรือกำลังได้เปรียบจึงออกมา " เอี้ยชิงเอ่ยขึ้นบ้าง
" มารร้ายมันอยู่นั่น " นนท์ชี้นิ้วไปยังเมฆหมอกสีดำขนาดใหญ่ ร่างสีดำนั่งขัดสมาธิยังเมฆหมอกนั่น
" หมอกดำชนิดนี้พิเศษนัก ข้ามิเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน " เหล่าสหายต่างสูดหายใจเข้าลึก
" น้องสิบ เจ้าไปดูทีว่าศิษยฺ์และผู้อาวุโส ผู้ใดที่ฝึกเพลงกระบี่ปราบมารและฝ่ามือสยบมารสำเร็จแล้วบ้าง ให้พาออกมาร่วมรบ " น้องสิบเร่งไปในทันที
" กลิ่นอายของพวกมันช่างสะอิดสะเอียนยิ่งนัก "
" หมอกดำกัดกินร่างกายได้เร็วมาก เพียงหนึ่งเค่อร่างนั้นกลับกลายเป็นมารร้ายโดยสมบูรณ์ " นนท์พยักหน้าช้าๆ
" พี่เขย ศิษย์และผู้อาวุโสที่เหลือต่างฝึกทั้งสองวิชาสำเร็จแล้ว " นนท์พยักหน้า
" เรามาวางแผนกัน " นนท์เริ่มวางแผนในการโจมตีเหล่ามารร้ายนับพันล้านตน
" ตกลงตามนี้ " เหล่าสหายต่างพยักหน้า
" ท่านโจว ข้านำกำลังมามากมายเพื่อเข้ารัวมกับท่าน " ผู้เฒ่าเซี้ยะเอ่ยขึ้น
" ผู้เฒ่าเซี้ยะ ข้ายินดี แต่ครานี้มิเหมือนที่โลกจินซาน " ผู้เฒ่าเซี้ยะพลันสงสัย
" มิเหมือนกันเช่นไร " เหล่าผู้เฒ่าที่มาต่างงุนงง
" นั่นคือมนุษย์ บางคนท่านอาจรู้จัก บางคนอาจเป็นสหายของท่าน " เหล่าผู้เฒ่าต่างพยักหน้า
" จริงอย่างที่ท่านโจวว่า มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งนั่นทำให้พวกเรามิอาจลงมือสังหารได้ " ผู้เฒ่าเซี้อะเอ่ยขึ้น
" พวกท่านมิต้องกังวล มนุษย์เหล่านั้นเวลานี้เป็นมารเต็มขั้น พวกมันไร้ซึ่งจิตใจและความหวาดกลัว เมื่อพวกท่านสังหารมันได้ ให้รีบออกห่างจากร่างของพวกมัน "
" เหตุใดต้องเร่งออกจากร่างของพวกมัน " ผู้เฒ่าเซี้ยะเอ่ยถาม
" เพราะจะมีหมอกดำในร่างของพวกมันพุ่งเข้าหาท่าน หมายจะเปลี่ยนท่านให้เป็นมารเต็มขั้น " เหล่าผู้เฒ่าต่างตะลึง
" หมอกดำนั่นทำได้เช่นไร " ผู้เฒ่าเซี้ยะเอ่ยถาม
" หมอกดำเหล่านั้นคือหมอกมาร เมื่อหมอกมารเข้าสู่ร่างกาย มันจะเข้ากัดกินก้นบึ้งของหัวใจท่าน แล้วเปลี่ยนสภาพของท่านให้กลับกลายเป็นมารเต็มขั้น " เหล่าพันธมิตรต่างสูดหายใจเข้าหนัก
" ท่านโจว จะมีวิธีใดสู้กับมันได้บ้าง " นนท์พยักหน้า
" ท่านต้องฝึกวิชาฝ่ามือสยบมารและเพลงกระบี่ปราบมาร สองวิชานี้ไว้ใช้สังหารมารร้าย " นนท์เอ่ยขึ้น
" แต่เวลานี้หากจะให้ทุกท่านฝึกคงมิทันแล้ว แต่ข้ามีวิธี " นนท์ยกยิ้ม
" พวกเจ้าชูอาวุธและเสื้อเกราะขึ้น " นนท์วาดมือส่งอักขระกฎเกณฑ์แห่งสัจธรรม สลักลงยังอาวุธและเสื้อเการะของทุกคน
" นั่นคืออักขระกฎเกณฑ์แห่งสัจธรรม มันสามารถเอาชนะเหล่ามารได้ " เหล่าพันธมิตรพยักหน้า
" ท่านโจว ร่างของพวกมันนำมาแลกผลึกปรานได้รึไม่ " นนท์มองยังเฒ่าเซีัยะ
" เช่นเดิม " เหล่าพันธมิตรต่างฉีกยิ้ม
" เรามาหารือเรื่องแผนการกันใหม่ " นนท์เริ่มวางแผนการโจมตี
" ตกลงตามนี้ " เหล่าสหาย ศิษย์และพันธมิตร ต่างแยกออกเป็นแปดทิศ
นนท์วาดมือผนึกสำนักอักกะไว้ แล้วทะยานร่างไปยังแดนกลาง
" วิ้ง " แสงสีทองแผดเผาหมอกดำจนมอดไหม้ ทั้งยังแทรกซึมเข้าขจัดหมอกดำในร่างของผู้คนที่ยังสามารถต่อต้านหมอกดำได้
" นั่นท่านโจวนี่ "
" พวกเจ้าจงเร่งออกจากที่นี่โดยเร็ว " ยอดยุทธขั้นต่ำเร่งทะยานร่างออกไปอย่างมิคิดชีวิต
" ไอ้พวกสภาทั้งหลาย ใยพวกเจ้าจึงมิคิดออกมาปกป้องแดนเทพบ้าง อย่ามัวแต่กลัวจนหัวหด ออกมาสิ ออกมาแสดงพลังที่ยิ่งใหญ่ของสภาให้ข้าได้เห็นบ้าง " นนท์เอ่ยด้วยเสียงอันดัง
" หากพวกเจ้ายังมิออกมา คงต้องถึงเวลาเปลี่ยนสภาใหม่แล้ว " เหล่าสภาที่แอบซ่อนตัวถึงกับตัวสั่นสะท้านด้วยความโกรธ แต่ก็มิได้ออกมาสู้ศึก
" ไอ้ชั่ว หากมิมีเจ้าพวกข้าก็คงออกไปแล้ว " นนท์แสยะยิ้ม
" ได้ หากมิมีข้าพวกเจ้าจะออกมา หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องไป " นนท์ทะยานร่างจากไปในทันที
" หมาป่าเจ้าเป็นเช่นไร " นนท์ส่งเสียงทางจิตหา
" ไอ้หนู อพยพผู้คนจวนเสร็จแล้ว ส่วนเหล่ามารกำลังสังหารอยู่ " หม่าป่าตอบกลับมา
แผนที่ได้วางกันไว้นั้น นนท์แยกกองกำลังออกเป็นแปดกอง แล้วเข้าอพยพผู้คนที่ยังมิถูกหมอกมารกัดกิน และสังหารมารเต็มขั้น
" ดี เร่งมือเถิด " นนท์ส่งเสียงตอบกลับ
" ไอ้พวกสภาหน้าโง่ทั้งหลาย ไอ้ตัวขี้ขลาดทั้งหลาย ข้าถอยออกมาจากแดนกลางแล้วนานแล้ว ใยพวกเจ้าจึงมิออกมาแสดงพลังของพวกเจ้าเพื่อปกป้องแดนเทพเล่า " นนท์ย์ลอยตัวกวาดตามองยังแดนกลางของแดนเทพที่เวลานี้นั้น ถูกทำลายจนย่อยยับ แต่ถึงกระนั้นเหล่าสภาทั้งหลายก็ยังมิออกมาปกป้อง
" หลังเสร็จสงครามนี้ ข้าจะนำเรื่องราวเหล่านี้ ไปพูดคุยกับจิตทัศนะแห่งแดนเทพ เพื่อหาทางเปลี่ยนตัวสภา " เหล่าสภาที่หลบซ่อนต่างหน้าซีดตามกัน
" ผู้พิทักษ์จะทำเช่นไรดี " สภาผู้หนึ่งเอ่ยถาม
" ออกไปก็ตาย หากมันอยากสู้ก็ปล่อยให้มันสู้ หากมันตกตายลงนั่นถือเป็นเรื่องที่ดี " นนท์ลอยตัวอยู่ใกล้สมบัติห้วงมิติที่เหล่าสภาหลบซ่อนอยู่
" ข้าว่าได้เวลาที่พวกเจ้าจะออกไปป้องกันแดนเทพแล้ว " นนท์ส่งอักขระเต๋าวิวัฒน แทรกซึมเข้าไปในห้วงมิติ แล้วปิดการใช้งานของสมบัติห้วงมิติ
" ไอ้สาระเลว " เหล่าสภาทำได้เพียงร้องออกมา แล้วร่างของเหล่าสภาทั้งหลายร่วงลงที่พื้นที่แดนกลางในทันที
" ไอ้ชั่ว " สิ้นเสียงของเหล่าสภา มารเต็มขั้นกระโจนเข้าหาเหล่าสภาในทันที
ทั้งเสียงร้องโหยหวน ทั้งเสียงระเบิดจากปรานฝ่ามือ กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเหม็นเน่า ทั้งหมอกดำที่พุ่งออกมาจากร่างมารที่ตกตาย
เหล่าสภาหลายคนถูกหมอกมารกลืนกินก้นบึ้งของหัวใจ ผสานร่างกับอักขระเทพฟาดฟันกันเอง นนท์ลอยตัวดูพลางแสยะยิ้ม
ท่านกลางเศษซากปรักหักพังของแดนกลาง ที่ครั้งหนึ่งแดนกลางแห่งนี้เป็นดั่งแดนเทพ มากมายไปด้วยวิหารน้อยใหญ่ที่วิจิตร แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยเศษวิหารน้อยใหญ่
" ช่วยข้าด้วย " เสียงของผู้พิทักษ์ร้องขึ้น เมื่อร่างของเขาเผาผลาญแก่นต้นกำเนิดจนเหือดแห้ง
เหล่าสภาทั้งหลายที่บัดนี้เหลือรอดเพียงสิบเก้าคน ทั้งสภาพในเวลานี้ต่างดูมิได้ บ้างแขนขาด ขาขาด บ้างสูญเสียซึ่งการมองเห็น นั่งรวมกลุ่มกันโดยมีเหล่าสภาที่กลายเป็นมารเต็มขั้นห้อมล้อมไว้
" พวกเจ้าเรียกให้ผู้ใดช่วย " นนท์มองยังเหล่าสภา
" เวลานั้นที่ผู้คนมากมายส่งเสียงเรียกหาพวกเจ้า พวกเจ้ากลับเมินเฉย ปล่อยให้ผู้คนเหล่านั้นตกตายลงไป " เสียงของนนท์ดังขึ้นทั่วแดนเทพ
" เวลานี้พวกเจ้ากำลังจะตาย พวกเจ้ากลับเรียกร้องให้ผู้อื่นช่วยเหลือ พวกเจ้าช่างไร้ยางอายสิ้นดี " นนท์แสยะยิ้มออกมา
" ครานั้นที่พวกเจ้าทำเพียงมองดู เหล่าศิษย์ของข้าถูกสังหาร พวกเจ้าคิดรึไม่ว่าเหล่าศิษย์ของข้ารู้สึกเช่นไร "
" ครานี้เป็นที่พวกเจ้าที่ใกล้สิ้นใจ พวกเจ้ากลับร้องของความช่วยเหลือ ครานี้พวกเจ้ารับรู้แล้วใช้รึไม่ว่า ความรู้สึกของคนที่สูญสิ้นความหวังเป็นเช่นไร " เหล่าสภาต่างก้มหน้ามองที่พื้น
" หากพวกเจ้านั้นทำหน้าที่ของสภาอย่างแข็งขัน พวกเจ้าคงมิต้องตกอยู่ในสภาพนี้ " นนท์วาดมือส่งแสงสีทองแผดเผาไอมารจากร่างของเหล่าสภา
" อ้าก " เสียงร้างที่โหยหวนดังขึ้นทั่วแดนเทพ พร้อมทั้งร่างของเหล่าสภามารเต็มขั้นร่วงลงที่พื้นตกตายในทันที นนท์วาดมือเก็บร่างเหล่านั้นไว้
" ผู้ใดทำบังอาจเข่นฆ่าสมุนของข้า " เสียงดังทุ้มต่ำกึกก้องคำรามลั่นทั่วแดนเทพ
นนท์ผินกายมองยังต้นเสียง ภาพที่เห็นทำเอาผู้คนทั่วแดนเทพต่างแข็งค้าง
ร่างใหญ่ยักษ์สามหมื่นจั้งปรากฎขึ้นในสองตาของนนท์ ไอมารระเหิดออกจากร่างทองแกมดำ ทำเอาห้วงมิติพริ้วไหวไปตามไอมาร ทุกลมหายใจที่ปลดปล่อยออกมาทำเอาผืนพสุธาแดนเทพสั่นไหว
" แม่เจ้า ร่างของมันสูงถึงสามหมื่นจั้ง " นนท์ลอบกลืนน้ำลาย
" พวกเจ้าเห็นรึไม่ นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าสร้างไว้ เศษกระดูกสีดำที่พวกเจ้านำกลับมายังแดนเทพครานั้น มันได้สร้างมารร้ายร่างยักษ์ " เหล่าสภาต่างงุนงงว่านนท์รู้เรื่องนี้ได้เช่นไร
" ในครานั้นที่พวกเจ้ารวมตัวกันสยบมันได้แต่พวกเจ้ากลับมิสังหารมัน แล้วผลเป็นเช่นไร " เหล่าสภาต่างครุ่นคิดถึงคราที่รวมตัวกันสยบมารร้ายตนนี้
" หากพวกเจ้ามิหวังทรัพยากรที่มันมอบให้ในครานั้น พวกเจ้าคงมิมีวันนี้ " นนท์แสยะยิ้ม
" วันนี้มันหยั่งรู้ได้ถึงยี่สิบสีอักขระ จะเอาสิ่งใดไปสู้กับมัน " นนท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักหน่วง ทำเอาเหล่าสภาต่างผวา
" พวกเจ้าต้องรับผิดชอบ โดยการไปสู้กับมัน " นนท์ตวาดเสียงไปยังเหล่าสภา
" ไม่ ไม่ พวกข้าสู้มันมิได้ " นนท์แสยะยิ้ม
" พวกเจ้าจะไปตายที่ใดก็ไป " นนท์สะบัดมือร่างของเหล่าสภาต่างปลิวออกไปไกล
นนท์ผสานร่างกับยี่สิบอักขระแล้วจำแลงร่างยักษ์
" วิ้ง " ร่างทองสามหมื่นจั้งบังเกิดขึ้น
" ข้าเพิ่งเคยเห็นร่างจำแลงยักษ์ของไอ้หนู "
" ข้ารู้สึกว่า ร่างทองของท่านโจวจะใหญ่โตกว่าเดิม "
" ท่านเจ้าสำนักใหญ่ ช่างเก่งกาจยิ่งนัก "
" ไอ้มารร้าย เจ้ากับข้า " ร่างทองวาดมือสร้างห้วงมิติครอบไว้
" อือ มิคิดฝันว่า กายของเจ้าจะล้ำเลิศยิ่งนัก หากข้าได้ผสานกายของเจ้า เส้นทางการฝึกของข้าคงเดินต่อไปได้อีกไกลนัก " ร่างทองแกมดำเอ่ยขึ้น
" หากเจ้าอยากได้ร่างของข้า เจ้าคงต้องออกแรงมากหน่อย " ร่างทองสามหมื่นจั้งแสยะยิ้ม
" เปรี้ยง " ฝ่ามือยักษ์สีทองแสนจั้ง ทะลวงห้วงมิติโถมเข้าใส่ร่างทองแกมดำ
" หือ " แสงสีทองสาดส่องยังร่างทองแกมดำ
" ฟู่ " หมอกดำระเหิดขึ้น ราวกับหยดน้ำลงยังเพลิงที่ร้อนแรง
ร่างทองแกมดำ สะบัดมือเรียกธงสีชาดออกมา
" ครืน " แรงกดดันทะลวงห้วงมิติที่นนท์สร้าง ร่างทองปลิวออกไปนับหมื่นลี้
" ตึง " ร่างทองกระอักเลือดออกมากองโต ร่างทองสามหมื่นจั้งพยายามอย่างหนักที่จะหยัดกายลุกยืน
" อ้าก " แรงกดดันแผ่กระจายเข้าทำลายทุกสรรพสิ่งในแดนเทพถึงกึ่งหนึ่ง ผู้ตกมากมายหลายร้อยล้าน เสียงหวีดร้องโหยหวนดังอื้ออึง
" วิ้ง "