ภายในห้องเรียน
กู้หลิงเยว่เพิ่งเดินกลับมาจากห้องน้ำ ทันทีที่เธอเดินผ่านที่นั่งของเด็กสาวสองคน เสียงพูดคุยหัวเราะสนุกสนานก็เงียบกริบลง แต่พอคล้อยหลังไปได้ไม่กี่ก้าว เด็กสาวคู่นั้นก็รีบสุมหัวซุบซิบกันต่อด้วยท่าทางตื่นเต้นทันที
กู้หลิงเยว่ขมวดคิ้วรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เธอเดินกลับมาที่โต๊ะของตัวเองแล้วใช้ข้อศอกสะกิดคนข้าง ๆ “เหอจิ้ง ่นี้มีเื่ใหญ่อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
เหอจิ้งเห็นเธอมาก็รีบเก็บโทรศัพท์มือถือทันที เธออ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เหมือนอยากพูดแต่ก็ไม่กล้า เมื่อกู้หลิงเยว่เห็นท่าทางแบบนั้นก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ เธอจึงยื่นมือออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง “เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน”
“หลิงเยว่ ฉันว่าอย่าดูเลยดีกว่านะ” เหอจิ้งเอ่ยเตือนเสียงเบาด้วยความเป็ห่วง
แม้จะได้ยินแบบนั้น แต่มีหรือที่กู้หลิงเยว่จะฟังคำเตือน เธอแกล้งทำเป็โมโหแล้วถามอีกครั้ง “เหอจิ้ง ถ้าเธอยังเห็นฉันเป็เพื่อน ก็บอกมาว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่อย่างนั้น...”
เหอจิ้งถอนหายใจ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาปลดล็อกแล้วส่งให้กู้หลิงเยว่ “หลินเยว่ ในเว็บบอร์ดเถี่ยปามีกระทู้หนึ่งเกี่ยวกับเดือนโรงเรียนฉีและเจียงมั่ว เธอดูแล้วอย่าเพิ่งอารมณ์เสียนะ บางทีมันอาจจะเป็แค่มุมกล้องก็ได้!”
กู้หลิงเยว่ไม่ได้ฟังที่อีกฝ่ายพูดเลย สายตาของเธอจับจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ก่อนที่ลมหายใจสะดุดลงทันทีที่เห็น เธอมองรูปถ่ายนั่น มองท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ มองรอยยิ้มที่มุมปากของฉีอิ้นหราน พร้อมกับที่มืออีกข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
เจียงมั่ว นังสารเลวนั่น กล้าดียังไง?! เสียงเก้าอี้ครูดกับพื้นดังโครมเพราะกู้หลิงเยว่ลุกพรวดขึ้นมา เหอจิ้งเห็นแบบนั้นก็รีบดึงตัวเธอไว้ “หลิงเยว่ ใจเย็น ๆ ก่อนนะ!”
กู้หลิงเยว่กลั้นน้ำตาไว้สุดชีวิต ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง?”
เธอสืบมาตั้งนานแล้วว่า ตระกูลเื้ัของฉีอิ้นหรานไม่ธรรมดา แถมตัวเขาเองก็หน้าตาดี เรียนก็เก่ง เหมาะจะเป็คู่แต่งงานในฝันของเธอที่สุด แล้วอยู่ ๆ เจียงมั่วก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ แค่ไม่กี่วันก็ออดอ้อนสนิทสนมกันขนาดนี้ ถ้าปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกันต่อไป กู้หลิงเยว่กลัวว่าตัวเองจะไม่เหลือโอกาสอะไรเลยจริง ๆ
เธอจะต้องไปเคลียร์กับฉีอิ้นหรานให้รู้เื่!
“เหอจิ้ง ปล่อยฉัน!”
“หลิงเยว่ ตอนนี้เธอเดินไปจะทำอะไรได้? ไปคาดคั้นฉีอิ้นหรานหรือว่าจะไปตบเจียงมั่ว?”
“อยากทำทั้งสองอย่าง”
เหอจิ้งยิ้มอย่างอ่อนใจ ก่อนจะถามจี้ใจดำ “แล้วไงต่อ? เธอทำแบบนั้นไปก็มีแต่จะทำให้เดือนโรงเรียนฉีเกลียดเธอมากขึ้นเท่านั้น หลิงเยว่ ถ้าเธอชอบเดือนโรงเรียนฉีจริง ๆ จะวู่วามแบบนี้ไม่ได้นะ มันจะทำให้เดือนโรงเรียนฉีหมดความประทับใจในตัวเธอเปล่า ๆ ”
เมื่อได้ยินคำเตือนนั้น กู้หลิงเยว่ก็ดึงสติกลับมาเข้าที่เข้าทางได้อย่างรวดเร็ว เธอหันไปสบตาเหอจิ้งพลางยกมือขึ้นจัดทรงผมให้เข้าที่อย่างใจเย็น ราวกับคนที่เพิ่งจะสติแตกเมื่อครู่ไม่ใช่เธอเลยสักนิด “เธอพูดถูก เราต้องใจเย็น ๆ ค่อยเป็ค่อยไป”
เหอจิ้งมองซ้ายมองขวา ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูกู้หลิงเยว่เบา ๆ “หลิงเยว่ ฉันว่าสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องแยกเดือนโรงเรียนฉีกับเจียงมั่วออกจากกัน อยู่ด้วยกันทุกวันมันก็ต้องมีหวั่นไหวกันบ้างแหละ หลังจากแยกพวกเขาได้แล้ว พวกเราค่อยสร้างเื่เข้าใจผิดเพื่อทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาต่อ”
กู้หลิงเยว่คิดตาม แล้วดวงตาก็เป็ประกายขึ้นมา “เธอว่า... ถ้าฉันให้คุณชายฉีย้ายมาอยู่ห้องหนึ่งล่ะ จะเป็ยังไง?”
เหอจิ้งรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที “ระดับผลการเรียนของเดือนโรงเรียนฉี ย้ายมาอยู่ห้องหนึ่งได้สบายมากอยู่แล้ว ฉันล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ที่ดี ๆ มีตั้งเยอะแยะดันไปจมปลักอยู่ห้องแปดที่สภาพแวดล้อมแย่แบบนั้น”
นี่ก็เป็เื่ที่กู้หลิงเยว่ไม่เข้าใจที่สุดเหมือนกัน ฉีอิ้นหรานสอบได้ติดท็อปสามของระดับชั้นตลอด ตามหลักแล้วเขาควรจะอยู่ห้องหนึ่ง ไม่รู้ทำไมถึงถูกจัดไปอยู่ที่ห้องแปดได้
่พักเบรกใหญ่ กู้หลิงเยว่จึงไปหาครูประจำชั้นห้องหนึ่ง หลังจากส่งการบ้านเสร็จ เธอก็เม้มปากยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะของครูประจำชั้นไม่ยอมไปไหน “ครูจ้าวคะ หนูมีเื่อยากจะคุยด้วยค่ะ”
จ้าวอิงเงยหน้าขึ้น ดันแว่นตาตาเล็กน้อย พอเห็นว่าเป็กู้หลิงเยว่ ใบหน้าก็แต้มไปด้วยรอยยิ้มใจดีทันที “หลิงเยว่นี่เอง มีอะไรล่ะ ว่ามาสิ”
“ครูจ้าวคะ ไม่ทราบว่าครูมีความเห็นยังไงกับฉีอิ้นหรานบ้างเหรอคะ?”
จ้าวอิงชะงักไป “ฉีอิ้นหรานเหรอ... เรียนเก่งมากนะ ได้ยินว่าเขาชอบนอนในห้องเรียน แต่ก็ไม่มีความประพฤติเสียหายอะไร หลิงเยว่ เธอถามถึงเขาทำไมเหรอ?”
เมื่อเห็นว่าจ้าวอิงมีความรู้สึกที่ดีต่อฉีอิ้นหราน กู้หลิงเยว่ก็โล่งอก เธอยิ้มพลางแกล้งถามหยั่งเชิงต่อ “แล้วครูจ้าวเคยคิดอยากจะให้เขาย้ายมาอยู่ห้องหนึ่งบ้างไหมคะ?”
จ้าวอิงเงียบไป ก่อนจะวางปากกาในมือลง มีหรือที่เธอจะไม่อยาก? เธอฝันอยากได้มาใจจะขาด! นั่นเป็ถึงนักเรียนที่มีลุ้นโควตาท็อปของเมือง ใครบ้างไม่อยากได้ตัวมาอยู่ห้องตัวเอง? ต่อให้สุดท้ายไม่ได้ตำแหน่งท็อป อย่างน้อยก็ช่วยดึงคะแนนเฉลี่ยของห้องให้สูงขึ้นได้ คิดยังไงก็มีแต่ได้กับได้ พอเห็นกู้หลิงเยว่ดูมีท่าทีตื่นตัวแบบนี้ ความคิดที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ในใจของจ้าวอิงก็ถูกปลุกขึ้นมา
เธอแสร้งทำเป็นิ่งก่อนจะตอบคำถามนั้น “คิดน่ะเคยคิดอยู่แล้ว แต่หลิงเยว่ เธอมาถามครูเื่นี้ทำไมจ๊ะ?”
กู้หลิงเยว่คลี่ยิ้ม “ครูจ้าวคะ ถ้าหนูจำไม่ผิด โรงเรียนอวี้เต๋อของเราแบ่งห้องตามผลการเรียนมาตลอด ด้วยคะแนนของฉีอิ้นหราน เขาควรจะอยู่ห้องหนึ่งตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับไปอยู่ห้องแปด สภาพแวดล้อมการเรียนที่นั่นเป็ยังไงครูก็คงรู้อยู่แก่ใจ ครูว่าฉีอิ้นหรานจะไม่ได้รับผลกระทบเหรอคะ? บางทีเขาอาจจะเรียนได้ดีกว่านี้ถ้าย้ายมาที่นี่”
จ้าวอิงไม่พูดอะไร เธอเอาแต่จ้องโต๊ะทำงานนิ่งราวกับกำลังใช้ความคิด กู้หลิงเยว่เห็นแบบนั้นก็รีบตีเหล็กตอนร้อนต่อทันที “ถ้าฉีอิ้นหรานมาอยู่ห้องหนึ่ง เขาจะต้องกลายเป็ศิษย์เอกที่สร้างชื่อเสียงให้ครูแน่นอน ซึ่งมันส่งผลดีต่อการเลื่อนขั้นของครูด้วยนะคะ แล้วทำไมครูต้องยอมยกเด็กปั้นอนาคตไกลแบบนี้ให้คนอื่นง่าย ๆ ล่ะคะ?”
แววตาของจ้าวอิงไหววูบ น้ำเสียงยามตอบคำถามของกู้หลิงเยว่ดูไม่ค่อยมั่นใจนัก “ฉันขอคิดดูหน่อยแล้วกัน”
กู้หลิงเยว่พยักหน้ารับ เธอรู้ดีว่าจ้าวอิงถูกเธอโน้มน้าวใจสำเร็จแล้ว จากนี้ก็แค่ตั้งตารอให้ฉีอิ้นหรานย้ายมาอยู่ห้องหนึ่งก็พอ
หลังคาบเรียนรู้ด้วยตัวเอง่บ่าย จางหลานเดินมาหาฉีอิ้นหราน ในมือถือใบคำร้องขอย้ายห้องเรียนพลางขมวดคิ้วมองเขา “เธออยากย้ายไปอยู่ห้องหนึ่งเหรอ?”
ฉีอิ้นหรานได้ยินแบบนั้นก็เงยหน้าขึ้น แล้วคว้าใบคำร้องในมือจางหลานไปกวาดสายตามอง จากนั้นก็หัวเราะหยันพลางฉีกกระดาษแผ่นนั้นทิ้งแล้วโยนลงถังขยะ “ผมเปล่า ใครบอกครู?”
จางหลานถูกท่าทางเ็าและทรงอำนาจของเขาทำเอาใจนหน้าถอดสี ก่อนที่เธอจะรวบรวมสติแล้วตอบคำถามของฉีอิ้นหรานว่า “เมื่อกี้คนจากห้องฝ่ายวิชาการมาหาฉัน บอกว่าทางห้องหนึ่งอยากให้เธอย้ายไป ฉันก็นึกว่าเธอเป็คนไปติดต่อทางโน้นเองซะอีก ถึงได้มีประกาศแบบนี้ออกมา”
ฉีอิ้นหรานหรี่ตาลง สีหน้ายังคงดูเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา แต่ในนาทีนี้ จางหลานกลับััได้ถึงรังสีอันตรายได้อย่างชัดเจน “ห้องหนึ่ง...”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องทำงานของครูประจำชั้นห้องหนึ่งทันที
พอจ้าวอิงเห็นฉีอิ้นหรานเดินเข้ามา ก็ส่งยิ้มต้อนรับอย่างกระตือรือร้นเป็พิเศษ “นักเรียนฉีมาแล้วเหรอ? คงจะได้รับแจ้งเื่แล้วสินะ? เป็ไงบ้าง พร้อมที่จะย้ายมาอยู่ห้องใหม่หรือยัง?”
ฉีอิ้นหรานจ้องจ้าวอิงนิ่ง ๆ ใบหน้าถมึงทึงไม่ยอมตอบคำถามจนจ้าวอิงถึงกับใจหายวาบ สีหน้าของฉีอิ้นหรานดูไม่ค่อยดีนัก ทำไมรู้สึกเหมือนเขาจะมาหาเื่ทะเลาะยังไงยังงั้น? เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “นักเรียนฉี เธอคิดดูสิ คะแนนของห้องแปดอยู่รั้งท้ายของระดับชั้นมาตลอด ถ้าเธออยู่ห้องแปดต่อไป มันย่อมส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อเธอแน่ ฉันยื่นเื่นี้ก็เพราะหวังดีกับเธอนะ...”
ผ่านไปพักใหญ่ ฉีอิ้นหรานถึงยอมยกยิ้มออกมา จ้าวอิงที่มองอยู่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที เธอคิดไว้แล้วว่า คงไม่มีใครไม่อยากย้ายมาอยู่ห้องหนึ่งหรอก ส่วนข่าวลือในโรงเรียนที่บอกว่าฉีอิ้นหรานเป็คนเข้าถึงยากนี่... ดูท่าน่าจะจริง ขนาดเธอยังรู้สึกเกร็งเวลาเผชิญหน้ากับเขาเลย
แต่จู่ ๆ สีหน้าของฉีอิ้นหรานก็เปลี่ยนเป็ถมึงทึงเหมือนเดิม เขาตบโต๊ะจนเสียงดังปัง พลางขยับตัวเข้าประชิดจ้าวอิง “ใครสั่งให้ครูยื่นเื่นี้?”
จ้าวอิงใจนตัวสั่น สะดุ้งโพล่งความจริงออกมาทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว “กู้หลิงเยว่บอกว่าผลการเรียนของเธอดีมาก จริง ๆ แล้วควรจะมาอยู่ห้องหนึ่ง...”