เวลาก่อนรุ่งสางเกนเดินมาถึงที่ลานหน้าปราสาทของพระราชวังควอดัสการ์ ที่ประตูใหญ่มีขบวนเกวียนและม้ารออยู่แล้ว โดยมีหัวหน้าอัศวินกองพันที่ 3 "ประกายแสง" เบลมอร์ยืนจัดขบวนคาราวานอยู่ เบลมอร์คือัศวินขั้นที่ 8 จาก 12 ขั้น หนึ่งในคณะกรรมการแห่งภาคีอัศวินถึงไม่ใช่พาลาดินเพราะไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้แต่มีความสามารถในการรบการบัญชาทัพสูงมากใช้อาวุธได้เกือบทุกรูปแบบทั้งดาบและธนู แม้รูปร่างจะดูผอมเพรียวสูงประมาณ 170 เซ็นติเมตรแต่ฉายาของเค้าคือแสงสุดท้าย เพราะแสงสุดท้ายที่ศัตรูได้เห็นคือแสงสะท้อนจากปลายดาบของเค้านั่นเอง บุคลิกเป็คนเงียบขรึมอายุเพียงยี่สิบปลาย ๆ เท่านั้นแต่ฝีมือเป็ที่ยอมรับอย่างมากในกลุ่มอัศวินด้วยความเก่งทั้งบู๋และบุ๋น สายตาที่คมเหมือนเหยี่ยว ใบหน้าเรียวเป็สันและคิ้วที่ยาวจรดหางตา เมื่อเห็นเกนเดินมา เบลมอร์ อมยิ้มเล็กน้อย
"อรุณสวัสดิ์ครับท่านเบลมอร์ วันนี้ท่านร่วมเดินทางไปด้วยหรอครับปกติกองพันประกายแสงค่อนข้างยุ่งเลย จนข้าหาเวลาให้ท่านสอนเพลงดาบใหม่ ๆ แทบไม่ได้ทำไมวันนี้ถึงได้ไปซาวัลบ็อคกับพวกเราด้วยละครับ"
เบลมอร์ ใช้สายตาอันเฉียบคมของเค้าชำเรืองไปมองทหารคนอื่นเป็เชิงว่าอย่าพูดแทรกแล้วบอกว่า
"พอดีเรามีภารกิจที่อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นเหมือนกันเลยถือโอกาสไปพร้อมกันด้วยเพราะท่านครูฝึกก็บอกข้าว่าครั้งนี้มีเ้าเดินทางไปด้วย ข้าเลยอยากมาดูความคืบหน้าของเ้าด้วยน่ะสิ"
เกนยิ้มดีใจเพราะเบลมอร์นั้นมีฝีมือในการต่อสู้สูงมากด้วยเพลงดาบและกระบวนท่าที่ไม่เหมือนใครและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงเมื่อปีที่แล้ว เบลมอร์เป็ผู้ชนะการประลองประเภทดาบของการประลองภายในกองทัพควอดัสการ์ โดยส่งตัวแทนมาจากทั้งหมด 9 ทัพซึ่งเบลมอร์คือ 1 ใน 2 ตัวแทนของทัพหลวง แต่ละกองทัพจะประจำการอยู่ทิศต่าง ๆ รอบ ๆ อนาจักรทั้ง 8 ทิศ และทัพหลวงจะอยู่ในศูนย์กลางของอนาจักรประจำการท่ี่นครแห่งแสงนี้ เบลมอร์คือหนึ่งในอัศวินที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบของอนาจักรเป็อย่างมาก จอมดาบแสงสุดท้ายเบลมอร์ นี่คือฉายาของเค้าหลังจากที่ได้ที่หนึ่งในการแข่งขัน เรียกได้ว่าเป็ความปลื้มปริ่มของเกนที่ได้มาเจอกับไอดอลของตัวเองก็ไม่ปานเพราะ เบลมอร์ทั้งเก่งฉลาดและขีดเส้นใต้เน้น ๆ ตรงนี้ว่าตัวเล็กเมื่อเทียบกับอัศวินและนักรบส่วนใหญ่ของอนาจักรที่ส่วนสูงจะอยู่ที่ 180 เซ็นขึ้นไปแต่เบลมอร์ชดเชยสิ่งเ่าั้ด้วยความเร็วและกลยุทธ์
"ถ้าท่านลอร์ดอวาลอนบอกข้าก่อนว่าท่านมาด้วยข้าคงไม่อิดออดเลย วันนี้ท่านพกอาวุธชิดใดมาบ้างหรือครับ"
เกนถามด้วยความสงสัยไคร่รู้ ถ้าให้พูดตามจริงเค้าไม่ใช่แค่สายอัศวินแต่เบลมอร์คือหนึ่งในสายการต่อสู้ผสมผสานที่เรียกว่า อัลติเมทไนท์ หรือผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้ที่รุกรับเป็เลิศและใช้อาวุธได้ทุกแขนงแม้แต่การยิงธนู ด้วยความสามารถด้านเรนเจอร์ระดับสูง มาผนวกกับไนท์ระดับสุดยอด เพื่อทดแทนความสามารถทางเวทมนต์ที่หายไปแต่เสริมการต่อสู้ด้วยความหลากหลายกลยุทธ์และอาวุธเวทย์แทน
"เ้าลืมคำสอนข้าแล้วหรือ "จงเป็คำภีที่ไม่มีวันอ่านได้" หากศัตรูอ่านเ้าออกนั่นคือเ้าจบชีวิตของตัวเองไปแล้วเ้าจงจบตาดูข้าเช่นจับตาดูศัตรูแล้วอ่านให้ออกว่าข้าเตรียมตัวมาเช่นไรและมีแผนการอย่างไร โดยไม่ต้องถาม"
ความเข้มงวดของเค้าเป็ที่ขึ้นชื่อลือชาเพราะกองพันที่สามเป็หนึ่งในกองพันที่ธำรงค์วินัยไว้อย่างแกล้วกล้าหาใดเปรียบ ถึงแม้อายุยังน้อยการฝ่าฟันขึ้นมาเป็อัศวินระดับแม่ทัพของกองพันคุมทหารมากมายนั้นนั้นไม่ใช่เื่ง่ายโดยเฉพาะเมื่อคน ๆ นั้นไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้ กลยุทธ์และกลลวงจึงเป็สิ่งที่เค้าพัฒนาขึ้นมาจนแหลมคมและไม่มีศัตรูคนไหนกล้าเสี่ยงเข้าโจมตีกองทัพเค้าก่อน
"ได้เลยครับข้าจะจับตาดูท่านและสรุปให้ได้ก่อนค่ำนี้ว่าท่านเตรียมสิ่งใดมาและกลยุทธ์ที่ท่านจะใช้ในภารกิจนี้คืออะไร" เกนตอบด้วยความตื่นเต้น หากเป็ผู้อื่นคงผิดหวังที่ได้รับคำตอบแบบนี้แต่เกนกลับชอบและมองว่าเป็เื่ท้าทายที่จะเอาชนะหนึ่งในอาจารย์และไอดอลของเค้า
"ดีมากเ้าเตรียมตัวมาดีเช่นกันจากที่ข้าอ่านเ้าั้แ่เข้ามา"
ท่านอ่านข้ามาได้ว่าอย่างไรบ้างท่านเบลมอร์
"เ้าเตรียมตัวมาโดยมีอาวุธทั้งสามระยะ พร้อมอัญมณีเวทย์มนต์อีกหลายชุดนอกจากนี้ยังมีอาหารเวทมนต์สำหรับกรณีฉุกเฉินเผื่อการหลงป่า แม้เ้าจะซุกซ่อนอาวุธไว้ในกระเป๋าเวทมนธ์ และมีสัมภาระเท่าที่จำเป็เท่านั้น อุปกรณ์ต่าง ๆ ถุงมือรองเท้าสำหรับเดินป่าและปีนเขาชุดป้องกันแมลงและเกราะเอลฟ์ที่ซ่อนอยู่ภายในเสื้อคุมมีฮู๊ดของเ้าถือว่ารอบครอบ แต่ข้าบอกเลยจากของที่เ้าใช้อยู่ตอนนี้ถือเป็เื่ดีแล้วที่เดินทางไปซัลวาบ็อคเพราะถุงมือและรองเท้าของเ้ายังไม่ดีพอหรอกนะสำหรับการเข้าเรียน ข้าได้ยินมาจากท่านครูฝึกแล้วล่ะ"
เห้อออออ เสียงเกนถอนหายใจลั่น
"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าเตรียมตัวมาอย่างไรกัน"
"เด็กน้อยเอ๋ย ทุกคนล้วนไม่ต่างจำคำภีร์ ข้าเห็นการลงน้ำหนักบนพื้นหญ้าของเ้าแล้วมีรอยกดทับมากพอประมาณแสดงว่ามีการขนสิ่งหนัก ๆ ติดตัวไปด้วยเพราะถึงแม้ว่ากระเป๋าเวทมนต์จะย่อส่วนสิ่งของลงไปในกระเป๋าได้ทั้งหมดแต่จากรุ่นเ้าใช้เป็แค่รุ่นแบบยอดเยี่ยมไม่ใช่รุ่นหายากขึ้นไปทำให้ถึงแม้จะเก็บของได้เยอะแต่น้ำหนักยังคงเหลือที่ตัวเ้าอีกไม่น้อยกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นของน้ำหนักจริง และกระเป๋าหนังข้างเอวเป็แบบควบคุมความชื้นนั่นเพราะอาหารเวทมนต์ไวต่ออุณภูมิและความชื้นมากทำให้ต้องใช้กระเป๋าแบบพิเศษ และอย่างอื่นเ้าคงอ่านได้อยู่แล้วถูกหรือไม่"
เกนแววตาทอประกายเค้าไม่เคยผิดหวังเลยที่ิเค้าเอาคน ๆ นี้เป็แบบอย่างต่างจากอาจารย์ของเค้าอีกสองคนที่อีกคนเป็ลุงหัวโล้นขี้เมาจอมกระล่อน กับอีกคนเป็นักเวทย์ขี้หรีจอมลามก เกนคิดในใจ
"เ้าคิดถึงข้าอยู่หรอออ "
เสียงทุ้มลึกดังมาแต่ไกลลอร์ดอวาลอนเดินลากถุงทะเลขนาดเกือบเท่าตัวคนมาด้วยเค้าลากด้วยความเร็วในการเดินที่แทบจะปกติด้วยพละกำลังเหนืุ์และร่างกายขนาดมหึมาที่แม้แต่ออคเองหากเห็นลอดร์ดอวาลอนจากระยะไกล ๆ คงคิดว่าเป็พวกเดียวกันลุงหัวโล้นผู้อารมณ์ดีเดินยิ้มมาแต่ไกล
"ตายยากจริง ๆ ข้าแค่คิดในใจ" เกนสบดออกมา
ลอดอวาลอนยกถุงขึ้นแล้ววางลงบนเกวียนแล้วหันมาจขยิบตาให้ทั้งสองคน
"ของเด็ดเลยล่ะองค์าาให้ข้ามาเผื่อเกิดเื่ฉุกเฉินถ้าเอาไว้ในกระเป๋าเวทย์เดี๋ยวจะหยิบใช้ลำบาก"
พูดเสร็จนักรบาุโก็หัวเราะชอบใจเอามือชกเข้าที่อกของเบลมอร์ซึ่งเป็หนึ่งในศิษย์คนโปรดของเค้าเช่นกัน แม้เบลมอร์จะเป็อัศวินขั้นสูงแล้วแต่ยังถึงกับเซเมื่อกำปั้นเหล็กกระทบเข้ากับชุดเกาะของเค้า ซึ่งตรงกลางของเกาะเงินมีสัญลักษ์เป็รูปธันเดอร์เบิร์ดสีทองอยู่ตรงกลาง .
"อายุไม่เคยทำให้พลังของท่านลดลงเลยสินะ"
เกนหันไปมองด้วยความชอบใจ
"ตอนหนุ่ม ๆ ท่านลอร์ดอวาลอนแรงเยอะกว่านี้อีกหรอครับ"
เด็กน้อยถามด้วยความสนใจ เบลมอร์จึงเหลือบมองด้วยสายตาแหลมคมของเค้าแล้วตอบ
"ตอนข้าเข้ามาสังกัดกองทัพควอดัสการ์และเข้าฝึกก่อนประจำการกับท่านครูฝึกโดนเอาขวานศึกฟันแล้วข้าไม่หลบแต่เอาดาบขึ้นมากันตัวข้าถึงกับปลิวเลยล่ะ หลังจากนั้นข้าจึงฝึกฝนเื่ความเร็วและคล่องตัวให้มากขึ้นเพราะเราไม่สามารถจะรับการโจมตีของทุกคนได้หรอกนะ"
"เื่มันก็เก่าแล้ว เราออกเดินทางกันเถอะเวลาดีถนนในเมืองยังไม่พลุกพล่าน เดินคาราวานแบบนี้สะดวกที่สุดด้วยความเร็วม้าและเกวียนสามสิบนาทีเราจะถึงประตูทิศบูรพาตอนตะวันขึ้นพอดี"
ลอร์ดอวาลอนหนึ่งในเจ็ดพาลาดินแห่งควอดัสการ์รีบตัดบท ถึงแม้จะดูเป็คนใจดีเฮฮาแต่ทุกคำพูดของเค้าล้วนทรงพลังและผ่านการคิดคำนวนแบบผู้มีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น
ในคาราวานเดินทางครั้งนี้หมายกำหนดการคืออีกสิบวันกลับถึงเมืองแห่งแสง ในคณะมีลอร์ดอวาลอนเป็หัวหน้าคณะเดินทาง และเซอร์เบลมอร์เป็รองหัวหน้าคณะ และมีลูกทีมอีก 12 คนโดย 4 คนมาจากกองพันที่สามเป็ระดับนายกองทั้ง 4 คน และอีก 6 คนเป็คนจากหน่วยองค์รักษ์ซึ่งทางาายืนยันหนักแน่นว่าให้ส่งมาซึ่งล้วนเป็คนคุ้นเคยของเกนทั้ง 6 คน รวมเป็ถือเป็ 1 หน่วยรบย่อยที่ทรงพลังมาก ๆ หากมีเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุมเกนคิดว่าหน่วยย่อยนี้จะสามารถคลี่คลายสถาณการณ์ได้แน่นอน
ทุกคนขึ้นบนหลังม้า สองคนขึ้นเกวียน เกนก็อยู่บนท้ายเกวียนโดยยืนเกาะราวของเกวียนที่มีลักษณะเป็คอกสี่เหลี่ยมและมีฐานวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 เซ็นอยู่รอยต่อที่พิงหลังของคนบังคับเกวียนซึ่งเกนปีนขึ้นมานั่งพร้อมมองทางไปข้างหน้าระหว่างที่ความเร็วของเกวียนเริ่มสูงขึ้นโดยเบลมอร์เป็คนนำขบวนด้านหน้าและมีลอร์ดอวาลอนปิดท้าย ตามรูปแบบการเดินทัพ มือสองจะเป็ผู้นำและมือหนึ่งจะเป็ผู้ดูแลภาพรวมและป้องกันอันตรายจากท้ายขบวน การจัดขบวนแบบนี้คือ มีความปลอดภัยสูงที่สุดเพราะตำแหน่งที่อันตรายต่อการถูกจู่โจมมากที่สุดคือตำแหน่งท้ายขบวน ในขณะที่คนเป็มือรองก็ได้แสดงทักษะในการเป็ผู้นำหาเส้นทางที่ปลอดภัยข้างหน้าและแก้ไขปัญหาฉุกเฉินที่เกิดขึ้นตรงหน้าไปพร้อม ๆ กัน ในขณะที่สมาชิกที่เหลือคุ้มกันด้านข้างของเกวียนบรรทุกของ
ภาพของบ้านเรือนที่สร้างจากหินสีขาวเหมือนกปราสาทควอดัสกร์ค่อย ๆ ผ่านไปเรื่อย ๆ แสงตะวันตกกระทบก้อนหินเ่าั้ส่องแสงวิจิตตระการตาเป็อย่างมากบ้านเรือนที่ขาวสะอาดหลากหลายรูปทรงทั้งแบบมีปล่องควันและแบบทีี่เป็จั่ว และทางเดินขณะพอเหมาะในขณะที่พ่อค้าแม่ขายเริ่มตั้งแผงเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ตามจตุรัสของเมืองเหล่าคณะเดินทางสู่ซัลวาบ็อคก็เคลื่อนตัวผ่านมาจนเห็นประตูหินขนาดั์สูงนับสิบเมตรตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลแล้ว ระหว่างทางคนที่เริ่มมีกานสันจรไปมาบ้างเล็กน้อยต่างถอดหมวกและโค้งทำความเคารพต่อวีรบุรุษาอย่างลอร์ดอวาลอนตลอดทาง ลุงหัวล้านใจดีโบกมือทักทายและบอกกับคนที่ทำความเคารพอย่างสนิทชิดเชื้อที่ท้ายขบวนโดยชะลอความเร็วม้าเป็ระยะได้ยินเสียงแว่ว ๆ มาจากด้านหลังว่า "ไงโมโจเ้าสบายดีนะ ลูก ๆ เ้าเป็อย่างไรบ้าง" หรือไม่ก็ "ไม่ต้องพิธีรีตรองกับข้าหรอกน่าข้าก็แค่แก่คนนึง" เค้าเป็ที่รักและยำเกรงอย่างมากในสายตาประชาชนของนครแห่งแสง พอถึงหน้าประตูตะวันก็โผล่ขึ้นมาทางหุบเขาทิศบูรพาแล้วประตูขนาดสูง 40 เมตรกว้าง 20 เมตรที่ประตูโลหะสีเงินมีภาพสลักนูนรูปต้นไม้แห่งแสง โฮลลี่เอลเดอร์ และสัตว์ในตำนาน ประจำทิศตะวันออกราชันแห่งั ัทองเซก้าบินอยู่เหนือต้นโฮลลี่เอลเดอร์เป็รูปสลักนูนที่ทรงพลังอย่างมากต้นโฮลลี่เอลเดอร์เมื่อต้องแสงตะวันยามเช้าเหมือนต้นไม้ศักสิทธิ์นี้จะเปล่งแสงออกมาและเซก้าที่เป็สีทองและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเมื่อแสงตกระทบราวกับภาพสลักนั้นเครื่องไหวด้วยปีกขนาดใหญ่ที่เพียงพอจะห่อต้นโฮลลี่เอลเดอร์ได้ด้วยปีกทั้งสองข้างและปล่อยเปลวเพลิงบริสุทธิ์สีขาวออกมา เบลมอร์ส่งเสียงที่เ็าและเรียบเฉยของเค้า
"เปิดประตู เราคือคณะเดินทางของลอร์ดอวาลอน เดินทางสู่นครซัลวาบ็อคตามกำหนดการที่ได้ทำหนังสือแจ้งล่วงหน้าแล้ว" นายทะวานตรวจเอกสารผ่านอุปกรณ์เวทย์ที่ดึงเอกสารออกมามีและเริ่มไล่รายชื่อและจำนวนสัมภาระมีทหารหนึ่งนายเดินมาทางวัตถุปริศนาบนเกวียนและกำลังจะเปิดผ้าเพื่อตรวจสอบ ลอร์ดอวาลอนเร่งความเร็วหลังจากที่ทักทายชาวบ้านและมาถึงพอดีจึงบอกว่า "ใจเย็นน้องชายนั่นเป็อุปกรณ์พิเศษข้าได้แจ้งกับทางลอร์ดเมเซอไฮม์แล้ว เมื่อตอนออกมาก่อนรุ่งสางอาจไม่มีในรายการแต่เ้าลองสอบถามกลับไปได้ข้ารับประกันด้วยเกียรติยศแห่งข้า" นายทวารจึงลามือไปและยิ้มให้ลอร์ดอวา "ครับท่านลอร์ด"
"เอาล่ะเปิดประตูได้" เสียงอันทุ้มกังวาลเหมือนพูดออกมาจากหุบเขาของลอร์ดอวาลอนดังขึ้นมา
เสียงฟัีนเฟืองของประตูกลดังขึ้่นทันทีเมื่อนายทวารและทหารรักษากาลเริ่มยกคันโยกขึ้น เฟืองขนาดเล็กหมุนไปที่เฟืองขนาดใหญ่กว่าเป็ลูกโซ่จนเฟืองขนาดใหญ่เท่าตัวคนทำงานหมุนวนและทดโซ่ที่ยึดติดกับกำแพงค่อย ๆ เปิดและหย่อนลงไปเป็สะพานยาวทำให้คณะเดินทางของเค้าดูเป็เพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่กำลังข้ามคูเมืองของนครแห่งแสงมองออกไปนอกเมือง
ทุ่งหญ้าเฟลโล ที่มีสิ่งมีชีวิตมากมายกำลังเริ่มออกหากินภูติโนมตัวจิ๋วแต่จมูกโตมีหน้าเหี่ยวย่นกำลังวิ่งไล่แมลงที่มารบกวนสวนผักของมันและโนมตนอื่น ๆ กำลังขัดถูลูกฟักทองขนาดใหญ่กว่าตัวมันสองเท่าอยู่ครอบครัวโนมครอบครัวใหญ่กำลังง้วนอยู่กับกิจวัฒยามเช้าแต่ เมื่อเห็นคณะเดินทางมันก็รีบโอบกอดลูกฝักทองนั้นอย่างหวงแหนเหมือนกลัวว่าใครจะมาแย่งมันไปเกนอมยิ้มด้วยความอารมณ์ดี นาน ๆ ครั้งเท่านั้นที่เค้าจะได้เดินทางออกนอกเมืองเช่นนี้ อากาศอันบริสุทธิืถาโถมเข้ามาในปลอดกลิ่นหญ้าสดใหม่ยามเช้าและกลิ่นเกษรดอกไม้พลั่งพลูกันเข้ามาเพื่อเติมพลังให้คณะเดินทางพร้อมต่อสู้กับการเดินทางที่รออยู่ ระหว่างผ่านทุ่งหญ้าอันเงียบสงบมีมอนเตอร์และภูติอยู่อย่างเป็มิตรและพึ่งพาอาศัยกันจิ้งจอกกำลังคาบอาหารมาให้ลูก ๆ ที่ลังของมันหลังจากล่ากระต่ายในตอนกลางคืนเสร็จแล้ว ภาพทุ่งหญ้า เฟลโล ที่แสนสงบสุขและจรรโลงใจโดยถูกจัดให้ความอันตรายอยู่เพียงระดับ 1 สำหรับชาวเมืองที่้าเก็บของป่าหรือทำเกษตรกรรม เริ่มเปลี่ยนเป็ป่าที่รกทึบและชื้นขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากควบม้าเดินทางกันมา 1 ชั่วโมงภาพหุบเขาขนาดั์เริ่มหายไปกลายเป็ต้นไม้อายุน้ำร้อยปีที่มีกิ่งก้านสาขาและเถาวัลระโยงระยางเข้ามาแทนที่ นี่คือป่าดิบชื้น ดาโรเนีย ความอันตรายอยู่ที่ระดับ 2-3 เพราะที่นี่มีมอนเตอร์บางชนิดที่ดุร้ายและโจมตีผู้คนอยู่ แต่หากวัดจากความแข็งแกร่งระดับนี้คือทหารระดับนายหมู่ก็สามารถผ่านไปได้ไม่ยากเย็น แต่เมื่อคณะนี้มีทั้งจอมพลและแม่ทัพมาด้วยออร่าแห่งการฆ่าฟันห่อหุ้มคนทั้งสองอยู่อย่างเข้มข้นจนทำให้ป่าทั้งป่าเงียบสงบไม่ไหวติงจนเกนบ่นเบา ๆ
"ป่านี้เงียบเป็บ้าเลย ข้าว่ามันผิดปกติมา- " พูดยังไม่จบเสียงแผ่นดินสั่นะเื โทลูเาขนาดั์ดูจากส่วนสูงแล้วต่ำ ๆ ก็สิบเมตรเป็อย่างน้อยสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ั์ชนิดหนึ่งที่ปกติจะหลบซ่อนตัวอยู่ในูเาเพื่อล่าสัตว์เป็อาหารและดักโจมตีคนที่สันจรไปมานาน ๆ ครั้งโผล่พรวดมาจากต้นไม้ที่ทึบขึ้นเรื่อย ๆ ในมือถือท่อนไม้ขนาดใหญ่หัวโตกลมตาเล็กและเนื้อตัวสีเขียวตะปุ่มตะป่ำมีตะไคร่น้ำขึ้นตามตัวจนดูเหมือนต้นไม้เขียว ๆ แเีไปกับภูมิทัศน์ของป่า แม่ทัพและจอมทัพตัวฉกาดของกองทัพมือกำที่อาวุธอยู่แล้วและควบม้าไปจากสายตาของเกนทันที
"โทลูเามาอยู่ในป่าแบบนี้ได้ยังไงนี่สินะสาเหตุที่ทุกคนเงียบ ไม่มีใครบอกข้าบ้างเลยแถมหายไปกันหมดแล้ว" เกนคิดในใจและโทลูเาโถมตัวมาข้างหน้าพร้อมท่อนไม้ที่หมายจะขยี้เกวียนให้แหลกเป็จุนนายกององครักษ์บังคับม้าหลบไปทางซ้ายทันทีทันที แต่ !!! ท่อนไม้มันช่างใหญ่โตเกินกว่าจะหลบพ้นเงาต้นไม้ขนาดั์ทอดผ่านทั้งตัวของเด็กน้อย "ข้าแต่ต้นไม้แห่งแสงข้ายังไม่เคยมีความรักเลยต้องไปซะแล้วหรอเนี่ยย" เกนพูดในใจพร้อมเอามือขึ้นมาปิดหน้า ภาพทุกอย่างดูเชื่องช้าไปหมด "นี่สินะที่เค้าเรียกนาทีสุดท้ายของชีวิต" ...