กวาดสมบัติ
“ท่านปู่ก็ไปหลายชั่วโมงแล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะกลับมา”
ภายในห้องรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลเฟิง เฟิงหร่านเปิดปาก ขณะที่ความคิดของเขาคิดไปว่า ป่านนี้เฟิงเหรินกู่ ผู้เป็นปู่ของเขาคงจะฆ่าคนที่ฆ่าลูกชายของเขาได้แล้ว
“ผมก็คิดอย่างนั้นพี่ใหญ่ ผมหวังว่าท่านปู่จะฆ่าคนที่ฆ่าหลัวเอ๋อร์และถ้ามันมีครอบครัว ก็ให้ฆ่าพวกมันไปด้วยทั้งหมดเลย!” เฟิงหลูน้องชายของเฟิงหร่านพูด เขานั่งอยู่ตรงข้ามกับเฟิงหร่าน
ถึงแม้เวลานี้จะค่อนข้างที่จะดึกมากแล้ว แต่ว่าพวกเขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะนอน พวกเขาต่างก็กำลังรอฟังข่าวดีการแก้แค้นจากเฟิงเหรินกู่
แต่ช่างเป็นที่น่าเสียดาย ต่อให้พวกเขารอยังไง เฟิงเหรินกู่ก็ไม่มีทางกลับมา เพราะอีกฝ่ายได้ล่วงหน้าไปรอพวกเขาสองพี่น้องอยู่ที่นรกแล้ว และพวกเขาทั้งสองคนก็จะตามไปอีกในไม่ช้า!
โดยที่เฟิงหร่านกับเฟิงหลูไม่รู้ตัว ภายในห้องรับแขกแห่งนี้ของคฤหาสน์ตระกูลเฟิง ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น ยังมีคนอีกผู้หนึ่งอยู่ ซึ่งเขาก็คือหวังเฉิน เขามาถึงที่นี่ได้สักพักแล้ว
ด้วยการที่ใช้ทักษะอำพรางกาย จึงไม่มีใครสามารถรับรู้หรือมองเห็นถึงตัวตนของเขาได้
หวังเฉินจ้องมองสองพี่น้องตระกูลเฟิงอย่างเย็นชา คิดที่จะฆ่าเขากับครอบครัวไหนเลยง่ายดาย และสิ่งที่จะต้องชดใช้ก็คือชีวิต!
โดยไม่ลังเล เขาโบกสะบัดมือวูบหนึ่ง ศีรษะของเฟิงหร่านกับเฟิงหลูก็หล่นลงจากลำคอ มองไปที่ลำคอของคนทั้งสองตอนนี้ ล้วนมีรอยตัดที่คมกริบ เลือดพุ่งกระฉูดขึ้นมาราวกับเป็นน้ำพุ
“เกิดอะไรขึ้น?” ทั้งเฟิงหร่านและเฟิงหลูดวงตาเบิกกว้าง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ทำไมภาพการมองเห็นถึงได้เอนเอียงหมุนเก้าสิบองศาได้
และพวกเขาก็ไม่อาจเข้าใจได้ตลอดชีวิต เนื่องจากความตายได้นำพาพวกเขาทั้งสองคนไปแล้ว แสงแห่งชีวิตภายในดวงตาของคนทั้งสองเลือนหาย ช่างการตายที่น่าเศร้านัก แม้แต่ตัวเองตาย ก็ยังไม่รู้ตัว
หลังลงมือฆ่าคนทั้งสอง หวังเฉินปราศจากความรู้สึกใด เขามุ่งหน้าสู่ชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ตระกูลเฟิงในทันที
ในตอนที่เขามาถึงยังคฤหาสน์ตระกูลเฟิง เขาได้กวาดจิตสัมผัสสำรวจดูแล้วรอบหนึ่ง จึงทำให้รู้ว่าห้องของเฟิงเหรินกู่อยู่ชั้นใต้ดิน
ชั้นใต้ดินของตระกูลเฟิงกว้างใหญ่มากทีเดียว แต่หวังเฉินไม่ให้ความสนใจเลยสักนิด เขาไปยังจุดที่สมบัติของเฟิงเหรินกู่อยู่ในทันที
สมบัติที่เฟิงเหรินกู่เก็บไว้นั้นอยู่ในห้องที่มีประตู้นิรภัยปิดเอาไว้แน่นหนา แต่เพียงแค่นิ้วเดียวของหวังเฉิน ประตู้นิรภัยก็กลายเป็นเศษเหล็ก เผยให้เห็นภายใน
“ไม่เลว!” หวังเฉินอดพูดออกมาไม่ได้ ภายในมีสมบัติวิเศษหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวกอาวุธ สมุนไพรและสมบัติวิเศษที่มีพลังการป้องกัน หรือแม้กระทั่งแหวนมิติยังมีให้เห็นถึงสองวง
“สมกับเป็นผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์” หวังเฉินพยักหน้าครั้งหนึ่ง ก่อนทำการกวาดสมบัติทั้งหมดเข้าแหวนมิติ
ด้วยที่มีแหวนมิติเพิ่มมาอีกสองวง ทำให้หวังเฉินสามารถกวาดเอาสมบัติทุกอย่างของเฟิงเหรินกู่ได้ทั้งหมด
เมื่อได้สมบัติทั้งหมดของเฟิงเหรินกู่แล้ว หวังเฉินก็ไม่รอช้า รีบออกจากคฤหาสน์ตระกูลเฟิง เดินทางกลับบ้านไปหมู่บ้านซานเหอในทันที วันนี้เขานับว่าได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก จึงล้มเลิกความคิดที่จะไปยังโลกมหาชนเผ่าไป
เขาคิดว่าด้วยสมบัติที่ได้รับมาในวันนี้ เพียงพอที่จะให้เขาเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นกลางของระดับเทียบนภา รวมไปถึงหลอมสมบัติวิเศษที่มีพลังการป้องกันปกป้องคุ้มครองให้แม่ของเขาและหลอมอาวุธระดับหกออกมาได้
อาวุธซึ่งมีพลังแข็งแกร่งเทียบเทียมระดับราชันย์เทวะ!
..............................................
ย้อนกลับไปในเวลาก่อนหน้านี้ หลังจากที่หวังเฉินฆ่าเฟิงเหรินกู่และมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง เพื่อไปยังคฤหาสน์ตระกูลเฟิง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดสีเงินยวง ได้ปรากฏตัวขึ้นยังจุดที่หวังเฉินต่อสู้กับเฟิงเหรินกู่
ชายวัยกลางคนผู้นี้มีชื่อว่าฟ่านเผิงฟง เป็นคนของสำนักพันศาสตรา นอกจากนี้ตำแหน่งในสำนักพันศาสตราของเขาก็ไม่ธรรมดา เนื่องจากเขาเป็นถึงเจ้าสำนักของสำนักพันศาสตรา!
ส่วนระดับพื้นฐานฝึกตนนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง เขาเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ขั้นกลาง!
“คิดไม่ถึงว่าการต่อสู้จะจบลงเร็วเช่นนี้ แม้แต่ตัวข้าก็ยังมาไม่ทัน” ฟ่านเผิงฟงพึมพำ “แต่ก็ยังคงพอคาดเดาได้ว่าหนึ่งในสองคนที่ต่อสู้กันเป็นเฟิงเหรินกู่จากตระกูลเฟิง”
สาเหตุที่เขาคาดเดาได้ เป็นเพราะว่าเขาเคยพบเจอกับเฟิงเหรินกู่มาก่อนและประลองชี้แนะกันเล็กน้อย จึงจดจำกลิ่นอายพลังปราณของอีกฝ่ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศได้
“ไม่รู้ว่าเป็นเฟิงเหรินกู่หรือคู่ต่อสู้ที่เป็นฝ่ายมีชัย” ฟ่านเผิงฟงรู้สึกสงสัยในเรื่องนี้ “เอาเถิด พรุ่งนี้ค่อยลองเดินทางไปยังตระกูลเฟิงสักครา จะได้รู้ว่าเป็นผู้ใดที่ชนะการต่อสู้ แต่การต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ก็หาดูได้ยากจริงๆ น่าเสียดายที่ข้ามาไม่ทัน”
เขาถอนหายใจ ก่อนที่จะกลับไปยังสำนักของตัวเอง เขายังมีเรื่องที่ต้องทำอยู่อีกมากมายนัก
..................................................
ในช่วงเช้า ประมาณเก้าโมง หวังเฉินไปรับแม่ของเขากับเมิ่งฉิงซีกลับจากโรงพยาบาล ชาวบ้านหลายคนมารอต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง ซึ่งผู้นำเป็นชายชราหวงป๋อเอง
หลังบอกลากับพวกชาวบ้าน หวังเฉินก็พาแม่ของเขามาที่บ้าน
“ลูกพาหนูฉิงซีไปหาซื้อเสื้อผ้าหน่อยสิ เธอเอาเสื้อผ้ามาน้อยมาก” หยางชีหยูพลันพูดขึ้น เมื่อเธอนั่งลงที่โซฟาภายในบ้าน
หวังเฉินชะงักไป เข้าใจความคิดแม่ของตัวเองไม่ยาก เขาอดถอนหายใจในใจไม่ได้ “เข้าใจแล้วครับแม่”
ได้ยินแบบนี้ หยางชีหยูก็ยิ้มอย่างมีความสุข เธอคาดหวังให้ลูกชายของเธอกับเมิ่งฉิงซีเข้ากันได้โดยเร็ว
เมิ่งฉิงซีไม่มีปฏิกิริยาอะไรนัก แม้ว่าจะได้ยินที่หยางชีหยูบอกให้หวังเฉินพาเธอไปซื้อเสื้อผ้า แต่ภายในใจของเธอก็เต้นตึกตักอย่างไม่เป็นจังหวะหลายครั้ง
บอกตามตรงว่าเธอไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ เพราะตั้งแต่เกิดมา เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลยสักครั้งเดียว
หวังเฉินหันมามองเมิ่งฉิงซี “เธอสะดวกไปตอนไหน?”
“ตอนไหนก็ได้ที่นายว่าง” เมิ่งฉิงซีตอบ
หวังเฉินพยักหน้ารับ “งั้นก็ไปกันตอนนี้ จะได้หาซื้ออะไรมาให้แม่ทานด้วย”
พอพูดจบ เขาก็นำกำไลวงหนึ่งออกมา เป็นกำไลสีเขียวสวยงาม “แม่นี่ผมให้ แม่ต้องใส่ตลอดเวลานะ”
“เอ๋ กำไลนี่สวยมากเลยนะลูก ลูกไปเอามาจากไหน?” หยางชีหยู่ถามด้วยความประหลาดใจ ขณะที่รับไว้
“ผมเห็นมันสวยดี เลยซื้อมาฝากแม่ครับ” หวังเฉินตอบ แน่นอนว่านี่เป็นการโกหก กำไลที่เขามอบให้ ไม่ใช่กำไลธรรมดา แต่มันเป็นสมบัติวิเศษที่เขาหลอมเอง มีระดับถึงระดับห้า สามารถป้องกันการลงมือของผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ได้!
เพียงมีกำไลวงนี้ เขาก็หายห่วงเรื่องความปลอดภัยของแม่เขาได้ไประยะหนึ่ง เพราะเขาไม่คิดว่าผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์บนโลกนี้จะมาเพ่งเล็งโจมตีแม่ของเขามากนัก
อันที่จริง ไม่ใช่แค่เขาหลอมกำไลออกมาเท่านั้น เขายังหลอมอาวุธระดับหกออกมาได้ด้วย เพียงแค่มีอาวุธระดับหก เขาก็มีพลังท้าชนกับระดับราชันย์เทวะแล้ว!
ระดับที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกผู้ฝึกตนประเทศจีนเวลานี้!
จบบทที่ 39