ยามเช้าเมื่อดวงตะวันลอยสูงขึ้น ทั่วเมืองกลับคืนสู่ความสงบเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนมีเหตุการณ์ใหญ่ ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ก็แทบจำอะไรไม่ได้ เพราะถูกปีศาจสะกดจิต
หลังจากปีศาจถูกกำจัด พวกเขายังถูกใช้เวทรบกวนความทรงจำก่อนจะถูกพากลับบ้านโดยปลอดภัย
กลุ่มเขี้ยวอัสดงกลับไปพักที่โรงแรม ทุกคนมีอาการอ่อนล้า รวมถึงซิลฟี่และฮอร์คด้วย
โดยเฉพาะซิลฟี่ มันได้ช่วยเหลือทุกคนไว้ไม่น้อย ทั้งส่งข่าว และช่วยป้องกันเวทรบกวนจิตของปีศาจ
ทุกคนต่างกล่าวชมเจ้ามันกันยกใหญ่ จนเจ้าตัวน้อยหัวเราะอย่างเบิกบาน มันรู้สึกมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาไม่ใช่เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงธรรมดา
ก่อนหน้านี้มันมักรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าฮอร์คที่บินเร็วกว่าและลาดตระเวนได้ แต่คืนนี้มันได้พิสูจน์ตัวเอง
ซิลฟี่หลับไปด้วยความภูมิใจ... และความเหนื่อยล้า
ณ ชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่หน่วยพิทักษ์เมือง เขตเมืองชั้นใน
“ครั้งนี้เราเสียคนไปเจ็ดคนเลยหรือ?”
ชายชราร่างใหญ่ นัยน์ตาสีน้ำเงินผิวเข้ม ผมสั้นขาวโพลน เอ่ยถามด้วยเสียงเคร่งเครียด
แขนทั้งสองข้างหยุดจากงานเอกสารที่ตรงหน้า
“ขอรับหัวหน้า เป็นความผิดข้าน้อยเองที่ประมาทเกินไป... ไม่คิดว่าจะมีปีศาจในเมือง”
โรเบิร์ตยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้าโต๊ะด้วยความสำนึกผิด
“โทษเจ้าไม่ได้หรอก ข้าเองก็ยังไม่คาดคิดว่าจะมีมันในเมืองหลวง”
เขาเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
“เมื่อห้าสิบปีก่อน เราเชื่อว่ากวาดล้างพวกมันจนหมดแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะหลงเหลืออยู่อีก...”
สายตาเขาหลุบต่ำลง มือประสานแน่นอยู่ที่ปลายคาง
เหตุการณ์ครั้งนั้น การไล่ล่ากลุ่มบูชาปีศาจ เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่ตำแหน่งสูงสุดในวันนี้
‘เอลดริก บรูคไชร์’ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมือง ผู้ฝึกฝนจนถึงเทียร์สี่ อัศวินชั้นยอดขั้นต้น
“เจ้าบอกว่ามีฮันเตอร์กลุ่มหนึ่งช่วยด้วย ใครกัน?”
“กลุ่มเขี้ยวอัสดงขอรับ พวกเขามาแจ้งเบาะแสเมื่อวานบ่าย และคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ในคืนหรือสองคืนนี้ โดยเสนอจะช่วยด้านตะวันออกกับตะวันตก พวกเราประเมินว่าไม่มีอะไรเสียหายจึงอนุญาตให้เข้าร่วม”
“กลุ่มมีสิบห้าคน หัวหน้าเป็นชาววาลเดีย ที่เหลือเป็นฮันเตอร์จากโซลมา ที่ผิดสังเกตคือทุกคนอยู่ระดับสาม มีเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุสิบเจ็ดปี เป็นนักเวทฝึกหัดขั้นต้น กำลังจะเข้าสอบในเดือนหน้า”
เอลดริกเลิกคิ้วเล็กน้อย
“อาจเป็นสายลับจากโซลมาไหม?”
“ข้าน้อยก็สงสัยเหมือนกันตอนแรก เลยให้คนไปสืบประวัติหัวหน้ากลุ่ม พบว่าเขาเป็นอดีตอาจารย์ของสถาบันวาลเดียลาเมื่อสี่สิบปีก่อน หลังตรวจสอบแล้ว ข้าน้อยจึงมั่นใจว่าเขาไม่น่ามีปัญหา”
ชายชราหยุดนิ่ง หรี่ตาลงช้า ๆ
“…เขาชื่ออะไรนะ?”
“รอย ไม่มีสกุลขอรับ”
ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!
เสียงหัวเราะลั่นห้องของเอลดริกทำเอาโรเบิร์ตสะดุ้ง
“ไม่ต้องตามสืบอะไรอีกแล้ว ถ้าเขายังไม่น่าไว้ใจ ในจักรวรรดิเราก็ไม่มีใครน่าไว้ใจได้อีกแล้วล่ะ”
“เขาพักอยู่ที่สโตนบริดจ์ใช่ไหม?”
“ขอรับ”
เอลดริกลุกขึ้นยืน แล้วตะโกนไปหน้าห้อง
“ไปตามรองฯ ไบรอันมาจัดการเอกสารแทนข้าด้วย วันนี้ข้าไม่กลับมาแล้ว!”
จากนั้นเขาหยิบเสื้อคลุมมาใส่แล้วเดินออกประตูทันที
องครักษ์ประจำตัววิ่งตามหลังแทบไม่ทัน
ขณะที่เจ้าตัวบ่นพึมพำเบา ๆ แต่ไม่มีใครได้ยินเพราะเสียงย่ำเท้าดังโครมครามดังไปทั่วอาคาร
“กลับมาทั้งทีไม่มาทักทายกันเลย… คืนนี้เจ้าไม่ได้หลับแน่นอน”
ณ ระเบียงห้องทำงานชั้นบนสุด อาคารอำนวยการสถาบันวาลเดียลา
ชายชราผมและเคราขาววาวดังไข่มุกยืนมือไพล่หลัง เผชิญสายลมยามเช้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองยาวไปทางใต้ ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ที่ส่องลงบนระเบียงเขาครุ่นคิดถึงรายงานที่เพิ่งได้รับ
“เจ้าพึ่งกลับมาถึงไม่กี่วัน ก็สร้างผลงานเลยหรือ.. ตั้งแต่เด็ก ข้าเพียงอยากให้เจ้าอยู่อย่างสงบ เดินในสายปราชญ์เช่นข้า จะได้ไม่มีอันตราย แต่เจ้าไม่เคยฟังข้าเลย ชอบออกไปหาเรื่องอยู่เรื่อย..”
เสียงรำพึงของชายชราดังขึ้นเบา ๆ คล้ายกล่าวกับใครบางคนที่ห่างออกไป
แม้ลมหายใจของเขาจะหนักแน่น แต่แฝงความอบอุ่นในความห่วงใย
ในเวลาเดียวกัน ณ โรงแรมสโตนบริดจ์ ใจกลางเขตเมืองชั้นในเที่ยงวันมาถึงพร้อมสายแดดจัด
ชายชราห้าคนลงจากหลังม้าอย่างสง่างาม ส่งบังเหียนให้ผู้ติดตามที่รออยู่ด้านหลังหากเจ้าหน้าที่ทางการผ่านมาเห็นภาพนี้ คงไม่วายแตกตื่นกันทั้งเมือง เพราะขุนนางระดับนี้ หากไม่นับราชวงศ์แล้ว ก็มีน้อยคนนักที่สูงศักดิ์กว่าพวกเขา
แม้แต่ในด้านพลัง ทุกคนต่างอยู่ในระดับสี่ ระดับเดียวกับจอมเวทรอย แม้จะเป็นเพียงขั้นต้น แต่พลังของพวกเขาล้วนสั่งสมมาจากสนามรบและภารกิจสำคัญนับครั้งไม่ถ้วน
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูดังสะท้านไปทั่วโรงแรม
“ตาเฒ่า! กลับมาแล้วไม่ไปหาพวกข้า ต้องให้พวกข้ามาหาเองใช่ไหม รีบเปิดประตูเร็วเข้า อย่าให้พวกข้ารอนาน แก่กันแล้วปวดขาเป็นเหมือนกันนะ!”
เสียงคำรามก้องดังกระหึ่ม เป็นเสียงของเอลดริก บรูคไชร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมือง ชื่อเสียงของเขามากพอจะทำให้ชาวเมืองพากันหลีกทางทันทีเมื่อพบเห็น
ประตูโรงแรมเปิดออกอย่างรวดเร็ว แดเนียลเป็นผู้มาเปิดด้วยตนเอง
“ขอต้อนรับผู้อาวุโสทุกท่าน นายท่านแจ้งว่าขอให้พวกท่านรอสักครู่ ท่านกำลังแต่งตัวขอรับ”
เขาโค้งคำนับอย่างสุภาพ แล้วนำทางสู่โต๊ะอาหารที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อย
ชายชราคนหนึ่งในชุดนักเวทยิ้มกว้าง
“เจ้าแก่นี่รู้ดีจริง ๆ คงคิดว่าพวกเราต้องมาแน่นอน”
โต๊ะอาหารเรียงรายด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และขวดเหล้าที่คุ้นตา.. ราวกับวันคืนเก่าเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนย้อนคืนมา
แดเนียลที่ยืนรออยู่ด้านข้างยิ้มบาง ๆ ความทรงจำวัยเยาว์หวนกลับมาเขาเคยช่วยบิดาจัดโต๊ะให้ผู้มาเยือนชุดนี้
ไม่เคยคิดว่าหลายสิบปีต่อมา เขาจะได้ต้อนรับพวกเขาอีกครั้งด้วยตนเอง
บางคนที่เคยแวะเวียนมาก็จากไปแล้ว บิดาของเขาก็เช่นกัน เหลือเพียงอดีตและสายสัมพันธ์ที่ยังผูกพันอยู่ในที่แห่งนี้
เวลาเลื่อนผ่านจนเย็น การสนทนายังไม่จบสิ้น เสียงหัวเราะ เสียงโต้เถียง และเรื่องราวเก่า ๆ ยังคงดังไม่หยุด
‘คนแก่พวกนี้จะคุยกันไปถึงไหนเนี่ย นี่หลายชั่วโมงแล้วยังไม่เลิกอีก เสียงดังไม่เกรงใจคนอื่นเลย พวกพี่ ๆ พากันหนีไปหมดทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียว’
ชายหนุ่มที่ฝึกฝนอยู่ในห้องพักต้องทนฟังเสียงโหวกเหวกของคนแก่ที่ห่างเหินกันมายาวนาน
เรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นที่นี่ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา ถูกบอกเล่าออกมาให้จอมเวทรอยฟังอย่างละเอียด จนเขารู้สึกราวกับได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง
สิ่งที่น่าชื่นชมของชายชราเหล่านี้ ตั้งแต่บ่ายจนถึงเย็น เขาไม่ได้ยินการกล่าวถามถึงแคว้นโซลมาที่จอมเวทรอยอยู่มาสี่สิบปีแม้แต่เรื่องเดียว
ไม่มีการถามถึง ไม่มีการเอ่ยพาดพิง ทุกคนราวกับยินดีที่เห็นจอมเวทคนนี้กลับบ้าน
ทุกคนทราบได้ว่า ภาระที่เขาเคยแบกไว้ได้หมดไปแล้ว หรือหากยังไม่หมดขอเพียงได้กลับมาก็เพียงพอแล้ว
จนกระทั่งเขาจำเป็นต้องผ่านโถงกลางเพื่อไปยังโรงฝึก
ทันทีที่ก้าวลงมา ภาพตรงหน้าทำให้เขาส่ายหน้าอย่างเงียบ ๆ ขวดเหล้านับสิบตั้งเรียงบนโต๊ะอย่างไม่มีระเบียบ แต่ชายชราทั้งหกกลับไร้อาการมึนเมา มีเพียงความเคร่งขรึมและสนุกสนานในแววตา
“ข้าน้อย นิโคลัส เบลลาทอร์ ขอคารวะผู้อาวุโสทุกท่าน”
เขาเอ่ยสุภาพ กริยาอ่อนน้อม ทุกถ้อยคำแสดงออกด้วยความเคารพและจริงใจ สร้างความประทับใจแรกพบให้ชายชราทุกคน
สายตาทั้งห้าคู่จับจ้องเขาไม่วางตา
‘จ้องกันขนาดนี้ จะเปลื้องผ้าข้ากันเลยใช่ไหม’
เขาหัวเราะในใจ พลางยืนตรงอย่างไม่ไหวเอน
“ร่างกายแข็งแรงกระชับแน่น แตกต่างจากนักเวททั่วไป ดูเหมือนกับนักสู้หรือนักล่า น่าจะผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก ถ้าไม่บอกว่าเป็นนักเวทฝึกหัด ข้าคงดูไม่ออกแน่”
ผู้เฒ่าศีรษะล้านร่างใหญ่ กล้ามยังเป็นมัดแม้ผิวจะเริ่มหย่อนยานตามวัยพูดถึงร่างกายของเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ข้าได้อ่านรายงานด่วนจากหน่วยพิทักษ์เมือง สิ่งใหม่ที่เจ้าหนูนี่สร้างขึ้นช่วยในการส่งข่าวได้อย่างรวดเร็วในระยะทางที่แผ่นเวทสื่อสารไม่สามารถส่งถึง แม้ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่การคิดวิธีการเช่นนี้ได้นับว่าน่ายกย่อง น่าเสียดาย ที่ไม่ใช่วิถีนักประดิษฐ์”
ชายชราอีกท่านที่มีดวงตาและเส้นผมสีฟ้าแซมขาวที่ดูสุภาพเช่นนักวิชาการ ไม่มีออร่าการต่อสู้จากร่างแม้แต่น้อย ในชุดนักวิชาการทั่วไป เอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม
“เมื่อคืน คนของหน่วยข้า บอกว่าวิหคราตรีบินกันให้ว่อนไปทั้งเมือง ผิดปกติอย่างมาก ราวกับมีใครกำลังสั่งงานพวกมันอยู่ วิหคของหน่วยข้าก็ส่งสัญญาณว่าเหมือนพวกมันกำลังสังเกตการณ์มากกว่าหาอาหาร แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มากกว่านั้น และในรายงานระบุว่ามีนกสี่ห้าตัวบินกลับมาที่ตึกของหน่วยพิทักษ์เมืองทางใต้แล้วก็บินกลับไป ลักษณะเพื่อส่งข่าว”
อีกหนึ่งท่านที่ผมแม้ร่างกายจะชราแต่ผมยังเป็นสีน้ำตาลอ่อน ในชุดคลุมฮันเตอร์ของผู้ฝึกสัตว์ กล่าวถึงเหตุการณ์บนท้องฟ้าเมื่อคืนนี้
“รอย เจ้าไปขโมยลูกใครมาเนี่ย ในเมืองหลวงหูตามากมาย ระวังโดนแย่งไปนะ ที่สำคัญหากพวกมันไม่ได้ไป เจ้าน่าจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
เอลดริกกล่าวด้วยน้ำเสียงครึ่งหยอกครึ่งจริง
“ข้าต้องรบกวนพวกเจ้าช่วยปิดข่าวไว้หน่อย”
รอยพูดเสียงเรียบ
“เหตุการณ์เมื่อคืนมีไม่กี่คนที่รู้ เจ้าหนูนี่ก็แค่ส่งข่าว ไม่ได้ร่วมต่อสู้อะไร”
เขาหันมองทุกคน ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ข้ามั่นใจ วันหนึ่งเขาจะเป็นกำลังสำคัญของจักรวรรดิ พวกเจ้าคงเข้าใจ”
ทุกคนพยักหน้าอย่างเงียบงัน มีเพียงแววตาเท่านั้นที่เปล่งประกายยามหันไปมองชายหนุ่มตรงหน้า
นิโคลัสทำความเคารพอีกครั้งก่อนขอตัวไปยังโรงฝึก
“ข้าชอบเจ้าหนูนี่ มีความมั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง ลูกน้องข้าก็บอกตอนที่มาเรียนการใช้งานเครื่องส่งสัญญาณแสง เจ้าหนูนี่ก็สุภาพกับพวกเขามากและสอนอย่างตั้งใจ ตอบทุกคำถามโดยไม่มีอาการหงุดหงิด ต่างจากเด็กทั่วไป”
เอลดริกเอ่ยชมเต็มปาก ก่อนหันไปหาเพื่อน
“คอนราด เจ้าต้องสนใจสิ่งนี้แน่นอน ให้คนของเจ้ามาลองศึกษาที่หน่วยข้าก็ได้ เห็นพวกเขาบอกว่า เจ้าหนูน่าจะมีรูปแบบที่ดีกว่านี้ ถ้าเจ้าดูแล้วสนใจ ลองไปคุยกับเจ้าหนูนั่นก็ได้นะ”
คอนราด ชายชราผมสีฟ้าแซมขาวนาม พยักหน้ารับ ก่อนตอบ
“ที่กรมอาวุธของข้า ขาดแคลนนักสร้างสรรค์อย่างหนัก นักประดิษฐ์อย่างพวกข้ามีจำนวนน้อยอยู่แล้ว คนที่คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ ยิ่งมีน้อยกว่ามาก”
คอนราดพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
กรมอาวุธและสิ่งประดิษฐ์ แม้สำคัญแต่ไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
แม้แต่ เจ้ากรมอาวุธฯ คนปัจจุบัน คนทั่วไปยังจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ
‘คอนราด เวสเทราวน์’ นักประดิษฐ์เทียร์สี่ขั้นต้น ก่อนขึ้นมาเป็นเจ้ากรมอาวุธฯ เขาได้รับการยอมรับในฐานะนักประดิษฐ์ระดับต้น ๆ ของจักรวรรดิ
แต่เมื่อขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้ว บทบาทด้านการประดิษฐ์ลดน้อยลงไปมาก
“พวกเจ้าจะคุยอะไรก็รอให้สอบเสร็จก่อนแล้วกัน ช่วงนี้ต้องให้เขาได้ฝึกเวทเต็มที่”
รอยกล่าวเสียงเรียบ พวกเขาต่างตอบรับด้วยความเข้าใจ
“จากที่ข้าดู ต่อให้สอบวันนี้ เขาก็สอบได้แน่”
ชายชราผมสีเงินในชุดคลุมเวท กล่าวขึ้น
“ข้าก็คิดเหมือนเจ้านะ จูเลียน แต่ข้าว่าที่เจ้าตั้งเป้าไว้สูง เพราะไม่อยากให้เสียชื่อเจ้าใช่ไหม รอย”
ชายร่างใหญ่ศีรษะล้านกล่าวหยอกล้อรอย
“เจ้าก็พูดเกินไป ธีโอ ข้าไม่ได้ยึดติดขนาดนั้น แต่มันจำเป็นจริง ๆ ตอนนี้พวกข้ายังตั้งหลักไม่ได้ เรื่องเงินเลยมีปัญหาเล็กน้อย หากได้ทุนการศึกษาสักส่วนหนึ่ง ก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ”
รอยกล่าวเสียงเรียบเช่นเคย
“หากใครบอกว่าเจ้าไม่มีเงิน ข้า เอสมอนด์ คนนี้ไม่มีทางเชื่อแน่อน มีแต่ตัวเจ้าเองนี่แหล่ะที่ชอบพูดคำนี้ตั้งแต่หนุ่ม แก่ขนาดนี้ยังไม่เลิกอีก”
ชายชราผมสีน้ำตาลพูดพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อนเขาคนนี้เป็นเช่นนี้เสมอ ชอบทำตัวเรียบง่ายเหมือนคนธรรมดา
แม้บทสนทนาจะเรียบง่าย แต่น้ำหนักของชื่อแต่ละคน ล้วนไม่ธรรมดาเลย
หากบอกว่า เจ้ากรมอาวุธ ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก
สามผู้เฒ่าที่พึ่งกล่าวจบ จะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แค่เพียงได้ยินเสียงพูด ชาวบ้านส่วนใหญ่สามารถระบุชื่อได้ทันที
‘จูเลียน ดาโรเวล’ ฉายาจอมเวทเงิน จากสีผมของเขา ผู้ดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมเวทมนตร์ ผู้เป็นจอมเวทขั้นต้น มีประวัติการรบมากมาย ดูแลความเรียบร้อยของ นักเวท ทั้งจักรวรรดิ โดยทำงานภายใต้การดูแลของ สภาเวทมนตร์
‘ธีโอดอร์ ราวินดาล’ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด วิถีนักรบเทียร์สี่ขั้นต้น นักรบชั้นยอด ชายร่างสูงใหญ่ศีรษะล้าน แม้แต่ เอลดริก บรูคไชร์ ที่ว่าใหญ่ แต่หากยืนอยู่หลังชายคนนี้ก็ถูกบังมิดทั้งตัว สนามรบเปรียบเสมือนสนามหน้าบ้านของเขาเลย
‘เอสมอนด์ โวลการ์ด’ เจ้ากรมสัตว์อสูร นักฝึกสัตว์อสูรระดับสี่ขั้นต้น แม้ไม่ได้เป็นสายต่อสู้แต่มีความสำคัญกับทุกภาคส่วนของจักรวรรดิ ตั้งแต่คนทั่วไป จนถึงกองทัพ สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสัตว์อสูร ล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา
พวกเขาทั้งห้า ล้วนเป็นเสาหลักของจักรวรรดิวาลเดียในปัจจุบัน...
แม้ตำแหน่งจะสูงส่งเพียงใด แม้ชื่อเสียงของพวกเขาจะถูกจารึกไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์
แต่ยามนี้ ในโรงแรมเล็ก ๆ นาม สโตนบริดจ์ กลับไม่มีขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีเจ้ากรม ไม่มีแม่ทัพใหญ่หรือจอมเวททรงอำนาจ
มีเพียงชายชราหกคน... ที่กำลังร่ำสุรากับเพื่อนเก่า
หัวเราะกับเรื่องราวในวันวาน ราวกับได้ย้อนคืนสู่วัยเยาว์ที่พวกเขายังเป็นเพียงนักศึกษาหนุ่ม
และเงียบลงในบางช่วงเวลา เพื่อรำลึกถึงสหายผู้ล่วงลับ
ใต้ร่มเงาเก่าแก่ของสถาบันวาลเดียลา
ที่ซึ่งมิตรภาพได้ถือกำเนิด และร่วมกันสร้างตำนานร่วมกันในเวลาต่อมา