บทที่ 32 อุบัติเหตุทางรถยนต์
พ่อบ้านนำขนมนานาชนิดมาวางเรียงรายตรงหน้าเสิ่นจืออิน รวมถึงชานมที่ทำเองที่บ้านด้วย
“นายหญิงครับ ข้างนอกมันอันตราย นายหญิงอายุแค่สามขวบครึ่งเอง ต่อไปนี้พยายามอย่าออกไปข้างนอกเลยนะครับ พวกเราเป็นห่วงแทบแย่ที่เมื่อคืนนายหญิงไม่กลับบ้าน”
เสิ่นจืออินกอดแก้วชานมเอาไว้ ขาเล็ก ๆ แกว่งไปมาขณะที่เธอดื่ม
“ฉันสามขวบครึ่งแล้ว อีกสามเดือนก็สี่ขวบแล้วนะ”
“สี่ขวบก็ยังเด็กอยู่ดี ข้างนอกมันอันตราย...”
พ่อบ้านพร่ำเตือนด้วยความหวังดี เขาเป็นห่วงว่าบรรพบุรุษตัวน้อยจะถูกหลอกลวงไป เพราะเด็กหญิงวัยสามขวบอย่างเธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้พวกค้ามนุษย์ก็ระบาดหนักเสียด้วย
แววตาเจ้าเล่ห์ฉายวาบในดวงตาของเสิ่นจืออิน การไม่ออกไปข้างนอกเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เธอต้องหาเงินเยอะ ๆ และต้องออกไปตามหาพืชพันธุ์วิเศษด้วย
หลังจากอิ่มท้องแล้ว เสิ่นจืออินก็ไปเล่นกับต้ามี
เธอขี่หลังเสือโคร่งวิ่งพล่านไปทั่วราวกับเป็นจอมยุทธ์ เมื่อเหนื่อยก็หยุดพักฟังสัตว์น้อยใหญ่พูดคุยกัน
ผึ้งและนกเป็นแหล่งข้อมูลที่กว้างขวางที่สุด แน่นอนว่ายังมีหนูด้วย แต่ในเมืองใหญ่นี้ หนูมีชีวิตที่ลำบาก ไม่ต้องพูดถึงครอบครัวอย่างตระกูลเสิ่น แค่มีรูหนูปรากฏขึ้นมาก็ถือว่าคนสวนบกพร่องในหน้าที่แล้ว
สิ่งที่อยู่รอบตัวเสิ่นจืออินคือนกนานาชนิด รวมถึงผึ้งและผีเสื้อเหล่านี้
พ่อบ้านและคนอื่น ๆ คุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้ว ทุกครั้งที่นายหญิงอยู่บ้าน ตระกูลเสิ่นก็เหมือนสวนสัตว์ไปเลย
พ่อบ้านไม่เพียงแต่ไม่ให้คนไล่สัตว์เหล่านั้น แต่ยังเตรียมอาหารนกและน้ำผึ้งให้นายหญิงเลี้ยงสัตว์น้อยเหล่านั้นด้วย
พ่อบ้านคนนี้ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมจริง ๆ
‘เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่อุโมงค์หมีซาน’
นกตัวหนึ่งนำข่าวใหม่มา มันกระโดดมาตรงหน้าเสิ่นจืออิน แล้วจัดปีกของมันเล็กน้อย
‘รถชนกันหลายคันเลย’
เสิ่นจืออินเอามือยันคาง “มีสายตรวจและแพทย์ไปถึงที่เกิดเหตุแล้วหรือยัง?”
‘ไปกันหมดแล้ว’
ทันใดนั้น เสิ่นจืออินก็รู้สึกสะกิดใจขึ้นมา เธอจึงก้มหน้าลงใช้นิ้วน้อยนับคำนวณดู
“ไม่ดีแล้ว เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับฉันแน่ ๆ!”
แน่นอนว่าอุบัติเหตุรถชนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอ แต่คนที่ประสบอุบัติเหตุอาจจะเกี่ยวข้องกับเธอก็ได้
เธอขมวดคิ้วเล็ก ๆ นั้นอย่างตั้งใจขณะคำนวณ
“นายหญิง ท่านชายและคุณชายใหญ่กำลังจะถึงบ้านแล้ว นายหญิงอยากจะดูรูปของพวกเขาก่อนเพื่อทำความรู้จักกันไว้ก่อนไหมครับ?”
พ่อบ้านเป็นคนที่รอบคอบเสมอ เพื่อให้เสิ่นจืออินปรับตัวได้เร็วที่สุด เขาจึงตั้งใจจะเล่าเรื่องนิสัยใจคอและข้อห้ามต่าง ๆ ของท่านชายและคุณชายใหญ่ให้เธอฟังก่อน
เสิ่นจืออินลุกขึ้นยืนในทันที พร้อมกับเอ่ยเสียงใส ๆ ที่แฝงไปด้วยความร้อนใจออกมา
“ฉันถึงได้บอกไงว่ามันเกี่ยวข้องกับฉัน พ่อบ้านรีบไปที่อุโมงค์หมีซานเร็วเข้า หลานชายของฉันประสบอุบัติเหตุ”
พ่อบ้านทำหน้าเหรอหรา “หา?”
แม้กระทั่งขึ้นรถมาแล้ว พ่อบ้านก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ใครประสบอุบัติเหตุ?
ทันใดนั้นเอง เสียงจากวิทยุในรถก็ดังขึ้น
‘เกิดอุบัติเหตุรถชนกันหลายคันที่อุโมงค์หมีซาน เนื่องจากรถยนต์คันหนึ่งชนท้ายรถคันหน้า สายตรวจและแพทย์กำลังรุดไปยังที่เกิดเหตุ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความคืบหน้า…’
กึกกึก...
ทันใดนั้นเอง สมองของพ่อบ้านราวกับถูกกระตุก เขาคิดถึงอุโมงค์หมีซาน ที่นั่นเป็นเส้นทางที่ขาดไม่ได้ในการเดินทางจากสนามบินไปยังคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น
เมื่อรวมกับสิ่งที่เสิ่นจืออินพูดไปก่อนหน้านี้ พ่อบ้านจึงรีบคว้าโทรศัพท์มือถือออกมา นิ้วสั่นเทาขณะกดโทรหาท่านชาย
แต่รออยู่นานก็ไม่มีคนรับสาย
เขาไม่ละความพยายาม โทรหาคุณชายใหญ่อย่างเสิ่นซิวหรานดูบ้าง
แต่ก็ไม่มีคนรับสายเช่นกัน
“เร็วกว่านี้หน่อย เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ในเวลานั้น พ่อบ้านก็ตระหนักได้ว่า ท่านชายและคุณชายใหญ่ของเขาอาจได้รับอันตราย
คนขับรถฝ่าไฟแดงหลายดวง ในที่สุดก็มาถึงอุโมงค์หมีซานภายในเวลาครึ่งชั่วโมงด้วยความเร็วสูงสุด
ณ ที่เกิดเหตุมีการกั้นเขตไว้แล้ว พ่อบ้านรีบอธิบายสถานการณ์อย่างร้อนรน แล้วพาเสิ่นจืออินเข้าไป
“เห็นรถเบนซ์รุ่น xxxx ไหมครับ นายท่านกับคุณชายใหญ่ของพวกเราอยู่ข้างใน”
เจ้าหน้าที่สายตรวจที่ถูกถามตอบว่า “อยู่ตรงนั้นครับ รถเบนซ์คันนั้นถูกอัดอยู่ใต้รถบรรทุกคันใหญ่ เจ้าหน้าที่สายตรวจกำลังหาวิธีลากรถออกมาอยู่ครับ”
ทันทีที่ได้ยิน พ่อบ้านก็รู้สึกหน้ามืด
เสิ่นจืออินกลัวว่าเขาจะเป็นลม จึงรีบยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปาก
“พ่อบ้าน อย่าเพิ่งเป็นลมนะคะ”
ถ้าเขาเป็นลม เธอจะไปตามหาหลานชายได้ยังไง
“ใช่ ๆๆ ผมจะเป็นลมไม่ได้ ผมต้องช่วยท่านชายกับคุณชายออกมาให้ได้” พ่อบ้านน้ำตาไหลพราก หากท่านชายและคุณชายใหญ่เป็นอะไรไปจริง ๆ เขาจะเอาหน้าไปพบคุณท่านหลังความตายได้ยังไง
เขาแทบจะวิ่งไปในทิศทางที่สายตรวจบอก
“คนในรถเบนซ์ยังมีสัญญาณชีพ รีบไปหาเครนมาลากรถบรรทุกคันนี้ออกไปเร็ว”
ได้ยินดังนั้น พ่อบ้านทั้งตกใจและร้อนรน
โชคดีที่รถบรรทุกคันนั้นมีท้องสูง หลังจากที่รถเบนซ์ถูกชนท้าย มันเลยเข้าไปติดอยู่ด้านในพอดี
แต่คนที่อยู่ข้างในต้องได้รับบาดเจ็บแน่ ๆ
เสิ่นจืออินเดินรอบรถ เธอสัมผัสได้ว่าในรถเบนซ์มีลมหายใจอยู่สองสาย และทั้งสองสายก็อ่อนแรงมากแล้ว
กว่ารถเครนจะมาก็ไม่รู้ต้องรอนานแค่ไหน
เธอหาจุดที่ไม่มีคนอยู่รอบ ๆ รถบรรทุก แล้วเอายันต์เบาตัวออกมาหลายแผ่นติดไว้บนรถบรรทุก จากนั้นก็ออกแรงยกที่ล้อสุดชีวิต
ถึงแม้รถบรรทุกจะติดยันต์เบาตัวไว้ แต่ถ้าเธอใช้แค่กำลังอย่างเดียวก็ไม่มีทางยกมันขึ้นมาได้ ต้องใช้พลังวิญญาณช่วยด้วยถึงจะพอไหว
เสิ่นจืออินรวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดไว้ที่มือทั้งสองข้าง
‘ครืนครืน…’
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย รถบรรทุกมันขยับเองได้ยังไง?”
“เร็วเข้า รีบ ๆ หลบไป”
แม้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าจะดูประหลาด แต่เจ้าหน้าที่สายตรวจก็เริ่มอพยพฝูงชนออกไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นจืออินต้องการให้เป็นแบบนี้ พอเห็นว่าคนแถวนั้นออกไปจนหมดแล้ว เธอก็ปล่อยพลังทั้งหมด ยกรถบรรทุกขึ้น
โครมคราม!
รถบรรทุกพลิกตะแคงข้าง ส่งเสียงเสียดสีกับพื้นดังสนั่น ก่อนจะไถลไปไกลแล้วหยุดลง
เสิ่นจืออินหมดแรง เธอหอบหายใจแรง ๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์
เหนื่อยแทบตาย ขอเวลาเธอดื่มนมวัวเพิ่มพลังก่อน
เธอใส่ยาเม็ดลงในขวดนม เขย่าเล็กน้อย ก่อนจะยกขึ้นดื่ม
ในขณะเดียวกัน สายตากลมโตยังคงจับจ้องไปที่พ่อบ้านและหมอที่กำลังช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุออกมาจากรถ
“ในรถมีคนทั้งหมดสามคน คนขับเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนอีกสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส”
คนขับรถโชคร้ายมาก เพราะกระจกหน้ารถแตกละเอียดจนเศษกระจกทิ่มแทงร่างกาย ส่วนคนที่นั่งอยู่ด้านหลังนั้นโชคดีกว่า
พ่อลูกตระกูลเสิ่นถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาล พ่อบ้านรีบตามขึ้นไป ส่วนเสิ่นจืออินก็รีบวิ่งตามต้อย ๆ โดยไม่ลืมถือขวดนมในมือ
“นายหญิงครับ ขอโทษที ผมเกือบลืมนายหญิงไปเลย”
สภาพจิตใจในตอนนี้ของพ่อบ้านว้าวุ่นและยุ่งเหยิงมาก จนไม่ได้ทันสังเกตเห็นเสิ่นจืออิน
“ไม่เป็นไรค่ะ” เสิ่นจืออินตอบกลับด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดู
เธอเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ไม่ถือสาหาความกับคนธรรมดาอย่างเขาหรอก
ในรถพยาบาล ผู้บาดเจ็บสองคนได้รับการให้น้ำเกลือแล้ว เสิ่นจืออินจึงเขย่งเท้าดูพวกเขา
ศีรษะเต็มไปด้วยเลือด ตอนนี้ยังคงหมดสติอยู่ อวัยวะภายในได้รับความเสียหาย กระดูกซี่โครงหักไปหลายซี่ และที่สำคัญที่สุดคือขาทั้งสองข้างของหลานชายคนโตของเธอ
เนื่องจากถูกกดทับ หากรักษาขาทั้งสองข้างของเขาไม่หาย อาจต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิตที่เหลือ
ช่างน่าสงสารจริง ๆ
เสิ่นจืออินพูดว่า “พ่อบ้าน ป้อนยาสองเม็ดนี้แก่หลานชายทั้งสองคนทีค่ะ”
พ่อบ้านรับยาจากเธอไป
“นี่คือยาห้ามเลือด ส่วนนี่คือยาสมานแผล”
เสิ่นจืออินไม่ได้บอกว่าเธอเป็นคนปรุงยาเอง เพียงแค่บอกว่าเป็นยาที่อาจารย์ของเธอให้มา
พ่อบ้านก็รู้จักอาจารย์ของเสิ่นจืออิน และรู้ข้อมูลมากกว่าเสิ่นควานเสียอีก