“จริงๆนะผิง”
อมลสิริยืนยันความคิดของตน
“ไม่ได้นะไผ่ การเอาเด็กออกมันเป็บาปมหันต์ ไม่ต่างกับการฆ่าคนเลยทีเดียว และคนคนนั้นก็เป็ลูกของไผ่เองด้วยน่ะ”
“แล้วผิงจะให้ไผ่ตากหน้าอยู่ในสังคมได้ยังไง ไผ่ท้องไม่มีพ่อ เด็กนั้นจะเป็สิ่งประจานความใจง่ายและความเป็คนไร้สมองของไผ่ไปทั้งชีวิต”
“แต่เด็กนั้นเป็ลูกของไผ่ ไผ่จะทำกับแกได้ลงคอเหรอ”
เท่านั้นเองอมลสิริก็ร้องไห้โฮออกมาอีกด้วยความเ็ปทรมานใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ผิงจ๋า แล้วนี่ไผ่จะทำยังไงดี”
“ไผ่อย่าพึ่งคิดอะไรมากเลยน่ะ บ้านของเราอยู่ห่างออกไปทางชานเมืองและเราก็ไม่ได้มีเพื่อนบ้านที่รู้จักใกล้เคียง ไม่มีใครรู้เื่ราวของเราหรอก เมื่อเด็กเกิดมาแล้วผิงก็จะรับแกมาเป็ลูกของผิงเอง ผิงจะไม่ให้ไผ่ต้องมาลำบากใจเกี่ยวกับเื่นี้เด็ดขาด”
“แต่เื่นี้เป็ความผิดของไผ่ ทำไมผิงถึงจะต้องเป็คนมารับผิดชอบ”
“ผิงทำทุกอย่างได้ถ้าเพื่อไผ่”
“เราอาจจะพอหลอกคนอื่นได้ แต่เราหลอกตัวเองไม่ได้นะผิง”
“ไผ่อย่าพึ่งคิดอะไรแบบตีตนไปก่อนไข้เลยน่ะทำใจให้เข้มแข็งไว้ก่อนดีกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผิงก็จะอยู่ข้างๆไผ่เสมอ”
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“เป็ไง คิดจะอยู่ที่เมืองนอกไปจนตลอดชีวิตเลยหรือไง”
คุณวัลยาสาวใหญ่เศรษฐีนีเ้าของคฤหาสน์หลังงามและกิจการบริษัทอีกหลายแห่งเอ่ยถามแบบแกมประชดประชันกับชายหนุ่มหน้าตาคมคาย รูปร่างสูงสง่าวัยสามสิบเอ็ดปีที่พึ่งเดินเข้ามานั่งลงบนโซฟาราคาแพงในห้องรับแขกกว้างขวางที่จัดแต่งไว้อย่างงามหรูเบื้องหน้าของเธอก่อนจะยกมือไหว้ด้วยกิริยานอบน้อม
“เปล่าครับ”
ทยาวัตร์ตอบเสียงเบา ดวงตาคมมองต่ำ ไม่กล้าสบตากับผู้าุโกว่ามันเป็ความเคยชินที่เขาเคยถูกสตรีผู้นี้กดข่มให้อยู่ภายใต้อำนาจมาั้แ่เด็กนั้นเอง
“เปล่างั้นเหรอ แต่ถ้าฉันไม่เรียกตัว ฉันก็ไม่เห็นมีวี่แววว่าแกจะกลับมาเลยนี่”
คุณวัลยากล่าว โดยเก็บความชิงชังในท่าทีเอาไว้ไม่มิดเพราะชายหนุ่มผู้นี้คือเด็กที่เกิดจากสามีมักมากกับนังน้องสาวแพศยาของเธอนั้นเอง พวกเขารวมหัวกันทรยศต่อความรักและความไว้วางใจของเธอจนย่อยยับ แล้วก็ทิ้งเด็กคนนี้เอาไว้เป็พยานต่อความบัดสีนั้น
จากนั้นต่อมาไม่นาน สามีของเธอก็เสียชีวิตไป ส่วนนังน้องสาวของเธอก็หนีหายสาบสูญไปไม่ได้ข่าวคราว ตอนนั้นเด็กคนนี้พึ่งมีอายุเพียงสี่ขวบ มันเป็ความกล้ำกลืนฝืนใจอยู่ไม่น้อยในการที่เธอจะต้องเลี้ยงดูเด็กคนนี้เอาไว้ในบ้าน เมตตาธรรมบางส่วนที่ยังมีอยู่ในใจนั้นเอง ที่ทำให้เธอไม่อาจทอดทิ้งเขาไปได้โดยสิ้นเชิง แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็ลูกเมียน้อยก็ตาม
แต่อีกนัยหนึ่งเขาก็คือหลานของเธอนั้นเอง เธอจึงทนอุปการะเขามาแบบทั้งรักทั้งเกลียดและพร้อมกันนั้นเธอก็รู้สึกอัปยศอดสูใจเกินกว่าจะให้ใครมารับรู้ต้นกำเนิดที่แท้จริงของเขาได้ เธอจึงเลี้ยงเขาในฐานะที่คนภายนอกเข้าใจว่าเขาเป็ลูกของเธออีกคนหนึ่ง
ซึ่งทยาวัตร์เองก็ดูเหมือนจะรู้ตัวดี เขาจึงเจียมเนื้อเจียมตัวนักหนา คอยดูแลรับใช้ตนุวัฒน์ซึ่งเป็บุตรชายแท้ๆของเธอและนับว่าเป็ญาติผู้พี่ของเขาอย่างไม่เคยปริปากบ่นอะไรและไม่เคยเรียกร้องขออะไรที่เกินความจำเป็
เมื่อเริ่มเรียนระดับปริญญาตรี เขาก็เริ่มหางานทำเพื่อหาเงินใช้และส่งเสียตัวเองเรียน จบปริญญาตรีเขาก็เดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศด้วยเงินที่ตัวเองหามาได้แล้วเก็บหอมรอบริบไว้โดยที่ไม่ได้รบกวนอะไรเธออีก เรียนจบเขาก็ทำงานต่ออยู่ที่โน้นโดยไม่มีวี่แววว่าจะกลับจนเธอต้องโทรไปทวงบุญคุณที่เคยชุบเลี้ยงเขาเมื่อวัยเด็กพร้อมกับยื่นคำขาดนั้นแหละเขาจึงยอมกลับมา