ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่50 ร่างกายาพฤกษา

    บทที่50 ร่างกายาพฤกษา


              ทันทีที่เสียงหัวเราะจบลงพลังปราณอันกล้าแกร่งก็แผ่ขยายออกมาจากเขาหลักเข้าปกคลุมกดทับบริเวณที่ทำการคัดเลือก พลังที่ว่านี้ทำให้หลายคนสีหน้าไม่สู้ดีอึดอัดราวกับมีภูเขากดทับร่างของพวกเขายังดีว่าเจ้าของพลังปราณนี้มิได้มุ่งหมายเอาชีวิตเพียงแค่เป็นพลังปราณที่แผ่ออกมาตอนยินดีเท่านั้นจึงไม่ได้ทำร้ายใคร


              ฉับพลันร่างๆหนึ่งเหินลอยมาในอากาศสายตาสอดส่ายมองหาเป้าหมาย พลังลมปราณอันทรงพลังแก่กล้าห้อมล้อมตัวของเขาเอาไว้เรืองแสงสีแดงสดทำให้ผู้มองเห็นต้องรู้สึกน่าหวาดหวั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชุดที่สวมใสมีสีเขียวเข้มกวานทองคำสวยงามประดับบนศรีษะ ดูแล้วสูงส่งภูมิฐานร่อนลงข้างหลังผู้อาวุโสทั้งสาม


              โดยไม่รอช้าผู้อาวุโสทั้งสามต่างพากันประสานมือโค้งตัวคารวะผู้มาใหม่


              “คารวะท่านเจ้าหอโอสถ”


              จากนั้นผู้เข้ารับการคัดเลือกที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันทำความเคารพเช่นกัน


              “คารวะท่านเจ้าหอโอสถ”เสียงดังสนั่นเนินกว้าง


              ชายผู้มาใหม่นี้คือ โจวเป่ารุ่ยเจ้าหอโอสถของสำนักตงหยางคนปัจจุบัน


            การบ่มเพาะอยู่ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นห้าเขาคือผู้เชี่ยวชาญการปรุงยาที่สุดของสำนักอยู่ในระดับนักปรุงยาชั้นเอกเม็ดยาที่ล้ำค่าของสำนักตงหยางล้วนถูกปรุงขึ้นจากฝีมือของชายผู้นี้ทั้งสิ้น


              “ไม่ต้องมากพิธีๆ”


            เจ้าหอโอสถกล่าวอย่างอารมณ์เขาเดินมาใกล้กับผู้อาวุโสทั้งสามแล้วมองหน้าผู้อาวุโสเฉินอย่างคาดหวังจับมือของเฉินถงจู่ไว้แน่นแล้วเขย่าไปมาบ่งบอกถึงความตื่นเต้นดีใจที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้อีกต่อไป


              “ใช่หรือเปล่า” เขาถามด้วยเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง


              “ข้าคิดว่าใช่ขอรับ ท่านเจ้าหอ”ผู้อาวุโสเฉินตอบเสียงเบา


              “อยู่ที่ไหน คนๆนั้นอยู่ที่ไหน”เจ้าหอโอสถ กวาดสายตามองไปทั่ว


              “เรียนท่านเจ้าหอคนที่ท่านตามหาคือแม่นางน้อยคนนี้ขอรับ” ผู้อาวุโสจาง ผายมือไปทางไช่ลู่


              วืด
    !...


              เจ้าหอโอสถ ก้าวไปหานางภายในชั่วพริบตาก็มายืนตรงหน้าสายตาเพ่งพินิจตั้งแต่หัวไปจรดเท้าของไช่ลู่ทำให้นางรู้สึกอึดอัดเพราะไม่ขึ้นเคยโดนผู้ชายจ้องอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนี้


              “แม่หนู เจ้าชื่อว่าอะไร”เจ้าหอโอสถเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยน


              “เรียนท่านเจ้าหอโอสถข้าน้อยมีนามว่าไช่ลู่เจ้าค่ะ”


            ไช่ลู่พยายามอย่างที่สุดที่ไม่ตอบด้วยเสียงสั่นเครือเพราะพลังกดดันของผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะพบเจอได้บ่อยๆ


              “ไม่ต้องกลัวไปเด็กน้อย” เจ้าหอโอสถปลอบโยน


              “ข้าเพียงอยากทดลองอะไรสักหน่อยเกี่ยวกับพลังของเจ้าเจ้าจะว่าอย่างไร” แม้จะไม่แน่ใจเท่าไรแต่ไช่ลู่ก็พยักหน้าตอบรับ


              “ยื่นมือของเจ้าออกมาข้างหน้า” เจ้าหอโอสถสั่ง


              ไช่ลู่รวบรวมความกล้าของนางค่อยๆยื่นมือออกไปข้างหน้า มือสีขาวเรียบเนียนปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุกคน


              เจ้าหอโอสถเร่งเร้าพลังลมปราณไว้ที่ฝ่ามือลมปราณนั้นมีลักษณะคล้ายมีดเล็กๆลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเขาอย่างสงบ


              “อาจจะเจ็บนิดหน่อยน่ะ”


            โดยไม่รั้งรออีกต่อไปเจ้าหอโอสถบังคับให้มีดลมปราณเล่มนั้นลอยไปที่มือของไช่ลู่แล้วกรีดลงไปบนผิวหนัง


              มีดลมปราณกรีดลงไปบนฝ่ามือของไช่ลู่ทำให้นางต้องเจ็บปวดอย่างมากแต่ว่านางอดทนอดกลั้นเป็นอย่างดีไม่มีแม้แต่เสียงร้องเพียงแอะเดียวมีดกรีดยาวราวครึ่งชุ่นเสร็จแล้วก็สลายตัวไป


              “เจ้าลองโคจรพลังในร่างกายของเจ้าซิ”


              เจ้าหอโอสถสั่งการพร้อมกับสายตาที่ตื่นเต้น คล้ายคนที่รอคอยสิ่งสำคัญที่ต้องการมานานแสนนาน


              ไช่ลู่ไม่อยากปิดบังอะไรอีกแล้วนางมาที่นี่เพื่อเป็นศิษย์และตั้งปณิธานแห่งการล้างแค้นเอาไว้เมื่อมีโอกาสแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้เนื่องจากตอนนี้ผู้ที่กำลังให้ความสนใจตัวนางเป็นถึงเจ้าหอโอสถเป็นรองเพียงเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นางจึงโคจรพลังลมปราณของตนทันที


              พลังลมปราณที่พวยพุ่งออกมาจากร่างกายมีสีเขียวมรกตแผ่กระจายแล้วม้วนตัวเข้าหาตัวนาง ลอยล่องพุ่งขึ้นสูง หากมองไกลๆก็จะเห็นเหมือนกองไฟสีเขียวกำลังลุกโชนอยู่ผู้คนรอบข้างต่างรับรู้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่นี้


              “นั่นแผลของนางหายไปแล้ว”ผู้คนที่คอยจ้องมองแผลของไช่ลู่หลายคนตะโกนออกมา


              “ข้ารู้สึกว่าพลังของข้าเริ่มพื้นฟูกลับมาอีกครั้ง”หลายคนต่างแตกตื่นเมื่อพบเจอเหตุการณ์ประหลาดนี้


              “เป็นเพราะพลังลมปราณของนางเยียวยาพวกเรา”เมื่อเห็นดังนั้นผู้คนทั้งหลายก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่


              “ฮ่า
    ! ฮ่า!ฮ่า! และแล้วก็ได้พบๆ” เจ้าหอโอสถหัวเราะอย่างมีความสุข


              “นับว่าสวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งสำนักตงหยางเหล่าบรรพชนยังคอยปกป้องพวกเราพันปีล่วงมาแล้วที่สำนักของเราไร้ซึ่งศิษย์ที่มีร่างกายา มาบัดนี้ข้าได้พบเจอแล้ว”เสียงคร่ำครวญของเจ้าหอโอสถดังทั่วหน้าผา


              “ร่างกายา” เสียงของโหย่วลี่จงและคังจ้านตะโกนออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ


              “ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าสำนักตงหยางจะได้พบศิษย์ที่มีร่างกายา”อิงชิงหรูพึมพำ


              “ร่างกายาคือร่างกายที่ได้รับสืบทอดพลังที่เป็นมรดกมาจากบรรพบุรุษของตนแต่ก็หาพบได้น้อยมากนับว่าโชคดีจริงๆที่ปีนี้มีคนที่มีร่างกายาอยู่ร่วมกับพวกเรา”


            จื่อโม่กล่าวขึ้นในใจของเขาลิงโลดยิ่งนักเพราะนั่นเท่ากับว่ามีคู่แข่งที่คู่ควรกับเขาเพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว


              แต่ผู้ที่หน้าเสียที่สุดในกลุ่มตอนนี้คือเหยาหมิงลู่และคังจ้านเนื่องจากทั้งสองเคยล่วงเกินไช่ลู่เอาไว้อนาคตคงต้องลำบากไม่น้อยหากนางได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักตงหยาง


              เจ้าหอโอสถเพ่งมองที่มือของไช่ลู่ไม่นานจากการโคจรพลังจากลมปราณของนางบาดแผลที่ได้จากมีดลมปราณของเจ้าหอโอสถก็หายไปไม่ทิ้งแม้รอยใดๆเอาไว้เหมือนกับว่าไม่เคยมีบาดแผลที่ตรงนี้มาก่อนเลย


              “ดี....ดี.....ฮ่าๆๆๆนี่คือร่างกายาพฤกษา ดียิ่งนัก ข้าพอใจยิ่งนัก” เจ้าหอโอสถอารมณ์ดีถึงที่สุด


              “ไช่ลู่เจ้ายินดีเป็นศิษย์สายตรงของข้าตาแก่คนนี้หรือไม่” เจ้าหอโอสถเอ่อถามสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง


              คำถามนี้ทำให้ผู้ที่ได้ฟังต้องตื่นตระหนกในทันทีเพราะนี่คือตำแหน่งที่ศิษย์ทั้งหลายอยากได้


            การที่ได้เป็นศิษย์สายตรงย่อมหมายถึงการที่จะได้รับการถ่ายทอดชี้แนะวิชาโดยตรงจากผู้ที่เป็นอาจารย์ซึ่งย่อมดีกว่าศึกษาจากตำราหลายเท่าอีกทั้งทรัพยากรที่ใช้ในการบ่มเพาะก็เป็นสิ่งที่ศิษย์สายนอกและสายในได้แต่ฝันถึงเท่านั้นเพราะมันมากมายกว่ากันหลายเท่านักแล้วยังมีสถานะเทียบได้กับศิษย์หลักแม้แต่ผู้อาวุโสสายนอกยังต้องไว้หน้าสามส่วน


              ทำให้หลายคนในตอนนี้มองไช่ลู่ด้วยสายตาอิจฉาริษยาอย่างออกนอกหน้าหลายคนกำลังก่นด่าโชคตะชาของตนที่ไม่มีร่างกายาหาไม่แล้วคงจะได้เป็นศิษย์สายตรงอย่างแน่นอน


              จ้าวเฟยหลงยิ้มเล็กๆมองไปไช่ลู่ยืนอยู่เขาดีใจกับนางที่สามารถทำให้เจ้าหอโอสถเอ่ยปากขอให้นางเป็นศิษย์สายตรงของเขา“นางสมควรได้รับมัน” เขาคิดในใจ


              “เอ่อ.....คือว่า....”ไช่ลู่ลังเล แม้จะอยากเป็นศิษย์ของสำนักแต่นางกลับไม่รู้จักผู้ที่จะเป็นอาจารย์ของนางเลย


              “ไช่ลู่ เจ้าไม่ต้องกังวลไปท่านเจ้าหอโอสถไม่ได้รับศิษย์สายตรงมานานมากแล้วครั้งนี้ต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์ถือเป็นโชคครั้งใหญ่ในชีวิตของเจ้าก็ว่าได้ข้ารับรองว่าท่านเจ้าหอโอสถจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”ผู้อาวุโสจางกล่าวสนับสนุน


              หลังจากคิดอย่างดีแล้วไช่ลู่จึงคุกเข่าลงต่อหน้าเจ้าหอโอสถ โขกหัวกับพื้นดินเสียงดัง แล้วพูดด้วยเสียงหนักแน่น“ไช่ลู่ ขอคารวะท่านอาจารย์”


              “ฮ่าๆๆ ดี....ดีมากนับแต่นี้ไปไช่ลู่คือศิษย์สายตรงของข้าใครทำร้ายนางคือทำร้ายข้าและคนๆนั้นต้องรับโทษอย่างสาสม”


            เจ้าหอโอสถประกาศเสียงดังก้องไปทั่วทั้งเขา


              และด้วยประกาศนี้โหย่วลี่จงและคังจ้านแทบอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดหากย้อนเวลากลับไปได้พวกเขาจะไม่ข้องแวะใดๆกับไช่ลู่แน่นอนแต่จะมาเสียใจในตอนนี้ก็สายไปเสียแล้วทั้งสองจึงทำใด้แค่อ้อนวอนสวรรค์ทำให้ไช่ลู่ลืมเรื่องของพวกตนเท่านั้น


              “ลู่เอ๋อ พวกเราไปกันเถอะ
    !” เจ้าหอโอสถเอ่ยชวน


              “เจ้าค่ะ
    !”


            ไช่ลู่ยืนรอคอยข้างหลังเจ้าหอโอสถทันใดนั้นพลังลมปราณสายหนึ่งก็หมุนวนอยู่ที่เท้าจากนั้นไช่ลู่ก็แทบมองสิ่งใดไม่เห็นยกเว้นสีขาวทั้งสองกลายเป็นลำแสงพุ่งไปที่ยอดเขาของสำนักส่วนคนที่เหลือก็แยกย้ายไปตามหน้าที่ของตน


              เพียงไม่นานข่าวการรับศิษย์สายตรงของเจ้าหอโอสถก็แพร่กระจายไปทั้งสำนักตงหยางอีกทั้งยังมีเสียงเล่าลืออีกว่าศิษย์ที่ถูกรับมาเป็นผู้มีร่างกายาพฤกษาอีกด้วยข่าวนี้ทำให้บรรดาศิษย์สายนอกและศิษย์สายในต่างรู้สึกอิจฉาตาร้อนไช่ลู่กันถ้วนหน้าเพราะด้วยการเอาใจใส่ของเจ้าหอและทรัพยากรอันเปี่ยมล้น อนาคตของนางย่อมไร้ขีดจำกัด

              หยุนฟู่จ้องมองไช่ลู่จากไปในใจของเขายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นสหายของตนมีโอกาสก้าวหน้าแต่อีกด้านหนึ่งก็อดที่จะรู้สึกเศร้าใจไปด้วยเพราะว่าจากนี้ไปคงได้พบเจอกันได้ยากมากขึ้นเนื่องจากช่องว่างระหว่างพวกเขานั้นกว้างเหลือเกิน


              หลังจากเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นจบลงการคัดเลือกก็ดำเนินต่อไปจากนั้นไม่นานจ้าวเฟยหลงจึงได้โอกาสเดินเข้าสู่ถ้ำลวงใจ


              แต่ก่อนที่เดินเข้าไปยังด้านในของถ้ำจ้าวเฟยหลงรับรู้ถึงความกดดันที่หนักหน่วงพุ่งตรงมาที่เขาเมื่อมองหาต้นตอเขาก็ได้พบว่าพลังนี้มาจากผู้อาวุโสเซี่ยที่ยืนควบคุมการทดสอบอยู่ไม่ไกลสายตาที่มองมายังตัวเขาสื่อความหมายได้อย่างเดียวคือความตาย


              แต่ไม่นานพลังกดดันนั้นก็หายไปเซี่ยเส้าฉงเกรงว่าหากบุ่มบ่ามทำอะไรมากไปกว่านี้จะกลายเป็นที่สนใจของผู้อาวุโสอีกสองคนแต่กระนั้นสายตาก็ยังแสดงออกถึงแรงอาฆาตไม่ปิดบัง


              จ้าวเฟยหลงยิ้มกว้างพร้อมทั้งขยิบตาให้ผู้อาวุโสเซี่ยเขาทำทีเป็นติดอยู่กับพลังของเซี่ยเส้าฉงเพื่อไม่ให้น่าสงสัยเกินไปที่นักยุทธ์คนหนึ่งจะสามารถเดินออกมาจากคลื่นพลังของจ้าวยุทธ์แบบสบายๆ


              “หากอยากตายข้าจะสงเคราะห์ให้”จ้าวเฟยหลงคิดในใจ


              ผู้อาวุโสเซี่ยมองเห็นท่าทางยโสโอหังของจ้าวเฟยหลงก็รู้สึกโกรธจิตใจร้อนรุ่มอยากพุ่งเข้าไปฟาดฝ่ามือใส่กลางอกของจ้าวเฟยหลงให้ตายให้ฝ่ามือเดียวให้สมกับความแค้นแต่ก็จำต้องอดทนไว้


               จ้าวเฟยหลงไม่ใส่ใจกับผู้อาวุโสเซี่ยอีกต่อไปแล้วมุ่งหน้าทำการทดสอบของตน คราแรกเมื่อเหยียบย่างเข้าสู่ถ้ำความตื่นเต้นในใจก็เกิดขึ้นแก่จ้าวเฟยหลงทว่าเมื่อได้เดินเข้าไปภายในถ้ำลึกเข้าไป จิตใจของเขากลับค่อยๆนิ่งสงบราวกับว่าที่นี่คือที่จัดไว้ให้เขาฝึกฝนโดยเฉพาะ


              หลังจากเข้าไปถึงด้านในสุดของถ้ำจ้าวเฟยหลงพบแท่นหินธรรมชาติที่ยกตัวขึ้นมาจากพื้นดินเมื่อสำรวจจนทั่วแล้วจนมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดเขาจึงนั่งลงบนแท่นหินนั้นจากนั้นทำการบ่มเพาะต่อทันที


              ภายในถ้ำที่ไร้การเคลื่อนไหวแสงสว่างภายนอกถ้ำจึงริบหรี่ไม่เหมือนกับของคนที่กำลังต่อสู้กับจิตใจของตนเอง คนที่อยู่ด้านนอกจึงไม่มีคนสนใจถ้ำที่จ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปเลย


              เวลาค่อยผ่านไปจ้าวเฟยหลงใช้พลังจิตของตนสำรวจถ้ำที่ตนเองนั่งอยู่ไม่ใช่ว่าถ้ำนี้จะผิดปรกติแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะว่าพลังของถ้ำลวงใจไม่อาจต้านทานพลังของดวงจิตโลกาได้แม้แต่น้อยทำให้ไม่สามารถปลดปล่อยพลังเข้าจู่โจมจ้าวเฟยหลง


              ไม่นานจากการทำสมาธิดวงจิตโลกาก็ส่งข้อมูลให้แก่จ้าวเฟยหลงในห้วงความคิดสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญอยู่นี้คืออำนาจของสมบัติวิเศษอย่างหนึ่งที่ชื่อว่ากระจกส่องใจสมบัตินี้ถูกนำมาโดยบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักตงหยางจากการที่เข้าไปสำรวจดินแดนต้องห้ามโบราณแห่งหนึ่ง


              หลังจากการทดลองใช้หลายครั้งในหลายรูปแบบทั้งในยามปรกติและในเวลาต่อสู้บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักจึงตัดสินใจใช้กระจกส่องใจนี้เป็นเครื่องมือในการชำระจิตใจของลูกศิษย์ก่อนที่จะเข้าสู่สำนักนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมากระจกส่องใจจึงเป็นหนึ่งในด่านทดสอบที่โหดหินในการรับศิษย์ใหม่ของสำนักตงหยางเรื่อยมา


              “เป็นเช่นนี้นี่เอง
    !” จ้าวเฟยหลงพึมพำเบา


              “นับเป็นสมบัติที่น่าสนใจยิ่งนักท่านผู้ก่อตั้งสำนักได้มันมาจากที่ใดกันนะ”


            ในตอนนั้นเองพลังชำระจิตใจได้ล่องลอยเข้ามาใกล้เจ้าเฟยหลงแต่แทนที่เขาจะปล่อยให้พลังขัดเกลาจิตใจกลับใช้ขวดแก้วดูดเอาพลังเหล่านั้นลงไปเสร็จแล้วก็เก็บเข้าไปในแหวนมิติ


              หากใครมาเห็นตอนนี้ก็คงตกตะลึงตาค้างที่ชายหนุ่มคนหนึ่งปฏิเสธโอกาสที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้เพราะการได้เพิ่มพลังจิตแบบก้าวกระโดดอย่างนี้ต่อให้เป็นผู้บ่มเพาะระดับปรมาจารย์ก็ยังไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้แต่ชายหนุ่มผู้นี้เก็บเข้าในขวดแก้วแบบหน้าตาเฉยแล้วโยนใส่แหวนมิติแบบไม่ใส่ใจอะไรมากนัก


              อันที่จริงแล้วจ้าวเฟยหลงรู้ดีว่าหากปล่อยให้พลังสายนี้ขัดเกลาจิตใจของเขาผลที่ได้แทบจะไม่แตกต่างจากที่เป็นอยู่เลยเพราะการฝึกฝนด้วยวิชาวัฏฏะปราณเทพมังกรทำให้พลังจิตและวิญญาณแข็งแกร่งเกินกว่าที่ต้องพึ่งพาพลังขัดเกลาเหล่านี้แล้ว


              “หากได้รับพลังขัดเกลาแล้วแสดงว่าผ่านการทดสอบแล้วสินะ”จ้าวเฟยหลงเตรียมลุกจากที่นั่งของตนเพื่อออกจากถ้ำ


              ทันใดนั้นเองแสงสีขาวใสได้ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าของเขา แสงสว่างเจิดจ้าจนไม่อาจมองได้โดยตรงจนต้องเบือนหน้าหนีต่อเมื่อแสงสว่างเริ่มจางลงร่างกายสูงใหญ่ของชายอายุราวสามสิบปี ใบหน้าหล่อเหลาก็เผยออกมาให้เห็น จ้าวเฟยหลงยืนจ้องมองตาค้างแบบไม่นึกไม่ฝันมาก่อน


              “เจ้าหนุ่มเป็นอะไรหรือไม่”ร่างนั้นส่งเสียงทุ้มต่ำถามออกมา


              จ้าวเฟยหลงได้สติกลับจึงรีบประสานมือโค้งตัวลงต่ำ


              “ผู้เยาว์จ้าวเฟยหลง คารวะท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักตงหยาง”


              “หืม
    !!....ไม่นึกเลยว่าหลังจากที่ผ่านมาเป็นหมื่นปีแล้วยังมีผู้ที่สามารถจำข้าได้อีก”เจ้าของร่างเอ่ยออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
     

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน