ฉินเฟิงนิ่งไปชั่วขณะ
คนเช่นนี้…หาได้ยาก
เขาเองเพิ่งถูกคู่หมั้นทรยศในชาติที่แล้ว
ยิ่งเพราะเหตุนี้ จึงรู้คุณค่าของคนที่ยังรักษาคำมั่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ความทรงจำต่อจากนั้น ทำให้สายตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย
อีกสามวันข้างหน้า
ตระกูลฉินจะจัดงานประชุมภายในร่วมกับแขกจากหลายตระกูล
หัวข้อสำคัญคือการจัดสรรสิทธิ์เข้าสอบคัดเลือกศิษย์ของ “สำนักเมฆาฟ้า” ซึ่งเป็สำนักอันดับหนึ่งของเขตนี้
มู่ชิงหลันจะมาด้วยในฐานะตัวแทนฝ่ายมารดาเพื่อเยี่ยมบ้านคู่หมั้นตามมารยาท
และสายรองของตระกูลฉินก็กำลังเตรียมฉวยโอกาสใช้ความเสเพลของฉินเฟิงเป็ข้ออ้างบีบให้ยกเลิกการหมั้น
ไม่เพียงเท่านั้น คืนนี้ที่เขาถูกลอบวางยาก็อาจเกี่ยวข้องกับเื่นี้ด้วย
หากฉินเฟิงตายคาหอคณิกา เื่จะถูกปกปิดว่าเมาจนเสียชีวิต
ชื่อเสียงบิดาจะยิ่งตกต่ำ
ส่วนการหมั้นหมายก็ย่อมสลายไปอย่างง่ายดาย
“วางหมากโง่เขลา แต่ก็พอใช้…”
เขาพึมพำ
ฆ่าคนไร้ค่าในสายตาโลกบางครั้งไม่ต้องใช้แผนสูงส่ง
แค่ยาพิษหนึ่งจอกก็เพียงพอ
แต่ตอนนี้เหยื่อกลับไม่ตายแล้ว
ผู้ที่วางหมากนี้ย่อมไม่รู้เลยว่าตนกำลังเปิดประตูหายนะด้วยมือของตัวเอง
ฉินเฟิงยืนขึ้นอีกครั้ง เขาตั้งใจจะกลับจวนก่อนฟ้าสาง
แต่เมื่อก้าวไปถึงประตู จู่ ๆ เขาก็ชะงัก
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากทางเดินภายนอก
ไม่ใช่ฝีเท้าสาวใช้ที่เดินอย่างไม่รีบร้อน
แต่เป็ฝีเท้าของคนที่กดน้ำหนักตัวไว้ เบาเป็พิเศษ และหยุดอยู่หน้าห้องอย่างระวัง
แววตาฉินเฟิงพลันเย็นวาบ
พวกมันมาอีกแล้ว
เขาไม่รีบเปิดประตู
ไม่รีบส่งเสียง
คนภายนอกยืนฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงกระซิบต่ำดังผ่านบานประตูมา
“ข้างในเงียบไปนานแล้ว น่าจะหมดลม”
“เปิดดูให้แน่ใจ ถ้าศพยังอุ่นก็จัดการเก็บร่องรอยให้สะอาด”
เสียงที่สองแหบต่ำ
“เ้าแน่ใจนะว่าไม่มีใครรู้”
“คุณชายสามมาหาที่แบบนี้บ่อยจะตาย ใครจะสงสัย”
ประโยคนี้ทำให้มุมปากฉินเฟิงขยับอย่างเย็นเยียบ
คนพวกนี้ไม่ใช่นักฆ่าฝีมือสูง
น่าจะเป็มือมืดรับใช้จากตระกูล
พลังยุทธ์คงเพิ่งเข้าสู่ขั้นรับปราณต่ำ ๆ เท่านั้น
ถ้าเป็เมื่อก่อน ต่อให้เขานั่งอยู่เฉย ๆ คนพวกนี้ก็ไม่คู่ควรให้ชายตามอง
แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่างไป
เขายังไม่มีพลังปราณจริงจัง
มีเพียงพลังิญญาที่เริ่มรวมตัว และร่างกายที่ฟื้นคืนได้ส่วนหนึ่ง
หากปะทะตรง ๆ ยังอันตรายเกินไป
ดังนั้น…ต้องชนะด้วยอย่างอื่น
ฉินเฟิงกวาดตามองห้องอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
จากนั้นหยิบถุงผงสมุนไพรที่เหลือจากการถอนพิษ มาผสมกับผงกำยานครึ่งหนึ่งแล้วโปรยใส่เตาโลหะ
เมื่อไฟัั กลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็ลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว
หมอกหลอนจิตขั้นต่ำ
ในแดนเทพเป็เพียงกลอุบายต่ำต้อย ใช้หลอกศิษย์ใหม่ให้เห็นภาพลวงระยะสั้น
แต่กับคนระดับต่ำที่ขาดการระวัง กลับเพียงพอให้การตอบสนองชะงักชั่วพริบตา
จากนั้นเขาย้ายเตาไปไว้หลังประตู
คว้าขวดสุราหนักที่สุดมาไว้ในมือ
ลมหายใจสงบลงทันที
แกร๊ก…
ประตูถูกงัดเปิดช้า ๆ
ชายชุดดำสองคนแทรกตัวเข้ามาอย่างระวัง
ทันทีที่พวกมันสูดกลิ่นกำยานเจือสมุนไพรเข้าไป ดวงตาก็พร่าไปเสี้ยวหนึ่ง
เสี้ยวหนึ่งนั้น…เพียงพอแล้ว
ฉินเฟิงกระแทกขวดสุราใส่ขมับชายคนหน้าเต็มแรง
เพล้ง!
ขวดแตก เสียงอู้อี้ดังขึ้น
ชายผู้นั้นทรุดฮวบ
อีกคนใสุดขีด รีบดึงมีดสั้นออกมา
แต่หมอกหลอนจิตทำให้สายตาเขาสั่นวูบ เห็นเงาร่างฉินเฟิงซ้อนกันสองชั้น
ฉินเฟิงไม่รอให้มันตั้งตัว
เขาพุ่งเข้าหาในจังหวะที่อีกฝ่ายยังไม่มั่นคง แล้วใช้ท่อนแขนฟาดข้อมือที่ถือมีดจนหลุด
จากนั้นถีบเข้าที่เข่าของมันเต็มแรง
กร๊อบ!
เสียงกระดูกลั่นดังชัด
ชายชุดดำร้องลั่น ทรุดลงคุกเข่า
ฉินเฟิงฉวยมีดสั้นขึ้นมากลับมือ
สายตาเ็าจนอีกฝ่ายหน้าซีด
“ใครส่งพวกเ้ามา”
ชายผู้นั้นกัดฟัน เงยหน้ามองอย่างดุร้าย
“ต่อให้ตายก็—”
ฉินเฟิงแทงมีดลงที่ต้นขาอีกข้างทันที
ฉึก!
เสียงร้องขาดเป็ห้วง
เขาไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย
“ข้าไม่มีเวลามาก”
ชายอีกคนที่ถูกขวดสุราฟาดเริ่มดิ้น กระนั้นยังไม่ทันตั้งตัว
ฉินเฟิงคว้าม้านั่งไม้ฟาดใส่ท้ายทอยมันซ้ำจนสลบแน่นิ่ง
จากนั้นเขาจึงหันกลับมาที่ชายคุกเข่า
“ตอบ”
คำเดียวสั้น ๆ แต่เย็นยิ่งกว่าเหล็กน้ำแข็ง
คนชุดดำเหงื่อแตกท่วมหน้า ในที่สุดก็เริ่มหวาดกลัวจริง ๆ
มันไม่เข้าใจว่าทำไมสวะไร้พลังที่ควรตายไปแล้วจึงยังยืนอยู่ตรงหน้าเช่นนี้
แถมยังมีสายตาน่าสะพรึงกลัวกว่าพวกระดับหัวหน้ากลุ่มด้วยซ้ำ
“ขะ…ข้าไม่รู้คนบงการตรง ๆ” มันรีบพูด “แค่รับคำสั่งจากพ่อบ้านลู่ของสายรอง…ให้มาดูว่าท่านตายหรือยัง…ถ้ายัง…ก็เก็บให้เรียบ…”
พ่อบ้านลู่
ฉินเฟิงจำชื่อนี้ได้
เป็คนสนิทของอาสามตนหนึ่งในตระกูลฉิน
มันมักเดินตามฉินซวนเฮ่อ ผู้เป็ลูกชายสายรองอันดับหนึ่ง ผู้มีพร์ดีและเป็หนึ่งในคนที่ดูิ่ฉินเฟิงหนักที่สุด
เขาถามต่ออีกสองสามคำ
ได้ความพอควรแล้วจึงไม่เสียเวลาอีก
มีดสั้นกรีดผ่านลำคออย่างรวดเร็ว
เือุ่นพุ่งกระฉูด
ชายชุดดำชักดิ้นเพียงครู่ก็นิ่ง
ฉินเฟิงหันไปมองชายที่สลบอยู่
ใบหน้ายังบวมจากแรงกระแทก แต่ลมหายใจยังแ่
เขานิ่งอยู่เพียงเสี้ยวขณะ ก่อนย่อตัวลงแล้วใช้มีดแทงเข้าหัวใจอีกฝ่ายตรง ๆ
คนคิดฆ่าเขา เขาไม่มีวันปล่อยไว้
ไม่ว่าจะเป็นักฆ่าระดับใดก็ตาม
เมื่อจัดการสองศพเสร็จ เขาก็ลากร่างพวกมันไปไว้หลังฉากผ้า
จากนั้นหยิบเงินถุงเล็กที่ตกจากเอวหนึ่งในนั้นมาเก็บเข้าตัว
ด้านในนอกจากเงิน ยังมีถุงหนังเล็กบรรจุผงยาชนิดหนึ่งกับเศษหินสีเทาสองก้อน
ฉินเฟิงดมผงยาเล็กน้อย
“ผงเปิดโลหิตหยาบ…”
ของต่ำคุณภาพแย่
แต่ก็ยังใช้ได้
ส่วนหินสีเทานั้น แม้เป็เพียงหินิญญาคุณภาพต่ำมากจนแทบไม่มีค่าในแดนเทพ
ทว่าสำหรับแดนระดับต่ำ เม็ดเล็กเพียงนี้ก็ถือเป็ของใช้ในวงการฝึกยุทธ์แล้ว
แววตาเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
คืนนี้นับว่าเก็บเกี่ยวได้เกินคาด
เงินช่วยให้จัดการชีวิตประจำวัน
ผงเปิดโลหิตช่วยในการฝึก
หินิญญาสองก้อนจะทำให้การรวบรวมพลังิญญารวดเร็วยิ่งขึ้น
ศัตรูส่งมีดมาให้เขา
สุดท้ายกลับกลายเป็ส่งทรัพยากรมาเปิดทางให้แทน
ฉินเฟิงไม่รีรออีกต่อไป รีบเปิดหน้าต่างหลังห้องะโออกไปยังหลังคาต่ำด้านข้าง แล้วค่อยไต่ลงสู่ตรอกมืดหลังหอ
อากาศยามดึกเย็นจัดปะทะใบหน้า
แต่สมองเขากลับแจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งไหน
เมืองชิงหลานในยามราตรีเงียบกว่าชั้นบนของหอคณิกามาก
แสงตะเกียงตามถนนเริ่มหรี่ลง
ยามบางจุดกำลังง่วงงุน
คนเมาเดินโซซัดโซเซกลับบ้านเป็ระยะ
ฉินเฟิงกดหมวกคลุมศีรษะของเสื้อคลุมที่หยิบติดมาจากนักฆ่าคนหนึ่งไว้ต่ำ แล้วเดินเลียบเงามืดไปอย่างเงียบเชียบ
ทุกก้าวยังฝืนอยู่บ้าง
ทุกลมหายใจยังมีเศษพิษหลงเหลือ
แต่เขารู้ดีว่าตนต่างจากก่อนหน้านี้แล้ว
ไม่ใช่เพราะพลังเพิ่มขึ้นมาก
หากเพราะในที่สุด “ทาง” ก็เปิดขึ้นแล้ว
เมื่อข้ามตรอกแคบเข้าสู่ถนนรองสายหนึ่ง เขาจึงหยุดลงที่หน้าร้านสมุนไพรเก่าเล็ก ๆ
ร้านนี้ปิดแล้ว แต่ความทรงจำของร่างเดิมบอกเขาว่าเ้าของร้านเป็ชายชราหูตึง ซึ่งมักปล่อยเศษสมุนไพรไร้ค่าใส่ถังไม้หลังร้านเพื่อนำไปทิ้งตอนเช้า
เขาอ้อมไปด้านหลังจริง ๆ ก็พบถังไม้นั้น
ฉินเฟิงกวาดดูอย่างรวดเร็ว
พบรากหญ้าเขียวชอุ่มที่ถูกตัดทิ้ง ใบไม้แห้งเปื้อนดิน และเปลือกเมล็ดจำนวนหนึ่ง
คนทั่วไปเห็นคงรังเกียจ
แต่ในสายตาเขา มันคือวัสดุล้ำค่าในยามขาดแคลน
เขาเลือกเอาสมุนไพรที่ยังใช้ได้หกชนิดห่อผ้ากลับไป
จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่จวนฉิน
ตลอดทาง ความทรงจำของร่างเดิมยังคงหลั่งไหลเข้ามาเป็ระยะ
ภาพบิดานั่งเงียบอยู่ในลานหน้าบ้าน
ภาพสาวใช้เก่าแก่ที่ยังคอยดูแล
ภาพสายตารังเกียจของญาติพี่น้อง
ภาพมู่ชิงหลันในชุดขาวยืนสงบอยู่ใต้ต้นเหมยเมื่อสองเดือนก่อน โดยไม่แม้แต่ปรายตามองเขานานเกินหนึ่งลมหายใจ
เขาไม่รู้สึกโกรธนาง
เพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังเห็นว่าฉินเฟิงคนเดิมช่างไร้ค่าเสียจริง
แต่คนผู้นี้กลับยังรักษาคำหมั้นไว้อย่างเงียบงัน
ไม่ปล่อยให้ตระกูลฉินสูญเสียหน้าต่อหน้าผู้คน
คนเช่นนี้ เขาควรตอบแทน
อย่างน้อยที่สุด…จะไม่ปล่อยให้นางต้องอับอายเพราะมีคู่หมั้นเป็สวะต่อไป
เมื่อกลับถึงเรือนเล็กทางทิศตะวันตกของจวนฉิน ฟ้ายังไม่สว่าง
เรือนนี้ทรุดโทรมกว่าส่วนอื่นชัดเจน
เป็เรือนของบิดาเขา ซึ่งถูกลดบทบาทในตระกูลมาหลายปี
ยามเฝ้าประตูเห็นเป็คุณชายสามก็เพียงเบ้ปาก แต่ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
ฉินเฟิงกลับเข้าห้องตนเองอย่างเงียบเชียบ
ห้องนอนเรียบง่ายกว่าที่คาด
ไม่มีของหรูหรานอกจากฉากไม้ โต๊ะหนังสือ และตู้เตี้ย
เห็นได้ชัดว่าบิดายังพยายามดูแลชีวิตเขาอยู่ แม้เ้าตัวจะเอาแต่สร้างปัญหา
เขาปิดประตูลงกลอน
จากนั้นจัดสมุนไพรทั้งหมดบนโต๊ะ
รวมทั้งผงเปิดโลหิต หินิญญา และเงินที่ได้มา
แสงฟ้าก่อนรุ่งสางเริ่มซึมผ่านกระดาษหน้าต่าง
เงาของสิ่งของทอดยาวบนโต๊ะ
ฉินเฟิงยืนมองมันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ในชาติก่อน เขาเคยมีเตาหลอมเทพเก้าชั้น
เคยมีสมุนไพรอายุแสนปีวางกองตรงหน้า
เคยใช้น้ำแก่นิญญาชำระโอสถเป็เื่ปกติ
ทว่าวันนี้ กลับต้องยืนอยู่กับเศษสมุนไพรจากถังขยะ หินิญญาต่ำสองก้อน และผงยาแย่ ๆ หนึ่งถุง
น่าขัน…แต่ก็งดงามในอีกรูปแบบหนึ่ง
เพราะหมายความว่า ทุกอย่างจะถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยมือเขาเองอีกครั้ง
ฉินเฟิงนั่งลงช้า ๆ
วางหินิญญาสองก้อนไว้ซ้ายขวา
เริ่มจัดสมุนไพรบนโต๊ะเป็วงเล็ก
ใช้ถ้วยชาแทนครกเสริม
ใช้ปลายมีดเก่าสับรากไม้แทนใบมีดโอสถ
คราวนี้เขาไม่ได้จะถอนพิษเท่านั้น
แต่จะสร้าง “น้ำยาหลอมจิตขั้นต้น” และ “ผงปลุกชีพจรชั่วคราว”
ทั้งสองอย่างเป็สูตรพื้นฐานในแดนเทพ
ไม่ใช่โอสถเม็ด
ไม่ต้องใช้เตาหลอมมาตรฐาน
เพียงใช้เปลวไฟอ่อน การบดที่แม่นยำ และการควบคุมพลังิญญาละเอียดพอก็พอ
แน่นอนว่า สำหรับผู้ที่พลังิญญาต่ำอย่างร่างนี้ การจะทำทั้งหมดพร้อมกันนั้นยากอย่างยิ่ง
แต่เขาไม่มีทางเลือก
อีกสามวันตระกูลจะประชุม
อีกไม่กี่ชั่วยามอาจมีคนสังเกตว่าคนที่ส่งไปฆ่าเขาหายตัว
หากเขาไม่แข็งแรงขึ้นอีกขั้น ก็ยากรับมือคลื่นลมต่อจากนี้
เปลวไฟใต้เตาเล็กถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
กลิ่นสมุนไพรลอยคลุ้งในห้อง
ฉินเฟิงค่อย ๆ ควบคุมประกายิญญาที่เพิ่งรวมได้เมื่อคืน แทรกผ่านปลายนิ้วลงในน้ำยา
หน้าผากเขามีเหงื่อซึมอย่างรวดเร็ว
พลังิญญาของร่างนี้ต่ำเกินไป ทุกวินาทีเหมือนมีมีดทื่อ ๆ ขูดสมอง
แต่ผลลัพธ์ก็คุ้มค่า
เมื่อของเหลวในถ้วยเปลี่ยนจากสีขุ่นเป็ใสปนน้ำเงินจาง เขาก็รู้ว่าขั้นแรกสำเร็จ
ส่วนผงปลุกชีพจรนั้น เมื่อบดจนละเอียดพอ เขาก็แบ่งออกเป็สามส่วนอย่างระมัดระวัง
นี่เป็เพียงของพื้นฐาน
แต่กลับเป็ของพื้นฐานที่โลกใบนี้ยังไม่รู้จัก
ฉินเฟิงดื่มน้ำยาหลอมจิตลงไปครึ่งหนึ่ง แล้วใช้นิ้วแตะผงปลุกชีพจรจำนวนน้อยที่สุดละลายในน้ำ อมไว้ใต้ลิ้น
จากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง
ทันทีที่ฤทธิ์ยาแผ่กระจาย เขาก็รู้สึกได้ว่าความแจ่มชัดในสมองเพิ่มขึ้นกะทันหัน
ประกายิญญารอบตัวดูสว่างชัดกว่าเดิมหลายส่วน
ส่วนผงปลุกชีพจรทำให้เส้นลมปราณที่เคยอุดตันเจ็บวาบอย่างรุนแรง ราวถูกเข็มเหล็กเจาะทะลุ
เขาไม่สนใจความเจ็บ
รีบโคจรคัมภีร์ขัดจิตฝุ่น์ต่อทันที
ครั้งนี้เร็วกว่าเมื่อคืน
ประกายิญญาถูกรวบรวมได้มากขึ้น ชัดขึ้น หนาแน่นขึ้น
เมื่อจิตเข้มแข็งขึ้น เขาจึงนำมันลงมายังตันเถียนช้า ๆ
เสียงอื้ออึงดังขึ้นในหู
ลมหายใจชะงัก
กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งแน่น
แล้วในที่สุด จุดหนึ่งใต้สะดือก็สั่นไหว
คล้ายเมล็ดพันธุ์แห้งแล้งที่เพิ่งได้ััหยดน้ำแรก
กระแสอุ่นเส้นบางยิ่งกว่าด้ายไหมถือกำเนิดขึ้นจริง ๆ
นี่คือ พลังปราณแรกกำเนิด
อ่อนแอมาก แทบไม่มีค่า
แต่เป็เส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างคนธรรมดากับผู้เริ่มต้นฝึกยุทธ์
ฉินเฟิงค่อย ๆ ลืมตา
เหงื่อชุ่มทั้งตัว เสื้อด้านในเปียกจนแนบเนื้อ
สีหน้าอ่อนล้าอย่างหนัก จิติญญาแทบแห้งเหือดจากการฝืนใช้เกินขีดจำกัด
แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีประกายบางอย่างลุกโชนขึ้น
สำเร็จแล้ว
เขาเริ่มใหม่จากศูนย์จริง ๆ
เริ่มจากร่างสวะจริง ๆ
และในที่สุดก็วางก้าวแรกลงบนหนทางฝึกยุทธ์ได้ด้วยตัวเอง
แม้จะยังห่างไกลจากคำว่าเก่ง
แม้จะยังไม่มีสิทธิ์ท้าชนใครตรง ๆ
แต่สิ่งที่คนทั้งเมืองเห็นว่าเป็ขยะ…ตอนนี้กลับไม่ใช่ขยะอีกแล้ว
ฉินเฟิงกำลังจะเก็บของบนโต๊ะ ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
ก๊อก…ก๊อก…
ตามด้วยเสียงหญิงชราที่คุ้นเคย
“คุณชายสาม…ท่านกลับมาแล้วหรือ”
เป็เสียงของ หลิวมู่ สาวใช้ชราที่คอยดูแลเขามาั้แ่เด็ก
ในความทรงจำของร่างเดิม นางเป็คนหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังเป็ห่วงเขาอย่างแท้จริง
ฉินเฟิงสงบลมหายใจ เก็บสมุนไพรและถ้วยยาลงอย่างรวดเร็ว ก่อนตอบเสียงเรียบ
“เข้ามา”
ประตูเปิดออกช้า ๆ
หญิงชราผมขาวประปรายเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำล้างหน้า
ทันทีที่เห็นใบหน้าซีดและคราบเืตรงมุมปากของเขา สีหน้านางก็เปลี่ยนทันที
“คุณชาย! ท่านไปทำอะไรมา เหตุใดถึง—”
ฉินเฟิงยกมือห้ามเบา ๆ
“ข้าไม่เป็ไร”
หลิวมู่ชะงักไปเล็กน้อย
เพราะน้ำเสียงนี้ไม่เหมือนคุณชายสามคนเดิมเลย
เมื่อก่อนฉินเฟิงจะหงุดหงิด ตะคอก หรือผลักถาดน้ำทิ้งเสียมากกว่า
แต่ตอนนี้เสียงนั้นกลับนิ่ง สุขุม และมีแรงกดดันบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
หญิงชรามองเขาอย่างงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบวางถาดลงแล้วเดินเข้าใกล้
“เมื่อคืนท่านไม่กลับ จวนเกือบส่งคนไปตามแล้ว นายท่านเองก็ยัง—”
“บิดาอยู่ที่ใด”
หลิวมู่กะพริบตา
คำถามนี้ยิ่งทำให้นางประหลาดใจหนักขึ้น
“นายท่านอยู่เรือนศึกษาเ้าค่ะ…ทั้งคืนท่านแทบไม่ได้นอน”
ฉินเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“อีกเดี๋ยวข้าจะไปหา”
หลิวมู่จ้องเขาอึ้ง ๆ ราวกับไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าคือคุณชายสามจริงหรือไม่
ท้ายที่สุดนางได้แต่พยักหน้า รีบบอกว่าจะไปเตรียมอาหารอ่อนมาให้
เมื่อประตูปิดลงอีกครั้ง ฉินเฟิงจึงเอนหลังพิงเก้าอี้เบา ๆ แล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง
ความเหนื่อยล้าถาโถมขึ้นมาทันที
การถอนพิษ การหลอมจิต การจุดกำเนิดพลังปราณแรก ล้วนกินแรงกายแรงใจเกินกว่าร่างนี้ควรรับไหว
แต่เขายังพักไม่ได้
อีกเดี๋ยวต้องไปพบบิดา
ต้องประเมินสถานการณ์ในตระกูล
ต้องหาทางหาวัตถุดิบเพิ่ม
ต้องปิดบังการเปลี่ยนแปลงของตนใน่ต้น
และต้องค่อย ๆ วางหมากเพื่อโต้กลับคนที่คิดฆ่าเขา
ที่สำคัญยิ่งกว่า คือภายในสามวัน เขาต้องมีพลังและภาพลักษณ์มากพอที่จะไม่ถูกใครเหยียบย่ำกลางที่ประชุม
อย่างน้อยต้องพอให้มู่ชิงหลันเห็นว่า ข่าวลือเกี่ยวกับคู่หมั้นสวะผู้นี้…กำลังผิดเพี้ยนไปแล้ว
ฉินเฟิงเปิดตาอีกครั้งอย่างช้า ๆ
แสงเช้ายามอรุณทอดผ่านหน้าต่างมาตกบนโต๊ะสมุนไพร
ละอองฝุ่นในลำแสงลอยอ้อยอิ่งราวหมอกบาง
เขามองปลายนิ้วตนเองแล้วกำช้า ๆ
ชาติที่แล้ว เขาแพ้เพราะอ่อนแอ
แม้มีความรู้เลิศล้ำ แม้เข้าใจโอสถเหนือผู้ใด แต่ไร้กำลังพอจะปกป้องทุกสิ่ง
ชาตินี้ เขาจะไม่เดินซ้ำรอยเดิมอีก
โอสถ เขาจะเป็หนึ่ง
ปราณยุทธ์ เขาจะฝึกใหม่ด้วยตัวเอง
พลังิญญา เขาจะยกระดับจนแม้แดนเทพยังต้องสั่นสะท้าน
และทุกคนที่คิดว่าเขาเป็เพียงขยะ…จะต้องเห็นกับตาว่า ขยะก้อนนี้กำลังกลายเป็สัตว์ประหลาดเช่นไร
นอกหน้าต่าง เสียงระฆังเช้าของจวนฉินดังขึ้นช้า ๆ
วันใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว
วันที่ฉินเฟิงผู้เดิมตายจากไป
และผู้ที่จะทำให้ทั้งเมืองชิงหลานต้องสั่นะเื…ได้ถือกำเนิดขึ้นจริง ๆ