“เดี๋ยวค่ะ พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง!?” ลู่เมิ่งถลึงตาใส่เขาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอเป็มนุษย์นะโอเคไหม
ซ่งอวี้เยี่ยนยิ้มกว้างอย่างควบคุมไม่ได้เหมือนกัน ในที่สุดก็ทำลายความสงบของหญิงสาวได้แล้ว แถมท่าทางตอนโกรธก็ยังน่ารักเหมือนเด็กเล็กๆ ที่้าให้เข้าไปโอ๋ด้วย
เขาไอเล็กน้อยกลบเกลื่อนรอยยิ้มก่อนจะพูดอย่างจริงจังแต่ดวงตาสดใสมากไม่ตรงกับท่าทางสักนิด
“ผมหมายถึงดูพิเศษมาก แค่เจอกันก็สามารถปัดเป่าสิ่งที่ไม่สะอาดได้โดยไม่ตั้งใจ อาจารย์เต๋าที่เคยทักผมเื่สิ่งที่ไม่สะอาดก็บอกไว้ว่าผมต้องได้เจอคนที่สูงส่งเข้าแล้ว แต่ประวัติของคุณเป็แค่คนธรรมดาไม่เคยฝึกฝนวิชา ผมเลยมีความสงสัยเกี่ยวกับคุณมาก”
“นี่คุณแอบสืบประวัติฉันเหรอคะ?”
“โกรธเหรอครับ ขอโทษที่แอบสืบแต่ผมทนความอยากรู้ไม่ไหวน่ะครับ” ซ่งอวี้เยี่ยนหัวเราะเบาๆ แต่ลู่เมิ่งไม่ได้โกรธ เื่สืบประวัติถ้ามีความสามารถก็สืบไปเถอะ
ถึงยังไงมนุษย์ก็ไม่มีความสามารถสืบไปถึงยมโลกอยู่แล้ว
“ช่างเถอะค่ะ เื่สืบประวัติฉันไม่ได้ถือสา” ลู่เมิ่งถอนหายใจ “ฉันไม่ได้ฝึกฝนอะไรค่ะ เื่ปัดเป่านี่ก็ไม่ได้รู้เื่ น่าจะเป็ความบังเอิญมากกว่า คุณชายซ่งก็อย่าไปเชื่อมากค่ะ”
“ครับ” ซ่งอวี้เยี่ยนพยักหน้าอย่างว่าง่ายเชื่อฟัง
เหล่าบอร์ดี้การ์ดที่ยืนอยู่ภายในห้องแอบส่งสายตาให้กันจนตาแทบเป็ตะคริว ั้แ่ทำงานข้างกายคุณชายห้าซ่งก็ไม่เคยจะเห็นเขาทำท่าว่าง่ายเชื่อฟังแบบนี้กับใครมาก่อน และไม่เคยเห็นใครที่ทำตัวเป็ธรรมชาติต่อหน้าคุณชายได้ขนาดนี้
คุณชายห้าซ่งอวี้เยี่ยนคือผู้มีชื่อเสียงมากในเมืองหลวง เป็ชายหนุ่มที่เ็าและไม่แยแส ทั้งชาติตระกูลที่สูงส่ง ความหล่อเหลาที่มากเกินไปจนไม่มีเพื่อนคบและความสามารถที่ยอดเยี่ยม นี่คือชายหนุ่มที่หญิงสาวทั่วทั้งเมืองหลวงใฝ่ฝันอยากได้เป็คู่ครองอย่างบ้าคลั่ง
สำหรับหญิงสาวเ่าั้แค่ได้เจอหน้าคุณชายห้าซ่งสักนิดก็ถือเป็โชคลาภอันประเสริฐ ได้พูดคุยสักหน่อยถือว่ากำลังใช้บุญวาสนาที่สั่งสมมา ได้ร่วมโต๊ะอาหารพูดคุยอย่างสบายๆ ก็คงเหมือนการใช้บุญจนหมดแล้วในชาตินี้
แต่คุณหนูลู่คนนี้ทั้งเจอหน้า ทั้งพูดคุย ทั้งร่วมโต๊ะอาหารแล้วยังพูดให้คุณชายห้าซ่งเชื่อฟังได้อย่างเหลือเชื่อ ต้องมีบุญอันยิ่งใหญ่แค่ไหนกันเนี่ย
คนที่ไม่รู้ว่าได้กลายเป็ผู้มีบุญยิ่งใหญ่ยิ้มให้กับคุณชายตรงหน้า ทั้งเอ็นดูและชื่นชมเด็กน้อยที่เชื่อฟัง
ใช่ เป็เด็กนั่นแหละถูกแล้ว
คุณชายห้าซ่งอายุน้อยกว่าลู่เมิ่งหนึ่งปี ถึงรูปร่างเขาจะสูงและเป็ผู้ใหญ่มาก ก็ยังมีเค้าโครงความอ่อนเยาว์อยู่ ลู่เมิ่งที่รู้อายุอีกฝ่ายก็ไม่สามารถมองเขาเป็ผู้ใหญ่ได้ เหมือนกับเฉียนเสี่ยวหยูที่อายุน้อยกว่าสามปีก็ยังเป็เด็กน้อยในสายตาเธอเหมือนกัน
สงสัยเธอจะอยู่กับคนแก่อายุหลักร้อยหลักพันปีมากเกินไป มองใครที่อายุน้อยกว่าก็เป็เด็กเล็กไปหมด โดยไม่ได้ดูว่าตัวเองนั้นหน้าอ่อนกว่าเหล่าเด็กน้อยของเธอขนาดไหน
ซ่งอวี้เยี่ยนที่ได้รับรอยยิ้มชื่นชมเอ็นดูถึงกับออกอาการเก้อเขิน
เข้าใจว่าอีกฝ่ายมองเขาเป็เด็กที่อายุน้อยกว่าถึงเอ็นดูและชื่นชมเขาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แต่ใบหน้าที่อ่อนกว่าอายุจริงนั่นทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ที่ถูกเอ็นดูยังไงไม่รู้
“ถ้าไม่มีเื่อะไรแล้วขอตัวนะคะ ฉันยังมีธุระอยู่” ลู่เมิ่งลุกขึ้นจากที่นั่ง เธออยู่พูดคุยนานๆ ไม่ดี ที่ห้องอาหารยังมีพ่อแม่และพี่ชายรออยู่
“เดี๋ยวครับ!”
“มีอะไรคะ?”
“นี่เป็นามบัตรของผม ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรก็ติดต่อมานะครับ ผมจะตอบแทนเื่รถครั้งนั้นเอง”
“แต่...”
“อย่าปฏิเสธเลยครับ ถึงคุณจะไม่ได้ทำอะไรจริงๆ แต่เพื่อความสบายใจของผมก็ขอให้มีโอกาสตอบแทนสักหน่อยนะครับ หรืออย่างน้อยก็เลี้ยงอาหารสักมื้อ?”
“อืม... เป็เลี้ยงอาหารก็ได้ค่ะ” ลู่เมิ่งพยักหน้ายอมรับ
เธอรับนามบัตรมาและให้เบอร์ของเธอไปกับเขาโดยตรง เพราะเธอไม่มีนามบัตรของตัวเอง หลังจากบันทึกเบอร์เรียบร้อยก็เดินออกจากห้องไปทันที ไม่เหลียวกลับไปมองคนข้างหลังสักนิด
ซ่งอวี้เยี่ยนมองตามหลังของหญิงสาวไปตาปริบๆ รอยยิ้มที่สดใสน่ารักที่อยู่บนหน้ามาตลอดก็จางลง มองเบอร์ที่ได้รับมาอย่างครุ่นคิด หันไปมองทางบอร์ดี้การ์ด
“พวกนายคิดว่าวันนี้ฉันดูแย่มากไหม?”
“ไม่ครับ” เหล่าบอร์ดี้การ์ดตอบอย่างพร้อมเพรียง มองทั้งสามร้อยหกสิบองศาคุณชายห้าซ่งก็ยังสมบูรณ์แบบ
“งั้นทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงไม่รู้สึกอะไรเลย”
เหล่าบอร์ดี้การ์ดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก “...”
เื่นี้แม้แต่คุณชายก็ไม่รู้แล้วพวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไร
ซ่งอวี้เยี่ยนพ่นลมหายใจออกอย่างอารมณ์เสีย เขาที่ไม่เคยสนใจรูปลักษณ์ของตัวเองมาก่อนถึงกับสูญเสียความมั่นใจ
นี่แสดงให้เห็นว่าความเฉยเมยของลู่เมิ่งส่งผลต่อเขามากขนาดไหน
แต่ความสนใจของซ่งอวี้เยี่ยนมีอยู่ไม่นาน เขาก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วไปกินอาหารต่อ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าอาหารวันนี้รสชาติดีเป็พิเศษ
หรือว่าร้านอาหารจะเปลี่ยนพ่อครัว?
ลู่เมิ่งกลับมาที่ห้องอาหารของตัวเองอีกครั้ง ครอบครัวโจวยังคงอยู่ เมื่อเห็นเธอพวกเขาก็รีบถามอย่างห่วงใย
“ทำไมไปเข้าห้องน้ำนานจังเลยคะเสี่ยวเมิ่ง” คุณนายโจวถาม
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” โจวจื่อชิงพูดอย่างกังวล
“ไม่มีอะไรค่ะ เจอเพื่อนพอดีก็เลยหยุดคุยกันนิดหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะใช้เวลานานขนาดนี้ ขอโทษด้วยค่ะ” ลู่เมิ่งตอบอย่างสุภาพลื่นไหล เหลือบมองลู่เหวินไปพลาง
พี่ชายไม่ได้บอกเหรอว่าเธอไปทำธุระ?
ลู่เหวินเห็นสายตาน้องสาวก็ยักไหล่ ทำไมเขาจะต้องบอกเื่ของน้องสาวกับคนนอกด้วย แค่ให้พ่อกับแม่รู้ว่าน้องยังปกติดีก็พอแล้ว
“ในเมื่อเสี่ยวเมิ่งมาแล้ว น้าขอเข้าประเด็นเลยนะคะ น้าอยากจะให้จื่อชิงแต่งงานกับเสี่ยวเมิ่งค่ะ” คุณนายโจวพูดออกไปตรงๆ เพราะเห็นว่าอ้อมค้อมไปก็ไร้ประโยชน์ และเธอก็ได้รับสายตาไม่เห็นด้วยกลับมาถึงสามคู่
“ขอโทษด้วยค่ะคุณนายโจว เมิ่งเมิ่งยังเด็กอยู่ไม่อยากให้รีบแต่งงาน” คุณแม่ลู่ปฏิเสธอย่างสุภาพ ยิ้มให้อย่างขอโทษขอโพย
“ไม่เด็กแล้วนะคะ เสี่ยวเมิ่งอายุ...”
“เมิ่งเมิ่งหลับไปสามปีเลยนะคะ สภาพจิตใจก็ยังเป็เด็กอายุสิบแปดและตอนนี้ก็กำลังจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ฉันอยากให้ลูกสาวได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นก่อนน่ะค่ะ”
“สามารถหมั้นหมายกันก่อนก็ได้นะคะ รอเสี่ยวเมิ่งเรียบจบก็แต่งงาน”
“ขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะคุณนายโจว ฉันไม่อยากบังคับลูกสาว”
ปฏิเสธขนาดนี้แล้วเื่หมั้นหมายก็ไม่มีโอกาสแล้ว คุณนายโจวพ่นลมหายใจออกอย่างโมโห กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่คุณโจวเอ่ยขัดขึ้น
“ดูท่าแล้วลูกชายของผมคงไม่มีวาสนากับเสี่ยวเมิ่งนะครับ เื่นี้คงบังคับใจกันไม่ได้จริงๆ”
“ขอบคุณที่เข้าใจครับคุณโจว” คุณพ่อลู่ยิ้มออกมาในที่สุด
“งั้นก็ขอให้ตั้งใจเรียนนะครับ มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง ถือเป็การฉลองให้กับเสี่ยวเมิ่งที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้ นี่ก็ดึกมากแล้วพวกผมคงต้องขอตัวก่อน”
“ครับ เดินทางปลอดภัยครับคุณโจว”
หลังจากเอ่ยลากันอย่างไม่อ้อมค้อม ครอบครัวโจวก็ลุกจากไป แม้คุณนายโจวและโจวจื่อชิงจะไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ก็ขัดขืนคุณโจวไม่ได้
เมื่อครอบครัวโจวออกไปแล้วพวกเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ในที่สุดก็กำจัดโจวจื่อชิงออกไปพ้นทางน้องสาวได้สักที!” ลู่เหวินชูกำปั้นประกาศชัยชนะ แม้ว่าคนที่พูดขัดขวางคุณนายโจวจะไม่ใช่เขา แต่นี่ก็นับเป็ชัยชนะของเขาด้วยเหมือนกัน
คุณแม่ลู่สุดยอดมากครับ!
“ก็โชคดีที่คุณโจวเป็คนที่ใจกว้างและเข้าใจอะไรได้ง่าย ไม่อย่างนั้นเราก็คงจะถูกเกลียดเหมือนคุณนายโจวนั่นแหละ” คุณพ่อลู่ดื่มชาดับกระหาย พอโล่งใจแล้วก็หิวขึ้นมา
“คุณนายโจวนี่ก็เหลือเกิน ปฏิเสธอ้อมๆ อย่างไว้หน้าแล้วก็ยังจะเซ้าซี้อยู่อีก คิดว่าลูกชายตัวเองดีแล้วลูกสาวเราต้องยินยอมหรือไง ผู้ชายที่ดีบนโลกไม่ได้มีแค่เ้าหนุ่มโจวจื่อชิงเสียหน่อย” คุณแม่ลู่พูดอย่างโมโห อดกลั้นพูดสุภาพกับคุณนายโจวมานาน พอเหลือแต่ครอบครัวก็พูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้า
“ใช่ๆ ผู้ชายที่ดีบนโลกยังมีผมกับพ่อด้วย เป็ผู้ชายดีคุณภาพสูงสุดอีกต่างหาก ถ้าไม่ดีเท่าพวกเราก็อย่าหวังจะได้แต่งกับเมิ่งเมิ่งเลย!” ลู่เหวินรีบสนับสนุนและอวยตัวเองกับคุณพ่อลู่ไปด้วย
“ใช่แล้ว ผู้ชายดีๆ น่ะมันต้องแบบพ่อสิ” คุณพ่อลู่รีบพยักหน้าเห็นด้วย
“คุณนี่ก็หลงตัวเองจริงๆ นะ!” คุณแม่ลู่มองค้อนอย่างหมั่นไส้ แต่ก็หยิบจานอาหารส่งให้เขาอย่างรู้ใจ “หิวแล้วใช่ไหมคะ กินเยอะๆ เลยนะ ตอนพวกครอบครัวโจวอยู่ไม่มีความอยากอาหาร ตอนนี้เหลือแค่เราแล้วก็กินกันเถอะ อย่าปล่อยให้หิวเดี๋ยวจะเป็โรคกระเพาะ”
“อื้มๆ” พ่อลู่คืบอาหารเข้าปากอย่างมีความสุข
สองพี่น้องลู่มองพ่อแม่แสดงความรักกันด้วยสีหน้าเฉยชา พวกเขาชินเสียแล้วกันการแสดงความรักของพ่อแม่ หันไปกินอาหารของตัวเองเงียบๆ แม้จะรู้สึกว่าอาหารพวกนี้หวานขึ้นสองส่วนก็ยังกินมันต่อไป
กินหวานกันจนชินแล้ว ขาดแค่เป็โรคเบาหวาน