อะไรกัน นี่เล่นทำท่าทีจะพูดก็ไม่พูดจะเรียกร้องความสนใจกันหรือไง!
สวีซิ่วก้มหน้ามองพื้นอีกครั้งเอานิ้วชี้สองข้างเขี่ยกันไปมา เธอไม่กล้าเงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ
"คือว่า...ตอนนี้ฉันก็พอจะมีเงินติดตัวอยู่บ้าง ก็เลยอยากจะมาถามพี่เสี่ยวเสี่ยวดูว่าพอจะมีธุรกิจอะไรที่ฉันพอจะทำได้บ้าง อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องนั่งกินนอนกินไปวันๆน่ะค่ะ!"
พอพูดถึงช่วงท้าย น้ำเสียงก็ยิ่งแผ่วเบาลงจนต่งเสี่ยวเสี่ยวแทบจะไม่ได้ยิน
สวีซิ่วหน้าแดงเธอรู้สึกว่าตัวเองโลภมากเกินไป
ต่งเสี่ยวเสี่ยวช่วยเหลือเธอมามากขนาดนี้แล้วตอนนี้กลับยังคิดที่จะมารบกวนเขาอีก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้ยินดังนั้นก็กลั้นหัวเราะ
"แหม นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก!"
พูดจบต่งเสี่ยวเสี่ยวครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะพูดต่อ
"ฉันจำได้ว่าฝีมือทำอาหารของเธอยอดเยี่ยมเธอไปตั้งแผงขายของในตัวอำเภอได้เลยนะ"
แต่สวีซิ่วพอได้ยินก็เหมือนมะเขือที่โดนน้ำค้างแข็งใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"จะขายได้จริงๆ เหรอคะ? ตอนนี้ในตลาดมีคนตั้งแผงขายของเยอะแยะไปหมด ไม่เห็นจะมีใครขายดีสักคนฉันเห็นก็แต่ซานจาจิ่วของป้าหลิวที่ขายดีเป็นพิเศษแต่ฉันจะไปแย่งลูกค้าป้าหลิวได้ยังไงกัน"
เธอก็เคยคิดที่จะขายซานจาจิ่วแต่พอมาลองคิดดูดีๆ แล้ว
ถ้าในตลาดมีร้านสองร้าน ก็อาจจะมีคนอื่นๆทำตามกันเป็นแถว เธอเลยมาถามความคิดเห็นจากต่งเสี่ยวเสี่ยวก่อน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวจิบน้ำที่ฉินซู่ส่งให้จนชุ่มคอ
"ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงคนงานก่อสร้างหลายคนก็ไม่มีอะไรร้อน ๆ กินหลังเลิกงานส่วนมากก็แค่ซื้อข้าวกล่องราคาถูกมากินรองท้อง ถ้ามีวิธีเก็บความร้อนได้แผงของเธออาจจะขายดีก็ได้นะ!"
โรงพยาบาลประชาชนในตัวอำเภอ ก็มีคนทำแบบนี้เธอถึงได้แนะนำให้สวีซิ่วลองทำดู
ในตัวอำเภอมีพื้นที่งานก่อสร้างอยู่ไม่น้อยถ้าเดินผ่านก็จะเห็นคนถือกล่องโฟม ขายข้าวกล่องเย็นเจี๊ยบราคาหนึ่งถึงสองหยวน
สวีซิ่วอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า"หมู่บ้านเราอยู่ห่างจากตัวอำเภอพอควรเลยกว่าฉันจะทำข้าวกล่องเสร็จ ถึงกล่องโฟมจะช่วยเก็บความร้อนได้ แต่ไปๆ กลับๆ แบบนี้มันก็เย็นชืดหมดพอดีแล้ว จะมีวิธีเก็บความร้อนได้ยังไงกันล่ะคะ!
ถ้าอยากกินของร้อนๆ ในตัวอำเภอก็ยังมีร้านเล็กๆ อีกเยอะแยะ เดินไกลหน่อยก็ได้กินของร้อนๆ แล้ว"
สิ่งที่สวีซิ่วพูดมานั้นตรงประเด็นสุดๆ
ฉินซู่รินน้ำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวเงียบๆพลางพูดขึ้นมา
"ก็ต้มตอนตั้งแผงขายที่นั่นเลยก็ได้ของที่เอาไปขายก็ต้องไม่เหมือนใครด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีลูกค้า"
จู่ๆ ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็นึกอะไรดีๆ ออกขึ้นมา
"ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ลองไปขายเกี๊ยวน้ำหรือไม่ก็หม่าล่าทั่งในตัวอำเภอดูดีไหม"
ถึงชาติที่แล้วเธอจะเรียนหมอแต่ชอบกินอาหารที่สุกง่ายพวกนี้มาก แค่ใส่ลงไปในน้ำร้อนๆพอลวกแล้วก็ตักขึ้นมากินได้เลย ทั้งอร่อยและสะดวกแถมยังมีตัวเลือกให้เลือกตั้งมากมาย
"หม่าล่าทั่งคืออะไรงั้นเหรอ?"
ทั้งฉินซู่กับสวีซิ่วถามออกมาพร้อมกัน
ขายเกี๊ยวน้ำพวกเขายังพอเข้าใจ แต่คำว่า 'หม่าล่าทั่ง' นี่สิ พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มแหยๆ"ก็เอาพวกของที่สุกง่ายๆ มาเสียบไม้ ขายไม้ละไม่กี่เฟินส่วนพวกเนื้อก็ขายไม้ละสามเหมา แล้วก็ใส่น้ำซุปสูตรพิเศษ ขายชุดเล็กๆก็ได้กำไรสองสามหยวนแล้ว เราเน้นขายให้ได้เยอะๆ ก็พอ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวค่อยๆบอกขั้นตอนการทำและการขายหม่าล่าทั่งให้สวีซิ่วฟังอย่างละเอียด
สวีซิ่วเหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่พอเรียบเรียงความคิดในหัวดูแล้วก็เธอเข้าใจมากขึ้น
ความคิดแปลกใหม่แบบนี้ทำให้สวีซิ่วยิ่งชื่นชมต่งเสี่ยวเสี่ยวมากขึ้นไปอีก
"พี่เสี่ยวเสี่ยว พี่มีความคิดดีๆเยอะมากจริงๆ สมแล้วที่มาจากในเมืองหลวง พี่ฉลาดจริงๆ ถ้าพี่ไม่พูดฉันคงคิดไม่ออกแน่ๆ ว่าจะมีวิธีที่ดีขนาดนี้!"
สมแล้วที่เธอมาหาต่งเสี่ยวเสี่ยวให้ช่วยออกความคิดเห็น
ฉินซู่เองก็นั่งฟังอย่างตั้งใจเขาไม่คิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะมีความรู้เรื่องอาหารการกินขนาดนี้
"เดี๋ยวฉันจะบอกว่าของที่ต้องใช้ทำหม่าล่าทั่งมีอะไรบ้างวิธีทำน้ำซุป แล้วก็อุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้" ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มหวานๆก่อนจะหันไปจิบน้ำอีกครั้ง
ทั้งสามคนนั่งอยู่ในลานบ้านดื่มน้ำไปพลางคุยกันอย่างสนุกสนาน จนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ถึงแยกย้ายกันไป
"นี่ก็เย็นมากแล้ว เด็กๆสามคนคงรอฉันกลับไปทำอาหารให้อยู่ เดี๋ยวค่ำๆ ฉันมาใหม่นะคะ"
สวีซิ่วลุกขึ้นเธอถือตะกร้าไม้ไผ่รีบกลับบ้าน และเดินออกจากไปด้วยใบหน้าที่เต็มด้วยรอยยิ้ม
วันนี้มาก็ยังพอได้อะไรกลับไปบ้างอย่างน้อยก็ไม่ต้องนั่งกินนอนกินไปวันๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวลุกขึ้นยืนเธอบิดขี้เกียจเล็กน้อย นั่งคุยมาตลอดทั้งบ่าย ปวดทั้งเอวปวดทั้งก้น ทรมานจริงๆ
ส่วนเด็กน้อยสามคนก็กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ในห้องตอนแรกพวกเขาก็ตั้งใจฟังอยู่บ้าง พอถึงช่วงหลังก็เริ่มง่วงนอนฉินซู่เลยบอกพวกเขาให้ไปนอนกลางวัน ตอนนี้ยังไม่ตื่นเลย
เย็นนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวตั้งใจว่าจะทำผัดกระเทียมดองกับเนื้อเค็มตากแห้งจากนั้นก็ทำผัดผัก แล้วก็ซุปอีกหนึ่งอย่าง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวนวดบ่าที่ปวดเมื่อยเล็กน้อยหลังจากนั้นเธอก็เริ่มวุ่นวายอยู่ในครัว
ตอนนี้ฉินซู่ก็พอจะช่วยอะไรได้บ้างเขาช่วยเธอซาวข้าว หุงข้าว แล้วก็ล้างผัก
ทั้งสองคนวุ่นวายอยู่ในครัวแสงตะวันลับฟ้าไปแล้ว ควันไฟจากในบ้านลอยเอื่อยไปตามท้องฟ้า
ต่งเสี่ยวเสี่ยวทุบกระเทียมเธอสับกระเทียมดองเป็นท่อนๆ แล้วใส่น้ำมันหมูลงในหม้อผัดเนื้อเค็มตากแห้งให้พอหอมก่อน จากนั้นก็ใส่พริก กระเทียมดอง กระเทียมสดและเครื่องเทศต่างๆ ผัดให้เข้ากันไปเรื่อยๆ
ไม่นาน กลิ่นหอมก็โชยออกมา
เด็กน้อยทั้งสามคนก็ตื่นขึ้นมาเองโดยไม่มีใครปลุก
"แม่คะวันนี้ตอนเย็นเรากินอะไรกันเหรอคะ?"
ฉินไห่เยว่ที่เพิ่งจะตื่นนอนเธอขยี้ตาที่ยังงัวเงีย เดินหาวออกมา ใบหน้าอวบอ้วนเล็กๆยังมีรอยที่เกิดจากการนอนทับบนเตียง ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง ดูน่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวล้างมือจากนั้นก็เช็ดให้แห้ง ก่อนจะอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน
"วันนี้เราจะกินผัดกระเทียมดองกับเนื้อเค็มตากแห้งแต่ก่อนอื่น...แม่จะพาพวกลูกไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นก่อนนะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอุ้มคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขนเธอจูงอีกคนหนึ่งไว้ในมือ ส่วนด้านหลังก็มีอีกคนเดินตามมา เป็นภาพที่ดูอบอุ่นตา
เด็กน้อยสามคนถือชามเล็กๆ คนละใบพวกเขาหยิบช้อนขึ้นมา และกินข้าวกันอย่างมีความสุข
วันต่อมา ต่งเสี่ยวเสี่ยวตื่นแต่เช้าเธอเอาขนมเปี๊ยะไส้เนื้อที่สวีซิ่วเอามาให้เมื่อวานใส่ลงในหม้อจากนั้นก็อุ่นให้ร้อน แล้วก็ต้มโจ๊กหม้อหนึ่ง เธอกำชับพวกเด็กๆ สักพักก่อนจะออกจากบ้านไป
ตอนที่ทำงานต่งเสี่ยวเสี่ยวกับสวีซิ่วถูกจัดให้ทำงานด้วยกัน ทั้งสองขยันและตั้งใจทำงานมากจนงานเสร็จเร็ว
"พี่เสี่ยวเสี่ยว เมื่อคืนฉันลองคิดๆดูแล้ว ตั้งใจว่าพอเลิกงาน จะลองไปขายของในตลาดดูค่ะ"
สวีซิ่วมีรอยยิ้มมากขึ้นและดูสดใสร่าเริงขึ้นมากเช่นกัน
ตอนนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวทั้งหาเงินได้แถมยังเก่งอีกต่างหาก ก็ไม่แปลกที่จะมีคนบางคนเริ่มอิจฉาเธอขึ้นมา
"มีที่ไหนกันเมียบ้านไหนจะออกไปทำงานนอกบ้านทุกวันแบบนั้น? ฉันได้ยินมาว่าเวลาเสี่ยวเสี่ยวไปตลาดแต่ละครั้งก็ได้เงินกลับมาสิบถึงยี่สิบกว่าหยวน ทุกวันนี้บ้านนั้นก็กินแต่ของดีๆ ทั้งนั้นฉันอยู่ห่างจากบ้านสกุลฉินตั้งไกล ยังได้กลิ่นเนื้อเลย"
"ใครจะรู้ล่ะ? ต่งเสี่ยวเสี่ยวหน้าตาเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกแถมยังพูดจาฉะฉานอีก อาจจะไปทำเรื่องไม่ดีไม่งามอะไรในตลาดก็ได้!ถึงได้หาเงินได้เยอะขนาดนี้"