ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 150 หุบเขาสายฟ้าฟาด
ประตูมิติสีดำปิดตัวลง ทุกอย่างกลับคืนสู่ปกติ ยกเว้นก็แต่ของบนโต๊ะทำงานที่หายไป
มาคัสยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น ม่านตาหดแคบลง หัวคิ้วพันกันจนยุ่งไปหมด
ความจริงร่างวิญญาณโปร่งแสงตามเมอร์ดิสมาตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายขอเข้าพบมาคัส ทุกอย่างในการสนทนาร่างโปร่งแสงยืนฟังทุกอย่างด้วยความสนใจ ก่อนจะแทรกร่างผ่านกำแพงเข้ามาภายในห้องทำงานแห่งนี้เพื่อดูสิ่งที่เมอร์ดิสขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษ พร้อมคำอธิบายสถานที่แต่ละแห่งเป็นจุดๆ ไป
เมื่อฟังทุกอย่าง จินก็รู้สึกได้ถึงแสงแห่งความหวัง เขากางแผนที่ออกดูอีกครั้งด้วยความสนใจ และด้วยเคล็ดวิชาหลอมจิตวิญญาณที่เขาเพิ่งฝึกฝนไปล่าสุด ทำให้ดวงวิญญาณของจินทรงพลังขึ้นมาก สามารถสร้างปรากฏการณ์รวมถึงพอจะสัมผัสสิ่งของที่มีมวลต่ำได้อยู่บ้าง
เมื่อมองดูพักหนึ่ง ร่างวิญญาณก็ต้องการจะเก็บแผนที่แผ่นนี้ติดตัวไปด้วย หากปล่อยไว้ในมือมาคัส อีกฝ่ายก็คงต้องรอเขาเข้าฝันเพื่อมาอธิบายอีกรอบ อย่างไรเขาก็ได้ฟังสารโดยตรงมาหมดแล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากอีก
จึงเปิดประตูมิติขนาดเล็กๆ ออกมา แล้วสั่งให้ซากศพของอดีตผู้อาวุโสตระกูลหวงหลงเอื้อมมือไปคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาเก็บไว้ในมิติประดิษฐ์
ฉากตรงหน้าแม้จะดูน่าตกใจ แต่ผู้ที่สามารถฉีกอากาศเปิดประตูมิติได้ก็คงจะมีเพียงจินเท่านั้นที่มาคัสรู้จัก บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์จึงไม่ได้กังวลว่ามาคัสจะคิดไม่ออกว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของใคร เพียงให้โอกาสอีกฝ่ายไตร่ตรองเพียงครู่เดียวก็คงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ไม่ยาก
ร่างวิญญาณโปร่งแสงไม่ได้อยู่ฟังอะไรภายในห้องทำงานของหัวหน้าตระกูลอีก พาร่างของตนเองเข้าไปในประตูมิติก่อนที่มันจะปิด แล้วบังคับมิติประดิษฐ์ให้เคลื่อนที่ไปยังศาลบรรพชน
ร่างวิญญาณให้ซากศพกางแผนที่ก่อนจะส่งข้อมูลขึ้นไปบนหน้าจอเหนือแผงควบคุม ค่อยๆ ตรวจสอบแผนที่อาณาจักรฮาฟแลนดิสอีกครั้ง รวมถึงบันทึกข้อความกำกับข้อมูลจากคำพูดของชายชราเอาไว้ด้วย ตอนที่เดินทางไปจะได้นำมาเทียบกับภูมิประเทศจริงได้สะดวก
ในส่วนของมาคัสที่นิ่งค้างครู่หนึ่ง กว่าที่เขาจะทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ก็ใช้เวลาไปหลายลมหายใจ หัวหน้าตระกูลพีไรซ์ก้มศีรษะลงโค้งคำนับอีกครั้ง
ตอนนี้บรรพบุรุษของเขาน่าจะได้รับคำตอบที่พึงพอใจแล้ว การเตรียมตัวขอเข้าพบเจ้าเมือง B-24 จึงถูกปัดตกไป
ร่างของชายชราผมเทาที่ดูหนุ่มแน่นเหมือนวัยกลางคนหันมองไปรอบตัวก่อนจะหยิบเอกสารบนโต๊ะ เปิดประตูเดินออกจากห้องไปทันที
มีธุระอีกหลายอย่างที่ไม่จำเป็นต้องทำภายในห้องทำงาน ตอนนี้เขาคงต้องขอห่างจากห้องทำงานแห่งนี้สักพัก เพราะมันทำให้เขาขนลุกอยู่ไม่น้อย
...
หลังจากไตร่ตรองอยู่หนึ่งคืน บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ก็เห็นว่ายิ่งลงมือเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ตอนนี้สถานการณ์สงครามในเขตข้างเคียงยังคงไม่รู้ผล อาณาจักรฮาฟแลนดิสก็อยู่ห่างไกลจากที่นี่มาก ถ้าหากต้องการจะขัดเกลาดวงวิญญาณด้วยพลังงานธาตุสายฟ้าก็ควรจะรีบไปเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย
ร่างวิญญาณโปร่งแสงสั่งการผ่านกระแสจิตไปยังซากศพเดินได้ ให้มันหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนตามที่เขาบอกทีละตัวอักษร
แม้มันพอจะมีความคุ้นชินบางอย่างในตอนที่เป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ แต่จะให้เขียนประโยคยาวๆ หรือสะกดคำก็คงทำไม่ไหว จินจึงต้องคอยบอกกำกับมันทีละตัวอักษร บางตัวอักษรมันก็ถึงกับจำไม่ได้ กลายเป็นปัญหาให้ร่างวิญญาณคอยมาบอกวิธีการลากตัวอักษรทีละขั้นตอนอีก
ผ่านไปร่วมชั่วโมงในที่สุดซากศพชุดทองก็สามารถร่างข้อความขึ้นมาบนแผ่นกระดาษได้สำเร็จ จินถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะปรับพิกัดของประตูมิติให้ไปอยู่ในห้องทำงานของมาคัสอีกครั้งหนึ่ง
ประตูมิติขนาดเล็กค่อยๆ เปิดออกอย่างเงียบเชียบในช่วงรุ่งสาง ม้วนกระดาษที่บันทึกข้อความทั้งหมดที่จินต้องการจะแจ้งค่อยๆ ร่วงลงมาจากหลุมสีดำ ตกลงไปบนโต๊ะทำงานของมาคัส
ใจความภายในจดหมายประมาณว่า ตัวของจินจำเป็นจะต้องออกเดินทางไปยังอาณาจักรฮาฟแลนดิสโดยด่วนเพื่อตามหาสิ่งที่ต้องการ ซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลานานพอสมควร คงยังไม่กลับมาภายในสิบวันนี้ ขอให้สมาชิกตระกูลพีไรซ์ดูแลตัวเองกันให้ดี อย่าลืมเข้าไปเคารพบรรพชนกันบ่อยๆ
จริงๆ แล้วจินไม่จำเป็นต้องมาแจ้งอะไรก็ได้ แต่เขาต้องการชี้แจงให้มาคัสรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อวานเป็นฝีมือตนเองจริงๆ และเขารับรู้ข้อมูลทุกอย่างแล้ว กำลังจะดำเนินการตามเป้าหมายโดยด่วน
หลังจากทิ้งจดหมายเอาไว้แล้ว จินก็ไม่มีธุระอะไรที่ตระกูลอีก ทุกคนสามารถดูแลตัวเองกันได้ และธุรกิจของตระกูลก็ยังดำเนินต่อไป หากมีเรื่องอะไรร้ายแรง ผู้อาวุโสเหลียนจงก็น่าจะจัดการทุกอย่างได้อยู่มือ น่าจะทำหน้าที่ปกป้องดูแลตระกูลได้ดีกว่าอเวกระดับเก้าเช่นเขาเสียอีก
ร่างวิญญาณลอยมาที่แท่นควบคุมภายในหอคอยสีทอง จากนั้นจึงปรับทิศทางคร่าวๆ ว่ามิติประดิษฐ์ควรจะมุ่งหน้าไปที่ไหนก่อนจะสั่งเดินเครื่อง
จินค่อยๆ ออกห่างมาจากคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์มากขึ้นเรื่อยๆ มองดูคฤหาสน์หลังใหม่ครู่ใหญ่ ก่อนจะไม่มองดูมันอีก
ความเร็วของมิติประดิษฐ์ถูกเร่งขึ้นจนกลายเป็นความเร็วสูงสุดพุ่งออกจากอาณาเขตเมือง B-24 ภายในชั่วพริบตา
จินจ้องมองแผนภาพบนหน้าจอแสดงผล ตัวเขากำลังเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่รกร้างมากมาย และจากระยะทางทั้งหมด คาดหมายว่าคงอีกหลายวันกว่าจะเข้าเขตแดนของอาณาจักรฮาฟแลนดิส
ปริมาณพลังงานที่เหลืออยู่ในปัจจุบันคือ [52%] ลดลงจากก่อนหน้าไปสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่พอรับได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้จินใช้มิติประดิษฐ์เคลื่อนที่เดินทางไกลด้วยความเร็วเต็มพิกัดอยู่หลายครั้ง เปิดประตูมิติอีกเกือบสิบครั้ง ไม่แปลกใจที่พลังงานสะสมจะลดลงไปบ้าง
กับการเดินทางไกลครั้งนี้ จินคำนวณแล้วว่ามันไกลกว่าการเดินทางไปกลับเขต C และเขต B มากพอสมควร อย่างไรก็ต้องใช้พลังงานสะสมมากกว่า ซึ่งจินก็ทำใจเรื่องนี้ไว้แล้ว
เขาคิดว่าการเสียพลังงานสะสมของมิติประดิษฐ์จำนวนหนึ่ง เมื่อมาหักลบผลประโยชน์ที่จะได้จากการข้ามผ่านไปสู่ขอบเขตใหม่ที่อเวกทุกคนใฝ่หา อย่างไรก็คุ้มค่า ความแข็งแกร่งส่วนตัวเป็นสิ่งที่จำเป็น หากไม่มีความแข็งแกร่งก็คงเป็นได้เพียงเบี้ยล่างให้ผู้อื่นกดขี่ แล้วเช่นนี้ตระกูลพีไรซ์ของเขาจะลืมตาอ้าปากได้เช่นไร
มิติประดิษฐ์มุ่งหน้าตรงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น มิติประดิษฐ์ที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงสุดก็ยังต้องใช้เวลาสามวันกว่าจะมาถึงที่หมาย
จินเดินทางผ่านอาณาจักรสหพันธรัฐเขต D และดินแดนอื่นๆ อีก 2-3 แห่ง ก่อนจะเข้าถึงเขตแดนของอาณาจักรฮาฟแลนดิส และใช้เวลาอีกพักใหญ่ บังคับการเดินทางให้มุ่งหน้าไปตามแผนที่วาดมือซึ่งได้มาจากเมอร์ดิส
แม้ภายในแผนที่จะมีสัดส่วนที่ไม่ได้ตรงเป๊ะ แต่ความทรงจำของเมอร์ดิสก็ไม่ได้ย่ำแย่ สำหรับภาพใหญ่ๆ สามารถร่างมันออกมาได้ถูกต้องพอสมควร ลดภาระของจินในการงมหาไปได้มากโข
มิติประดิษฐ์ค่อยๆ แหวกอากาศความว่างเปล่าเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นที่ราบสูง มีพืชพันธุ์ขึ้นอยู่ประปราย แต่ยิ่งเข้าไปลึกก็รู้สึกได้ว่ามันค่อนข้างเป็นเนินหิน ต้นไม้ต้นหญ้าต่างๆ ดูบางตาลง จินเจอแม้กระทั่งชุมชนเล็กๆ รอบนอกภูเขาหิน
ดูเหมือนจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่มุ่งหน้ามาเสี่ยงโชคที่หุบเขาสายฟ้าฟาดแห่งนี้ สถานที่ไหนที่มีอันตราย ก็ย่อมมีขุมสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ หุบเขาสายฟ้าฟาดเองก็เช่นกัน มันเป็นพื้นที่ที่มีสภาพโหดร้าย ทุกที่เต็มไปด้วยสายฟ้าที่พร้อมจะฟาดฟันสรรพชีวิตให้ตกตายอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งได้ที่รอดพ้นความอันตรายเหล่านี้มาได้ ย่อมเป็นสมบัติล้ำค่าแทบทั้งนั้น
เมื่อมีคนมากมายสนใจในหุบเขาแห่งนี้ ธุรกิจต่างๆ ย่อมเกิดขึ้น บริเวณรอบนอกของหุบเขาสายฟ้าฟาด ช่วงระยะที่ไม่ได้มีพลังงานธาตุสายฟ้าเข้มข้น เกิดเป็นชุมชนขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยที่พักอาศัย โรงแรม ร้านค้า และร้านอาหาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้คนที่มาเสี่ยงโชคทั้งหลาย
จินมองภาพภายนอกด้วยความสนใจ ไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะมีผู้คนมากมายมาอยู่ในที่แห่งนี้ คิดในใจว่าอาจจะแวะมาดูภายหลังหากเสร็จธุระของตนเองแล้ว
มิติประดิษฐ์ยังคงเคลื่อนตัวมุ่งหน้าเข้าไปยังหุบเขาสายฟ้าฟาด จินสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริเวณรอบนอกของหุบเขาสายฟ้าฟาด มีเนินเขาเป็นพันๆ ลูก มองดูไปก็คล้ายกับคลื่น เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ จนไปถึงส่วนใจกลางที่มียอดเขาที่สูงที่สุด
เพียงกราดตามองก็เห็นประกายแสงวิบวับบนเนินเขาพวกนั้นเต็มไปหมด โดยเฉพาะส่วนตรงกลางที่สว่างจ้าจนแทบจะบดบังยอดเขาสูงจนมิด
จินคิดว่าพวกนี้คงไม่พ้นสายฟ้าที่ฟาดฟันอยู่ตลอดเวลาตามคำบอกเล่าของเมอร์ดิส ยิ่งลึกเข้าไปในใจกลางของหุบเขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีพลังงานสายฟ้าเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น
จินชะลอความเร็วลงพร้อมกับมองภาพตรงหน้าไปด้วย ก่อนจะได้ยินเสียงเตือนจากมิติประดิษฐ์พร้อมรายงานที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแสดงผล
ตี๊ด
[คำเตือน คำเตือน มิติประดิษฐ์กำลังเข้าสู่พื้นที่ที่มีความผันผวนทางมิติสูง อาจสร้างความเสียหายให้กับเครื่องกำเนิดพลังได้]
[เนื่องจากความผันผวนยังคงสูงขึ้น ส่วนควบคุมจะเปิดม่านพลังป้องกันให้อัตโนมัติ]
จินที่ได้ยินสัญญาณเตือนก็เลิกคิ้วสูงด้วยความตกใจ ก่อนจะสั่งการให้หยุดการเคลื่อนที่ทันที
ก่อนหน้านี้จินใช้มิติประดิษฐ์ให้เดินหน้าเต็มกำลังมาเป็นเวลาสามวันติด ใช้พลังงานสะสมจนเหลือ [48%] ลดจากของเดิมไปอีกสี่เปอร์เซ็นต์ นั่นเท่ากับว่าความพยายามกว่าร้อยปีของเจ้าของคนก่อนหน้ากลายเป็นสูญสิ้นภายใต้น้ำมือของจินภายในเวลาไม่นาน
จินจ้องมองม่านพลังที่มิติประดิษฐ์เรียกขึ้นมา ดูเหมือนมันจะใช้พลังงานมากพอสมควร มากกว่าการเดินทางด้วยความเร็วสูงสุดถึงสองเท่า...ไม่สิสามเท่า....สี่เท่าแล้ว...
ร่างวิญญาณโปร่งแสงมองหน้าจอค้างอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดก็รู้ว่าพลังงานที่ลดลงไปเกิดจากการต้านทานต่อความผันผวนในมิติ ยิ่งความรุนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานป้องกันมากขึ้นเท่านั้น
จินสูดลมหายใจเข้าลึก รีบสั่งการให้มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวกลับเต็มกำลัง เขาต้องรีบพามันออกจากหุบเขาสายฟ้าฟาดนี้ให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นพลังงานคงโดนสูบเรียบไม่มีเหลือแน่
มิติประดิษฐ์พุ่งฝ่าอากาศกลับไปทางเก่า ข้ามผ่านเนินน้อยใหญ่หลายลูก ลากยาวจนมาถึงบริเวณชุมชน
จินชะลอความเร็วลงก่อนจะหยุดห่างจากเขตชุมชนมาพอสมควร เป็นจุดที่ไม่มีใครผ่านไปผ่านมา
ร่างวิญญาณโปร่งแสงมองดูพลังงานสะสมที่ลดมาเหลือ [47%] แล้วจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ครั้งนี้เขาเสียพลังงานไปนิดหน่อยเพราะไหวตัวทัน แต่หากพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วเต็มพิกัด พริบตาเดียวคงไปโผล่ที่ใจกลางหุบเขา ถ้าเช่นนั้นจินคงทำได้เพียงกรีดร้องภายในใจ ไม่รู้ว่าพลังงานสะสมที่มีอยู่จะหมดไปเท่าไหร่...