ตอนที่ 18 : จงเรียกข้าว่ารันฟงเทียน
แม้ว่าเชี่ยหลีเนียง จะทราบกระจ่างถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งยังรู้ซึ้งยิ่งกว่าใคร ว่าการขัดขวางพวกมัน ล้วนไร้ประโยชน์ ทว่าจะให้นางยืนดูม๋อเทียนและม๋ออิง ถูกทำร้ายด้วยความอยุติธรรมได้อย่างไร
ผู้าุโหนึ่งพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ปล่อยฝ่ามือซัดใส่เชี่ยหลีเนียงอย่างเต็มแรง นางยกฝ่ามือขึ้นต้านรับ หากว่านางรับฝ่ามือนี้อีกครั้ง จะต้องเกิดอาการาเ็จนสาหัส...ไม่ก็ถึงขั้นพิการได้ แต่นางก็จำใจต้องทำ เพราะด้านหลังมีคนที่นางรัก ยิ่งกว่าชีวิตของตนอยู่ถึงสองคน
“เห๊อะ!!!” ทว่าตอนนี้… มีมือมาจับบนไหล่ของนาง ถ่ายพลังปราณธรรมชาติบริสุทธิ์ เข้าไปกระตุ้นพลังปราณในร่างกายของนาง ให้เพิ่มกำลังขึ้นหลายเท่า
“อ๊ากกกกก!!!” ทันทีที่ฝ่ามือของทั้งสองประกบกัน พลังรุนแรงของผู้าุโหนึ่ง ถ่ายเข้าไปในร่างกายของนาง ผนวกเข้ากับพลังปราณของนางเอง วนกลับพุ่งสู่ฝ่ามือของผู้าุโหนึ่ง จนกระดูกฝ่ามือแตกละเอียด... พิการโดยถาวร
ทุกคนในห้องต่างพากัน ตกตะลึงจนเงียบสงัด รวมทั้งตัวเชี่ยหลีเนียงด้วย
“ผู้าุโปิงลี่ นี่คือสัญญาหมั้น ของท่านลุงม๋อฝ่านที่ได้ทำเอาไว้ ฝากบอกตงเหมยซีด้วยว่า ต่อจากนี้เราเป็แค่คนแปลกหน้ากันก็เท่านั้น” ม๋อเทียนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาและกล่าว
“แควกกกกก!!!” เขาฉีกมันออกเป็สองส่วนทันที และวางไว้บนโต๊ะ ตรงหน้าผู้าุโปิงลี่
“นับจากวันนี้ ข้าจะไม่ใช้ชื่อ ม๋อเทียน อีกต่อไป!!! จงเรียกข้าว่า รันฟงเทียน นับจากนี้!!!” รันฟงเทียนได้เอื้อมมือไปดึงเชี่ยหลีเนียง และม๋ออิงออกมาจากห้องโถง
เมื่อทุกคนได้เห็นพลังของเชี่ยหลีเนียง ก็ไม่มีใครกล้าขวางพวกเขาทั้งสามคนอีก รันฟงเทียนพาทั้งสองคน มาพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตระกูลม๋อ เพียง 500 เมตรเท่านั้น
“อั๊กกกก!!!!” โลหิตพุ่งออกมาจากปากของรันฟงเทียนทันที และเขาก็หมดสติไป
“พี่ม๋อเทียน!!! ท่านเป็อะไรไป” ม๋ออิงใ วิ่งไปกอดเขาและะโขึ้น
“เทียนเอ๋อ..... ฟุ่บ!!!” เชี่ยหลีเนียงหน้าซีดและหมดสติไปอีกคน
“ท่านแม่!!! ท่านต้องไม่เป็อะไรนะ ฮือ... ฮือ...!!!” ม๋ออิงร้องไห้อย่างหนัก เพียงครู่เดียวนางก็ตั้งสติได้ จึงเริ่มทำความสะอาดร่างกายให้ทั้งคู่
@@@_________________________________________@@@
...... ณ หน้าผาสูงชัน เมื่อมองลงไปจากบนยอดหน้าผา ก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ ที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ เสมือนภาพวาดในเทพนิยายก็ไม่ปาน พื้นด้านล่างมีเมฆหมอกสีขาวนวลปกคลุมอยู่ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นผืนแผ่นดิน มองขึ้นไป้า ก็เป็ท้องฟ้าสีคราม มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งโอบอิงกัน อยู่ที่บริเวณริมหน้าผา
“นี่พี่ฟง... ข้าสวยหรือไม่??? ” หญิงสาวใส่ชุดสีม่วงขลิบสีทอง นั่งพิงชายหนุ่มอยู่เอ่ยขึ้น
“เซียนเอ๋อ... ถ้าเ้าไม่สวย... คงไม่มีใครอีกแล้วในทวีปแห่งนี้ ที่จะเรียกได้ว่าสวย ฮ่า... ฮ่า...” ชายหนุ่มตอบและยิ้มให้นาง
“..... ข้าไม่รู้” หญิงสาวมองั์ตาเขาพร้อมส่ายศีรษะ
“ท่านอาจารย์พบข้า ที่ผาบันได์แห่งนี้ ท้องฟ้าและผืนดินของที่นี่ ก็เปรียบเสมือน บิดามารดาของข้า ข้าแค่อยากพาว่าที่สะใภ้คนแรก มาเยี่ยมพวกท่านบ่อย ๆ ” ชายหนุ่มยิ้มและกล่าวอย่างจริงใจ
ใบหน้าของหญิงสาวเริ่มแดงขึ้น แล้วอมยิ้มอย่างมีความสุข ต่อมารอยยิ้มของนางเริ่มจางหายไป คิ้วเริ่มขมวดขึ้นและกล่าวออกมาว่า
“เดี๋ยวนะ!!! คนแรก!!! ท่านหมายความว่าอย่างไร”
พริบตานั้นเอง ชายหนุ่มก็ไปยืน อยู่ห่างจากหญิงสาวราว ๆ 3 เมตร และกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็วว่า
“นี่ก็สายมากแล้ว ข้าต้องรีบกลับไปฝึกวิชาต่อ... ค่อยพบกันนะเซียนเอ๋ออออออ!!!” จากนั้นเขาก็วิ่งลงเขา และหายวับไปในบัดดล
“หยุดเลย...!!! ใครจะไปเป็ของท่านกันห๊ะ!!!
@@@_________________________________________@@@
“เซียนเอ๋อ!!!”
รันฟงเทียนะโขึ้น และลุกพรวดขึ้นมาจากเตียง ทำให้ม๋ออิงที่เฝ้าอยู่ใ
“เป็อะไร ...พี่...ม๋...อ...พี่ฟงเทียน??? ” ม๋ออิงเรียกชื่อเขาด้วยเสียงที่แ่เบา
“เออ... น้องอิงข้าหลับไปกี่วันแล้ว” รันฟงเทียนถาม
“พี่ฟงเทียนหลับไป 3 วัน... แต่ท่านแม่ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเลย” ม๋ออิงกล่าวอย่างเป็ห่วง
รันฟงเทียน มองไปที่ดวงตาบวมแดง และมีรอยคล้ำบริเวณขอบตาของนาง เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะของนาง และกล่าวขึ้นว่า “น้องอิง... หลายวันมานี้ต้องลำบากเ้าแล้ว”
“ฮือ... ฮือ...!!!” ม๋ออิงลุกขึ้นมากอดเขาอย่างห่วงหา
รันฟงเทียนค่อย ๆ ลุกขึ้นมา และเดินอย่างอ่อนแรง ไปที่เตียงของเชี่ยหลีเนียง เขาเอื้อมมือไปตรวจชีพจรของนาง และขมวดคิ้วขึ้น สักพักเขาก็ถอนมือออก
“พี่ฟง!!! ท่านแม่... อาการเป็อย่างไรบ้าง” ม๋ออิงกล่าวอย่างกระวนกระวาย
“นางไม่เป็อะไรมาก เพียงแต่พลังปราณของผู้าุโหนึ่ง ยังคงตกค้างอยู่ในร่างกายของนาง ทำให้ชีพจรบางจุด เกิดอาการติดขัดอย่างรุนแรง ถ้าปล่อยเอาไว้ให้อยู่ในสภาพนี้ ต่อไปอีกสองวัน... พลังปราณภายในร่างของนาง จะะเิออกมา ทำให้เสียชีวิตได้ทันที” รันฟงเทียนกล่าวอย่างจริงจัง
“น้องอิง!!! เ้าไม่ต้องเป็ห่วง... ข้าสามารถรักษา ท่านป้าเชี่ยให้หายสนิทได้...สบายมาก!!! เพียงแต่ตอนนี้ข้า ต้องปรับพลังปราณ ของตนเองเสียก่อน” ม๋ออิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกวางใจ
รันฟงเทียนเดินกลับมาที่เตียง และนั่งสมาธิรวบรวมพลังปราณ ให้โคจรไปทั่วร่าง ปรากฏว่า พลังปราณของผู้าุโหนึ่ง ก็ยังคงตกค้าง อยู่ภายในร่างกายของเขาเช่นกัน เขาจึงเริ่มกลั่นพลังปราณ ที่ตกค้างให้บริสุทธิ์ทันที ด้วยเคล็ดวิชาเทพพิสุทธิ์ 7 ดวงดาว ขั้นที่ 2
“ตู้มมมมม!!!”
ทันใดนั้น… พลังปราณที่ตกค้าง ของผู้าุโหนึ่งในร่างของเขา พลันกลายเป็ปราณบริสุทธิ์ขึ้น ผสานรวมกับพลังปราณในร่างกายของเขา วิ่งทะลวงจุดตีบตันในชีพจรของเขา ทำให้พลังปราณยกระดับทันที เป็ระดับ 6 ขอบเขตก่อเกิดกายา
“อั๊ก!!!” เืเสียสีดำพุ่งออกจากปากรันฟงเทียน ทำให้ม๋ออิงใมาก รีบไปหาเขาอย่างเป็ห่วง
“ฮ่า... ฮ่า... ยัยบ๊อง... ข้าไม่เป็ไร ข้าต้องขอบคุณ ผู้าุโหนึ่งสักหน่อยแล้ว ที่ทำให้ข้าบรรลุ ระดับพลังปราณขึ้นได้ เดี๋ยวนะ!!! บางทีอาจจะใช้วิธีนี้ กับท่านป้าเชี่ยได้...ฮ่าฮ่า!!!” รันฟงเทียนะโจากเตียง เข้าไปกอดม๋ออิงอย่างแรง
“โอ๊ย!!! ไอ้พี่ลามก จับตรงไหนเนี่ย” ม๋ออิงผลักเขาออก และกอดอกของตน แล้วะโด้วยน้ำเสียงเขินอาย
“เอ่อ...!!! ข้าดีใจมากไปหน่อย” รันฟงเทียนรีบทำหน้าใสซื่อ และกล่าวอย่างรวดเร็ว
“เชอะ!!!” ม๋ออิงสะบัดหน้าหนี
รันฟงเทียนนั่งลงบนเตียง เริ่มปรับพลังปราณของเขาให้คงที่ เวลาผ่านไปสามชั่วยาม รันฟงเทียนจึงลุกขึ้น แล้วเดินมาที่เชี่ยหลีเนียง จากนั้นก็หยิบเข็มหยกทองออกมา...
เขามีประสบการณ์ จากการช่วยเฉิงชิงชิง ทะลวงระดับพลังปราณ ในคราวก่อนอยู่แล้ว ทำให้ครั้งนี้เขาไม่ต้อง ถอดเสื้อผ้าของเชี่ยหลีเนียงออก เพื่อดูจุดที่พลังปราณถูกปิดกั้น โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ทำการรักษา จะต้องถ่ายทอดพลังปราณของตนเอง เข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่าย เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดลออ
แต่สำหรับรันฟงเทียนที่มีจิติญญาศักดิ์สิทธิ์ เขาสามารถตรวจสอบอาการผิดปกติ ผ่านทางพลังจิติญญาได้โดยตรง
รันฟงเทียนเริ่มปักเข็มหยกทอง ลงบนร่างกายของเชี่ยหลีเนียงทั้งหมด 11 จุด เขาถ่ายทอดพลังปราณบริสุทธิ์ เข้าสู่เข็มหยกทองทั้ง 11 เล่มอย่างนิ่มนวล เสมือนลำธารใสหมดจดที่ไหลลงสู่แม่น้ำดำมืด และแปรเปลี่ยนแม่น้ำให้ใสสะอาด พลังปราณที่ถูกปิดกั้นไว้ เริ่มไหลเวียนได้อีกครั้ง
ความพยายามที่เชี่ยหลีเนียง สะสมมาตลอดหลายปีนั้น มีอานุภาพไม่น้อย เมื่อได้พลังปราณบริสุทธิ์ เข้าไปเปิดทาง ทำให้พลังปราณที่ถูกปิดกั้นอยู่ เริ่มไหลเวียนได้อีกครั้ง พลังของนางจึงเพิ่มขึ้น อย่างพรวดพราด ไม่ถึงครึ่งชั่วยามพลังปราณของนาง ก็ไหลเวียนไปทั่วร่าง
“ตู้มมมม!!!”
เชี่ยหลีเนียงทะลวงระดับขึ้นทันที ที่ระดับ 1 ขอบเขตก่อเกิดจิต แต่ความก้าวหน้าของนางยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น มันยังคงบุกทะลวงอย่างต่อเนื่อง
“ตู้ม... ตู้ม... ตู้ม...!!!”
เวลาผ่านไปกว่าหกชั่วยาม ในที่สุดทุกอย่างก็หยุดนิ่งลง…..
รันฟงเทียนคอยช่วยโคจรพลังปราณ ให้แก่เชี่ยหลีเนียง ที่ยังคงไม่ฟื้น จนพลังปราณบริสุทธิ์ กลับมาโคจรอย่างสมดุลอีกครั้ง จากนั้น เขาก็ทรุดตัวลงไป กับพื้นข้างเตียงของนาง ถ้าไม่ได้ม๋ออิงรีบเข้ามาประคองไว้ ก็คงกระแทกพื้นเป็แน่แท้
ดวงตาของป้าเชี่ย เริ่มมีสัญญาณขยับขึ้นเล็กน้อย... จนลืมตาในที่สุด นางค่อย ๆ ลุกจากเตียงนอน แล้วมองใบหน้า ที่กำลังอมยิ้มให้แก่นาง
“ยินดีด้วย ท่านป้าเชี่ย... ท่านสามารถทะลวงระดับพลังได้แล้ว!!!” รันฟงเทียนกล่าวขึ้น
“ห๊ะ!!! พลังยุทธของข้า...”
เชี่ยหลีเนียงลุกขึ้น นางเริ่มสำรวจพลังปราณของตนเอง และแสดงสีหน้าใ ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เชี่ยหลีเนียงพยายามทะลวง ขึ้นสู่ขอบเขตก่อเกิดจิต มานับครั้งไม่ถ้วน จนนางหมดหวังไปนานแล้ว แต่ตอนนี้… นางกลับมีพลังปราณระดับ 4 ขอบเขตก่อเกิดจิต “นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!!” นางสงสัยและมองไปที่ดวงตาของรันฟงเทียน
“ฮ่า... ฮ่า... ท่านป้าเชี่ยอย่าได้กังวล มันเป็เพราะพลังปราณ ของผู้าุโหนึ่ง ที่เข้ามาอยู่ ในร่างกายของท่านนั้น เป็ตัวช่วยทำให้ท่าน สามารถทะลวงระดับได้สำเร็จ”
“แต่ที่ะโขึ้นไป เป็ระดับ 4 ขอบเขตก่อเกิดจิต ในคราวเดียวนั้น เป็เพราะตัวของท่านเอง ท่านหมั่นฝึกปรือพลังปราณ มาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พลังที่สะสมอยู่ มันเอ่อล้นออกมา” รันฟงเทียนอธิบาย
เชี่ยหลีเนียงมองเขาอย่างสนใจ... นางรู้สึกว่าเ้าเด็กคนนี้ เติบโตขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร
รันฟงเทียนเข้าใจทันที ว่าท่านป้าเชี่ยกำลังคิดอะไรอยู่ จึงหัวเราะออกมา แล้วกล่าวว่า “ฮ่า... ฮ่า... ข้าลืมบอกท่านป้าเชี่ยไป เมื่อครึ่งปีก่อน ข้าเดินทางออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสำนักัฟ้า ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง และได้พบผู้เฒ่าขี้เมา กำลังเดินวนขออาหาร จากผู้คนในละแวกนั้น”
“ในขณะที่ข้ากำลังทานอาหาร อยู่ที่ร้านใกล้ ๆ จึงชวนผู้เฒ่าคนนั้น มาร่วมโต๊ะด้วย ผู้เฒ่าท่านนั้นเห็นว่าข้า พอจะมีพร์เชิงยุทธ จึงรับข้าไว้เป็ศิษย์ และสอนวิชาความรู้มากมาย หลากหลายแขนงให้แก่ข้า ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา”
“ส่วนเื่ที่ว่า ทำไมพลังปราณของข้า ถึงกลับมาได้นั้น ก็เป็เพราะวิชา ที่ท่านอาจารย์สอนข้า หนึ่งในนั้น… เป็วิชาแพทย์และวิชาหลอมโอสถ ข้าจึงสามารถหลอมโอสถ ที่มีชื่อว่า “โอสถผนึกปราณ์” ขึ้นมาได้ เมื่อกินโอสถชนิดนี้เข้าไปแล้ว มันก็จะสามารถ ช่วยรักษาจุดตันเถียนของข้าได้”
“เฮ้อ!!! ม๋อเทียน... ไม่ใช่สิ ข้าต้องเรียกเ้าว่า รันฟงเทียน ใช่หรือไม่??? ” เชี่ยหลีเนียงทำหน้าโล่งอก และยินดีกับโชคชะตาของเด็กคนนี้