ม่านชิงหลินที่อยู่ในร่างของทารกอาศัยอยู่ในมิติของกำไลสรรพสิ่ง ในทุก ๆ วันนอกจากกินนมกับนอนแล้ว ก็มีเวลาว่างโดยเปล่าประโยชน์ จูจูกับจูจินจึงต้องเอาหนังสือ ตำราต่าง ๆ เข้ามาอ่านให้เธอฟัง อย่างน้อยในตอนนี้ก็สามารถทำความเข้าใจและรู้จักโลกแห่งเซียนในมิตินี้ให้มากขึ้น
ม่านชิงหลินในอายุหนึ่งขวบที่เริ่มทรงตัวและเดินได้แล้ว บัดนี้แต่งกายด้วยชุดเด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่บนฟูกกำลังเปิดอ่านศึกษาตำรารวมถึงชีวิตของผู้คนในโลกแห่งนี้
“พี่สาวจ๋า มากินข้าวได้แล้วจ้ะ”
“อืม เดี๋ยวพี่ออกไป”
จูจูกับจูจินที่ตอนนี้ผันตนเองเป็พี่เลี้ยงตัวน้อย ในตอนนี้จูจูเหมือนจะคล่องตัวในการทำอาหารเองเสียแล้วหลังจากที่ทนกินอาหารที่พวกเขาซื้อเก็บไว้มานานหลายเดือน
ในที่สุดจูจูกับจูจินจึงพากันมาหัดทำอาหารโดยที่จูจูเปิดตำราวิธีทำอาหารพร้อมกับทำไปด้วย แรก ๆ รสชาติอาจขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้างแต่ด้วยความอยากกินเป็ตัวขับเคลื่อนในที่สุดพ่อครัวตัวน้อยทั้งสองก็ประสบความสำเร็จ
“พี่สาวจ๋า วันนี้หนูทำโจ๊กหมูสับมาให้พี่สาวกินจ้ะ พี่สาวออกมากินได้แล้วจ้า”
จูจูกับจูจินที่แต่งตัวอยู่ในชุดคุณชายตัวน้อยเข้ากับโลกในมิตินี้เช่นกัน จูจูดูจะชื่นชอบแต่ชุดสีแดง ส่วนจูจินก็ชื่นชอบแต่ชุดสีเขียวตามสีโปรดของตัวเองก็ดูน่ารักไม่หยอก
เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเดินมาที่ห้องรับแขกจูจินก็รีบทำหน้าที่อุ้มเด็กน้อยขึ้นนั่งบนเก้าอี้ ส่วนจูจูไม่รอช้ารีบยกชามโจ๊กหมูสับและชงนมแก้วโตให้กับม่านชิงหลิน
“โจ๊กจ้ะพี่สาว พี่สาวกินเยอะ ๆ นะจ้ะจะได้โตไว ๆ ”
“เฮ้อ ! เมื่อไหร่ข้าจะโตสักที นี่ก็ผ่านมาตั้งปีนึงแล้ว เป็เด็กตัวเล็กแบบนี้ก็ลำบากอยู่เหมือนกันนะเนี่ย”
ม่านชิงหลินที่ตอนนี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกใบใหม่ แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือเธอสามารถฟังและอ่านรวมถึงพูดภาษาของคนในโลกนี้ได้อย่างอัตโนมัติ จูจูเคยบอกเธอว่าเป็เพราะเธอเคยอยู่ในมิติแห่งนี้มาก่อนเมื่อดวงจิตกลับคืนมาที่แห่งนี้ย่อมสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้
“นายหญิงทนอีกนิดเดียวขอรับ ถ้านายหญิงอายุครบสามหนาวพวกเราจะออกจากมิตินี้กัน ตอนนี้ให้นายหญิงหมั่นศึกษาตำรา หากเบื่อก็ไปเรียนรู้อักษรเวทย์กับข้าได้ขอรับ”
จูจินรีบเสนอตัว เ้านายของมันเดิมทีแล้วเป็ผู้เก่งกาจศาสตร์ทุกแขนง แต่ในเมื่อเ้านายของมันมาเริ่มต้นใหม่จูจินก็พร้อมที่จะส่งเสริมให้นางกลับมามีความสามารถเช่นเดิม
“อักษรเวทย์อย่างนั้นหรือ?”
“ขอรับ อักษรเวทย์หรืออักขระเวทย์สามารถสร้างเขตแดนหรือค่ายกลในการโจมตี หรือแม้แต่สลักอักขระลงบนสิ่งของหรืออาวุธตามที่ผู้สร้างจะรังสรรขอรับ”
“อักษรเวทย์นี่คล้ายกับอักษรรูนหรือไม่”
“ใช่ขอรับ หากนายหญิงเรียนรู้อักขระเวทย์ได้ ก็สามารถสร้างมิติลงในสิ่งของได้เช่นกันขอรับ”
“โอ้! ดีจริง ถ้าข้าสลักอักษรเวทย์ลงในแหวนแล้วป้อนคำสั่งให้เป็ที่เก็บของ แหวนวงนั้นก็จะเป็แหวนมิติมีพื้นที่เก็บของใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับนายหญิง”
“อืมน่าสนใจ ถ้าอย่างนั้นหลังจากกินมื้อเช้าเสร็จเราค่อยไปเรียนรู้เื่อักษรเวทย์กันนะจูจิน ข้าต้องขอคำชี้แนะจากเ้าด้วย”
“ขอรับนายหญิง”
“พี่สาวศึกษาอักษรเวทย์อย่างเต็มที่เลยนะจ้ะ ส่วนหนูจะคอยหาอาหารกับขนมอร่อย ๆ มาให้พี่สาวกับจูจินทานเพิ่มพลังกันจ้ะ”
“แหม! จูจู เ้าพูดซะว่าเ้าเองก็ไม่ได้กินด้วยกับพวกเราอย่างนั้นแหละ”
“ฮิ ฮิ หนูก็กินด้วยสิจ้ะ ของกินอร่อย ๆ หนูจะพลาดได้ยังไงกัน”
*****************
วันเวลาหมุนผ่านม่านชิงหลินอาศัยอยู่ในมิติของกำไลสรรพสิ่งจนครบสามปี บัดนี้เด็กหญิงตัวน้อยน่ารักที่ศึกษาตำราอักขระเวทย์จนแตกฉานก็พร้อมแล้วที่จะไปผจญภัยในโลกภายนอกของโลกใบนี้แล้ว
“จูจู จูจิน ถึงเวลาที่ข้าจะออกไปข้างนอกแล้วนะ คราวนี้เราจะได้ออกไปผจญภัยในโลกใบนี้สักที”
“จ้ะพี่สาว / ขอรับนายหญิง”
ม่านชิงหลินกำหนดจิตให้ออกจากมิติของกำไลสรรพสิ่ง นางก็ปรากฏกายที่ลานหาดทรายจุดเดิมที่นางเข้ามิติ ในสถานที่แห่งนี้มีหาดทรายละเอียดสีขาว แสงสว่างของดวงอาทิตย์ส่องลอดลงมาตามปล่องของถ้ำแห่งนี้ ดอกไม้ดอกเล็กขึ้นอยู่ตามเนินของหลุมฝังศพของพระสนมอวี้ ที่แห่งนี้คล้ายกับสวน์ให้กับร่างของผู้วายชนม์ได้พักผ่อนอย่างสงบสุข
ม่านชิงหลินจึงให้จูจินนำธูปและผลไม้ในมิติออกมา พร้อมกับป้ายไม้ที่เขียนชื่อของพระสนมอวี้ นามว่า "อวี้ิจู" ม่านชิงหลินปักป้ายไม้ที่มีชื่อของพระสนมอวี้พร้อมทั้งจุดธูปเคารพหลุมฝังศพนั้น ถึงแม้ว่านางจะเข้ามาแทนที่ดวงิญญาขององค์หญิงสิบสอง แต่ก็ถือว่าร่างนี้เป็เืเนื้อของพระสนมอวี้ นางจึงทำความเคารพหลุมศพของมารดาเพื่อระลึกถึงก่อนที่จะตัดสินใจออกจากถ้ำแห่งนั้น
“จูจู จูจิน แล้วเราจะออกจากถ้ำน้ำลอดนี่อย่างไรกัน”
“จากที่ข้าสำรวจพบว่าถ้ำน้ำลอดแห่งนี้มีทางออกขอรับ แต่เป็ช่องทางเล็ก ๆ นายหญิงสามารถเดินออกไปได้ขอรับ ข้าจะเป็ผู้นำทางให้เองขอรับ”
“อื้ม! ขอบใจจูจินมากนะ”
“พี่สาวจ๋า ส่วนหนูก็ไปดูลาดเลาของหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ นี้แล้วจ้ะ ในหมู่บ้านนั้นเป็ชาวบ้านไม่กี่หลังคาเรือน ผู้คนในนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดีจ้ะ แต่ว่าหนูเห็นครอบครัวพรานป่าครอบครัวหนึ่งจ้ะ พรานป่าคนนั้นอยู่กินกับภรรยาแต่ไม่มีลูกแล้วก็ถูกญาติพี่น้องขับไล่ออกจากบ้าน จึงพากันมาปลูกกระท่อมบนูเา ทุกวันพรานป่ากับภรรยาจะเดินทางเข้าเมืองเพื่อเอาของป่าไปขายแลกเงิน หนูว่าพี่สาวไปขอความช่วยเหลือกับครอบครัวนั้นจะดีไหมจ้ะ แล้วเราจะได้เข้าไปในเมืองเพื่อทำภารกิจกับตามหาลูกแก้ววิเศษกัน”
"อืม! ก็คงต้องเป็เช่นนั้น ตอนนี้ข้ายังเป็เด็กตัวเล็ก เงินทองก็ยังไม่มี หากจะนำทรัพย์สินจากมารดาออกมาใช้ก็เกรงว่าพวกนักฆ่าจะสืบรู้แล้วจะติดตามเอาได้"
"ใช่จ้ะพี่สาว ระหว่างทางเราค่อยหาสมุนไพรแล้วนำเอาไปขายแลกเงินได้จ้ะ ถ้าได้เงินมาแล้วจูจินสามารถทำสำเนาเงินพวกนั้นได้จ้ะ แล้วเราก็ไม่ต้องลำบากหาเงินอีกต่อไปจ้ะพี่สาว"
“โอ้! จริงหรือ จูจู จูจิน ดีจริง ถ้าเป็แบบนั้นเมื่อเราอยู่ในโลกมนุษย์นี้เราก็ไม่ลำบากในการใช้ชีวิตอีกทั้งสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย”
“จ้ะพี่สาว ที่โลกมนุษย์ใช้เงินเป็สิ่งแลกเปลี่ยนเช่นโลกเก่าของเรา แต่โลกแห่งเซียน โลกแห่งเทพ กับโลก์ ค่าเงินที่ใช้ย่อมแตกต่างกันจ้ะ”
“อืม…เราค่อยเรียนรู้กันไปทีละก้าวก็แล้วกัน เอาหล่ะข้าพร้อมแล้ว เราออกเดินทางกันเถอะ!”
“ขอรับนายหญิง / ได้จ้ะพี่สาว”
ม่านชิงหลินค่อย ๆ เดินลัดเลาะไปตามโขดหินมุ่งหน้าไปตามกระแสน้ำที่รินไหลออกจากปากถ้ำ บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายในบริเวณนี้ต่างกู่ร้องยินดี ฝูงปลาที่อยู่ในแม่น้ำก็ะโโลดเต้นในลำธาร พวกมันรับรู้ได้ว่าเ้านายของพวกมันเป็ใคร ม่านชิงหลินยิ้มแย้มฮัมเพลงเดินไปตามเส้นทางที่เซียนน้อยทั้งสองนำทางจนในที่สุดก็เดินทะลุถึงปากถ้ำอีกฝั่งของูเาที่มีม่านเถาวัลย์หนาปกคลุมอยู่ หากไม่สังเกตดี ๆ ย่อมไม่มีทางรู้ว่าภายในถ้ำแห่งนี้สามารถเดินทะลุเข้าไปได้
เด็กหญิงตัวน้อยเดินไปตามเส้นทางในป่า แต่ด้วยรูปร่างที่ยังเล็กก็ทำเอาเหนื่อยและลำบากอยู่เช่นกัน เหงื่อเริ่มไหลซึมตามกรอบใบหน้าพวกแก้มทั้งสองข้างของนางแดงปลั่ง ชุดสีชมพูหวานของนางก็เริ่มเปรอะเปื้อนโคลนอยู่บ้าง ส่วนรองเท้าคู่เล็กก็เปื้อนไปด้วยโคลนและเศษใบไม้ที่ติดมาด้วย เรียกได้ว่าหากใครได้มาเห็นสภาพของนางเข้าก็คงจะคิดว่าบุตรสาวคหบดีหลงป่าเป็แน่แท้
“จูจู จูจิน เราจะไปดักรอพรานป่ากันที่ไหนดี”
“เดี๋ยวเราจะไปดักรอที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ทางไปอำเภอขอรับ สักครู่พรานป่ากับภรรยาก็จะจูงลาต่างของลงมาจากูเา แต่ว่าก่อนที่เราจะไปรอพบนายพรานข้าค้นพบต้นโสมูเาสองต้น เราจะไปขุดมันออกมาก่อนขอรับเพื่อที่จะนำไปขายแลกเงินในเมืองได้”
“อื้ม! ดี หากได้สองต้นข้าจะแบ่งให้ครอบครัวพรานป่าเอาไว้ตั้งตัวถือว่าเป็ค่าช่วยเหลือพวกเราก็แล้วกัน พวกเ้าเห็นว่าดีหรือไม่”
“ดีขอรับ / พี่สาวว่าดี หนูก็ว่าดีจ้ะ”
เด็กน้อยได้แต่ส่ายหัวในความช่างพูดของจูจูยิ่งนัก ถึงแม้ว่าจูจูจะพูดจาจ้ะจ๋าเรียกนางเป็พี่สาวเช่นโลกเดิมนางก็ไม่ว่าอะไรเพราะความผูกพันกันมานานและนางก็เคยชินที่จูจูพูดแบบนี้ด้วย ส่วนจูจินขอกลับมาเรียกนางว่านายหญิงเมื่อกลับมาสู่โลกนี้นางก็ตามใจเช่นกัน นางถือคติว่าเอาที่ทุกคนสบายใจขอแค่เป็ตัวของตัวเองก็พอ
ไม่นานนักสองเซียนน้อยก็นำทางนางให้มาเก็บต้นโสมอายุห้าสิบปีได้จำนวนสองต้น ม่านชิงหลินจึงให้จูจินนำถุงผ้าใบเล็กออกมาให้นางสะพาย นางสลักอักขระมิติลงไปในถุงผ้าเผื่อว่าหากนางเดินทางแล้วนำอาหารหรือสิ่งของออกมาจากกระเป๋าผู้คนจะได้ไม่สังเกตมากนัก เมื่อได้ต้นโสมแล้วทั้งสามจึงไปนั่งรอที่ใต้ต้นไม้เพื่อรอพรานป่ากับภรรยาที่จะลงเขาผ่านมาทางนี้
ไม่นานนักพรานป่าแซ่จางกับภรรยาก็จูงลาตัวเล็กที่ต่างของป่าลงมาจากูเา ทั้งสองก็สังเกตเห็นเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่และดูคล้ายกับทำท่าชะเง้อคอรอคอยใครอยู่สักคน
“ท่านพี่ ท่านมองดูที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นั่นสิ ข้าคล้ายกับเห็นว่ามีเด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่ตรงนั้นใช่หรือไม่”
“นั่นสิ ใครกันมาทิ้งลูกเต้าไว้ในป่าข้างทางแบบนี้กัน เราเข้าไปสอบถามกันเถอะเผื่อว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง”
“เ้าค่ะท่านพี่”
เมื่อสองผัวเมียแซ่จางเดินเข้ามาใกล้ ม่านชิงหลินจึงรู้ตัวและยืนขึ้นเพื่อรอทักทายกับสองผัวเมียที่ผ่านทางมา
“แม่หนูน้อย เหตุใดเ้ามานั่งอยู่ใต้ต้นไม้เพียงลำพัง แล้วพ่อกับแม่ของเ้าอยู่ที่ใด เหตุใดจึงปล่อยบุตรสาวไว้เพียงคนเดียวเช่นนี้”
“คาระวะท่านน้าทั้งสองเ้าค่ะ คือว่าข้าออกมาท่องเที่ยวป่ากับพี่เลี้ยงแล้วเกิดพลัดหลงกัน แต่ข้าจำที่ท่านพ่อกับท่านแม่เคยบอกเอาไว้ว่าหากหลงทางให้มาหยุดรอที่ทางเกวียนแล้วค่อยขอความช่วยเหลือจากผู้ที่ผ่านทางมาเ้าค่ะ”
“เป็อย่างนี้นี่เอง แล้วเ้าเป็ลูกเต้าบ้านใด เดี๋ยวพวกข้าจะได้พาไปส่งได้ถูกต้อง”
“เอ่อ…ข้าเป็ลูกพ่อค้าเร่เ้าค่ะ ตอนนี้พักอยู่ในโรงเตี๊ยมในเมือง ท่านพ่อกับท่านแม่ออกไปตั้งแผงค้าขาย จึงจ้างพี่เลี้ยงแล้วฝากดูแลข้า ข้าจึงรบเร้าขอออกมาเที่ยวป่าหวังจะหาสมุนไพรเพื่อเอาไปให้ท่านพ่อกับท่านแม่ได้เอาไว้ค้าขาย พอพี่เลี้ยงพาข้ามาในนี้ก็อาสาถือถุงเงินของข้าแล้วก็ช่วยกันหาสมุนไพร พอข้าเงยหน้าขึ้นมาอีกทีพี่เลี้ยงของข้าก็หายไปแล้วสงสัยว่าจะพลัดหลงกับข้าเช่นกันเ้าค่ะ”
“โธ่ ! อนิจจา แม่หนูน้อยเกรงว่าเ้าจะถูกหลอกเอามาปล่อยป่าแล้วหล่ะ คนสมัยนี้ใจจืดใจดำกันเสียจริง แม้แต่เด็กเล็กยังทำกันได้”
“อ่า…เป็เช่นนั้นหรอกหรือเ้าคะ มิน่าหล่ะนางถึงคะยั้นคะยออาสาว่าจะช่วยถือถุงเงินอันหนักอึ้งของข้าแทน” ม่านชิงหลินก็เออออไปกับสองผัวเมียหวังว่าเื่ที่นางแต่งขึ้นจะไม่มีช่องโหว่ให้พวกเขาได้สงสัย
“หนูน้อย เอาหล่ะ เดี๋ยวข้าสองผัวเมียจะพาเ้าไปในอำเภอแล้วไปตามหาพ่อกับแม่ของเ้ากัน เ้าเป็เด็กตัวเล็กเดินเท้าลงไปอีกไกลคงจะลำบาก เ้าขึ้นมานั่งบนหลังลาของข้าเถอะไม่ต้องกลัวตกลูกลาของข้ามันเชื่อง เ้าวางใจได้”
“โอ้ ! ดีจริง ถ้าอย่างนั้นข้าขอรบกวนท่านน้าทั้งสองด้วยนะเ้าคะ เ้าลาน้อยข้าขอขี่หลังเ้าด้วยนะ”
“ขอรับนายหญิง” เ้าลาส่งสายตาเป็ประกายมันช่างแสนจะโชคดีที่ได้รับใช้นายท่านสูงสุดแห่งสรรพสัตว์ มันสามารถเอาไปคุยโวกับสัตว์ตัวใดก็ได้ ไม่แน่ว่าชาติหน้ามันอาจจะได้เกิดเป็มนุษย์เพราะมีบุญได้รับใช้นายหญิงก็เป็ได้
เ้าลาก้มตัวลงต่ำเพื่อให้เด็กหญิงตัวน้อยขึ้นนั่งบหลังของมัน มันตั้งใจเดินทีละก้าวด้วยความมั่นคงและปลอดภัยให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้นายหญิงตัวน้อยของมันกระเทือนและไม่พลัดตกลงจากหลังของมัน ครอบครัวแซ่จางเดินขนาบข้างเ้าลาเพื่อพาเด็กหญิงตัวน้อยเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อแม่ และพวกเขาจะได้ตักเตือนพ่อแม่ของเด็กหญิงตัวน้อยด้วยว่าอย่าไว้ใจคนแปลกหน้าให้มาดูแลบุตรสาวของตนเอง
เมื่อเข้ามาถึงในตัวอำเภอ ม่านชิงหลินที่ตาลุกวาวเหลียวซ้ายแลขวามองดูชาวบ้านทั้งการแต่งกายและวิถีความเป็อยู่ช่างแตกต่างจากโลกที่จากมาอีกทั้งยังคล้ายกับในนวนิยายจีนที่เธอซื้อมาศึกษาก่อนที่จะมาอยู่ที่มิติแห่งนี้
“ท่านน้าทั้งสองข้าเห็นท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าแล้วเ้าค่ะ ข้าขอลงตรงนี้เลยนะเ้าคะ”
“อ้าว ! เดี๋ยวให้พวกข้าพาไปพบบิดามารดาของเ้าไม่ดีกว่าหรือ”
“แฮ่ ๆ คือว่าข้าไม่อยากให้มารดารู้เื่แล้วเป็กังวลเ้าค่ะ ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าไม่ควรไว้ใจใครหรือรบเร้าไปที่ใด ต่อไปข้าจะไม่ไปไหนอีกจะรอท่านพ่อกับท่านแม่ที่โรงเตี๊ยมเพียงอย่างเดียวเ้าค่ะ ข้าขอลงตรงนี้นะเ้าคะ”
“อืม ก็ได้ตามใจเ้า”
“ท่านน้าทั้งสองนี่ถือเป็ค่าตอบแทนที่พวกท่านช่วยเหลือข้า ข้าขออวยพรให้ท่านโชคดีมีบุตรสมใจในเร็ววัน และเ้าลาข้าขอบใจเ้ามากข้าขออวยพรให้เ้าแข็งแรงไม่เจ็บป่วยเช่นกัน ข้าขอตัวลา”
“น้อมส่งนายหญิง น้อมส่งท่านเซียนน้อย” เ้าลาค้อมตัวลงคำนับเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งหายลับสายตาไป
เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยขอบคุณสองสามีภรรยาแซ่จางพร้อมทั้งดึงต้นโสมอายุห้าสิบปีหนึ่งต้นยัดใส่ตะกร้าของภรรยาของพรานป่า แล้วรีบวิ่งออกไปตามเส้นทางที่จูจูกับจูจินโบกมือเรียก กว่าสองสามีภรรยาจะรู้ตัวเด็กหญิงตัวน้อยก็วิ่งหายลับสายตาไปเสียแล้ว และก็ยิ่งใมากขึ้นที่เห็นต้นโสมหัวใหญ่อยู่ในตะกร้า ทั้งสองจึงเดินวนเวียนในอำเภอตามหานาง เพื่อนำต้นโสมส่งคืนก็หานางไม่พบเสียแล้ว
“ท่านพี่เราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่นางให้เราดีเ้าคะ” นางจางรีบหาผ้าปิดคลุมตะกร้าไว้มิดชิดเกรงว่าใครผ่านมาเห็นเข้าจะแย่งชิงเอาได้
“อืม ในเมื่อนางตั้งใจจะให้เรา เราก็นำไปขายที่ร้านสมุนไพรกันเถอะ แล้วเราเก็บเงินจำนวนนี้เอาไว้แล้วหาหนทางโยกย้ายออกจากหมู่บ้าน เราไปหาที่อยู่ใหม่ให้ห่างไกลจากญาติพี่น้องใจดำพวกนั้นกัน เ้าว่าดีหรือไม่”
“ดีเ้าค่ะท่านพี่ เราจะได้หนีห่างคนพวกนั้นเสียที ท่านพี่นำสมุนไพรต้นนี้ไปขายแล้วนำฝากที่ร้านฝากเงินเลยนะเ้าคะ เมื่อเราออกเดินทางเราค่อยมาเบิกเงินกัน ข้าไม่ไว้ใจหากเรามีเงินติดตัวแล้วคนพวกนั้นรู้เข้าก็คงจะมาแย่งชิงเหมือนทุกครั้งเป็แน่”
“อืม…คงต้องขอขอบใจแม่หนูน้อยคนนั้นเสียจริง ที่ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับพวกเรา”
ม่านชิงหลินที่เดินไปตามเส้นทางในอำเภอเพื่อดูวิถีชีวิตความเป็อยู่ของคนในโลกใบใหม่นี้ก็มีแสงแห่งบารมีส่องลงมาจากฟากฟ้า ซึ่งเด็กน้อยไม่รู้ตัวแต่ทว่าเซียนน้อยทั้งสองต่างเห็นชัดเจน
“พี่สาวจ๋า แสงแห่งบารมีจากฟากฟ้าส่องลงมาที่พี่สาวจ้ะ”
‘แสงไหน ทำไมข้าถึงไม่เห็น’ ม่านชิงหลินพูดสื่อสารกับจูจูในใจเหมือนเช่นเคยหากอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก
“จริงขอรับ แสงแห่งบารมี จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ที่ได้รับต้องทำกุศลและได้รับคำขอบคุณจากผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือขอรับ”
“หนูว่าต้องเป็คู่สองผัวเมียแซ่จางคู่นั้นแน่ ๆ เลยจ้ะพี่สาว”
'อืม….พวกเขาเป็คนดี ย่อมได้รับสิ่งตอบแทน เราก็ไปหาแหล่งขายสมุนไพรกันเถอะ พวกเราจะได้มีเงินเอาไว้ใช้จ่ายกัน"
“ดีจ้ะพี่สาว / ขอรับนายหญิง”
*************************