กระบี่วิถีมาร

    บทที่35ลานประลองจ้าววิญญาณ

            วันรุ่งขึ้นหมิงเฉิงเตรียมออกไปดูลานประลองจ้าววิญญาณ หมิงเฉิงใส่ผ้าปิดหน้าไว้ หลังจากที่สืบข่าวได้ว่าลานอยู่ที่ไหน หมิงเฉิงก็เดินไปตามทาง ลานประลองจ้าววิญญาณนั้นอยู่กลางเมืองของเมืองหนานเชิง  ในทุกๆวันจะมีคนมาชมการต่อสู้ในลานแห่งนี้ 


            ผู้คนมากมายที่แห่กันไปชมการต่อสู้ระหว่างจ้าววิญญาณ พอหมิงเฉิงเดินเข้าไปใกล้ลาน ก็ได้ยินเสียงของการต่อสู้กัน บึม บึม บึม เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง เสียงโห่ร้องของผู้ชมที่เต็มลานดังเข้ามาในโสทประสาทของชายหนุ่ม


            หมิงเฉิงเดินไปหน้าทางเข้าลาน  ที่หน้าประตูนั้นจะมีผู้คุมอยู่สองคน  พอหมิงเฉิงเดินเข้ามาใกล้ ผู้คุมที่เฝ้าอยู่ก็พลันถามขึ้น


            "มาสมัคต่อสู้หรือมาชมการต่อสู้...หากมาต่อสู้ก็จ่ายมาหนึ่งผนึกอสูรขั้นยอดยุทธ์ หากจะชมการต่อสู้ต้องจ่ายสองผนึก.. เสียงของผู้คุมเอ่ยถามหมิงเฉิง


            "ชมการต่อสู้... ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ  จากนั้นก็จ่ายผนึกอสูรเพื่อเป็นค่าผ่านทางเข้าไปชมการต่อสู้  หลังจากที่หมิงเฉิงเข้ามาภายในลานนั้น  ก็พบกับผู้คนจำนวนมากที่มาดูการต่อสู้  หมิงเฉิงเลือกที่นั่งที่มีคนน้อยที่สุด หลังจากที่เลือกที่นั่งได้แล้วหมิงเฉิงก็เดินไปนั่ง


            บนลานนั้นคือชายหนุ่มสองคนที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด หนึ่งวิถีกายาและหนึ่งวิถีจิตกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด  ชายหนุ่มที่ฝึกวิถีกายานั้น เต็มไปด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว  แต่ทว่าชายหนุ่มที่ฝึกวิถีจิตถึงแม้สภาพภายนอกจะดูไม่เป็นไร แต่ทว่าที่มุมปาก กลับมีเลือดไหลออกมา


            แต่ดูเหมือนชายหนุ่มที่ฝึกวิถีจิตจะได้เปรียบนิดหน่อย เพราะว่าพลังจิตที่เขาใช้นั้น คือพลังจิตสายโจมตี วิถีจิตนั้นคล้ายๆกับวิถีปราณ นั้นก็คือแบ่งเป็นสามสาย สายโจมตี สายควบคุม และสายแทลกแซง  สายโจมตีบางคนจะสามารถเรียกดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้าออกมาเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังโจมตี


            สายควบคุมนั้น จะสามารถควบคุมพลังยุทธ์ของคนอื่นลบกลิ่นอายหรือเพิ่มความสามารถของเคล็ดวิชาของคนอื่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  แต่ความน่ากลัวของวิถีจิต คือ สายเทรกแซง  สายแทรกแซงนั้นจะสามารถอ่านความคิด ถอดจิตออกไปใกลพันลี้ ความคุบจิตใจคนอื่นและบงการคนอื่นได้


            ถึงแม้วิถีจิตและวิถีลมปราณจะมีความคล้ายกัน แต่ทว่าทั้งสองวิถีนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าผู้ฝึกวิถีจิตนั้นจะมีร่างกายที่บอบบางกว่าคนอื่นเป็นอย่างมากและไม่สามารถฝึกวิถีอื่นได้นอกจากวิถีจิตเพียงวิถีเดียว  วิถีปราณนั้นเป็นการใช้พลังยุทธ์แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่าง แต่พวกเขาที่ฝึกวิถีจิต ไม่สามารถฝึกพลังยุทธ์ได้


            วิถีจิตจะมีขั้นของวิถีตามลำดับ จิตขั้น1เทียบเท่ากับ พลังยุทธ์กำเนิดวิญญาณ ขั้น2คือสถิตวิญญาณ ขั้น3เยี่ยมยุทธ์ ขั้น4ยอดยุทธ์ และขั้น5 เทียบเท่ากับจ้าววิญญาณ นี่คือเหตุผลที่ผู้ฝึกวิถีจิตนั้นมีร่างกายที่บอบบางและอ่อนแอ เพราะไม่สามารถฝึกพลังยุทธ์ได้


            ชายหนุ่มวิถีจิตคนนั้นคือขั้น5 ที่มีพลังโจมตีเทียบเท่ากับพลังยุทธ์จ้าววิญญาณ  เขาพยายามที่จะต่อสู้ในระยะใกลให้ได้มากที่สุด และจิตของเขาคือธาตุดิน  หากชายหนุ่มที่ฝึกวิถีกายาคนนั้นเข้าใกล้ตัวเขาไม่ได้ ผลการต่อสู้ก็คงจะออกมาแล้ว


            แต่ชายหนุ่มวิถีกายาคนนั้นเข้าใกล้ได้ถึงสองครั้งแล้ว และโจมตีไปยังชายหนุ่มวิถีจิตได้ จึงทำให้ชายหนุ่มวิถีจิตบาดเจ็บภายใน  สภาพของชายหนุ่มวิถีกายานั้นสะบัคสะบอมเป็นอย่างมาก  เพราะการที่จะเข้าใกล้ได้นั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก


            พอชายหนุ่มวิถีกายาจะเข้าใกล้ ก็เข้าใกล้ไม่ได้เพราะ  การโจมตีระยะใกลจากชายหนุ่มวิถีจิตนั้น จะสร้างกำแพงดินขึ้นมาขวางทางตลอด และรูปแบบการโจมตีเขาสามารถบังคับให้ดินแข็งตัวและเกิดเป็นแท๊งดินที่แข็ง โจมตีเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง


            ทันใดนั้นชายหนุ่มวิถีจิตก็วาดมือออกไป  จากนั้นก็เกิดเป็นดินก่อขึ้นมามัดขาและกึงขังชายหนุ่มวิถีกายาไว้


            "เจ้าแพ้ข้าแล้ว... ชายหนุ่มวิถีจิตเอ่ยขึ้น จากนั้นก็ปล่อยดินที่รูปทรงกลมๆและแข็งพุ่งเข้าใส่ อย่างต่อเนื่อง  ตูม ตูม ๆๆๆ เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ชายหนุ่มวิถีกายาคนนั้น ไม่มีโอกาศแม้แต่ใช้เคล็ดป้องกันแม้แต่น้อย  


            หลังจากสิ้นเสียงการปะทะกัน ผู้ที่คุมการต่อสู้ก็ออกมาประกาศผลแพ้ชนะ และประกาศให้ชายหนุ่มวิถีจิตคนนั้นเลื่อนอันดับในลานประลอง

    ลำดับของชายหนุ่มวิถีจิตคือลำดับที่500กว่าๆ  มันเป็นลำดับท้ายๆ  รายชื่อจ้าววิญญาณมีทั้งหมด600คนใน


            หมิงเฉิงนั้นต้องแปลกใจอีกครั้งเกี่ยวกับไป๋หลาน  เพราะว่านางพึ่งมายังเมืองแห่งนี้ได้ไม่นาน แต่ทว่านางกลับไปอยู่ในอันดับสิบของลานประลองจ้าววิญญาณ เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้เมื้อกี้ อันดับท้ายๆ 


            แต่การต่อสู้กลับดุเดือด และมีแต่คนที่มีพรสวรรค์ มากมาย  หมิงเฉิงคิดได้ดังนี้ ก็แอบคิดไม่ได้ว่า ไป๋หลานตอนนี้นางจะแข็งแกร่งถึงเพียงไหน


            "บ้าเอ่ย... วันนี้ข้าพนันแพ้อีกแล้วหรอเนี่ย..  เสียงของคนที่นั่งข้างๆดังเข้ามาในหู   ผู้คนที่มาชมการต่อสู้ส่วนมากจะมาพนันกัน สิ่งที่พนันกันแน่นอนว่าเป็นผนึกอสูรที่ใช้ในการพนัน


            แต่ก็มีบางคนที่มาดูการต่อสู้ด้วยจุดประสงค์อื่น บ้างก็มาหาข้อมูง บ้างก็มาจับตามองคนรุ่นใหม่  บางคนก็มาเปิดหูเปิดตา อีกฝั่งตรงข้ามด้านหนึ่งของที่นั่งในลานประลอง


            มีสองคนที่แต่งตัวมิดชิดปิดหน้าปิดตา หมิงเฉิงสัมผัสได้ว่า ทั้งสองคนนี้กำลังมองมาที่ตน เขาสัมผัสได้ว่าหนึ่งในสองคนนั้นคือผู้ฝึกวิถีจิต ตอนนี้คนๆนั้นกำลังเพ่งมองมาที่เขา กำลังอ่านใจเขา


            แต่ทว่า มันไม่ได้เจาะหรือแทรกแซงจิตของหมิงเฉิงได้ง่ายขนาดนั้น  ถึงแม้หมิงเฉิงท่าทีจะดูเฉยเมย แต่เขาก็แอบปล่อยไอสังหารกลับไปยังคนสวมชุดมิดชิดคนนั้น 


            คนที่พยายามจะแทรกแซงจิตของหมิงเฉิง เมื่อสัมผัสได้ว่าไอสังหารที่หมิงเฉิงปล่อยกลับมานั้น ไม่ใช่อะไรที่จะมาดูถูกได้  จึงเก็บพลังจิตที่จะแทรกแซงกลับมา  และทั้งสองกำลังจ้องมองมาที่เขา


            หมิงเฉิงเขาพึ่งจะเข้ามาในเมืองได้ไม่มีกี่วัน จึงไม่อยากมีเรื่อง หลังจากคิดได้เช่นนั้น เขาก็เดินออกไปนอกลาน และกลับไปยังโรงเตี้ยมที่พัก แต่ทว่าที่ด้านหลัง  บุคคลทั้งสองกลับตามหลังเขามา


            หมิงเฉิงสัมผัสได้ว่ากำลังมีคนตามมา เขาจึงเข้าไปยังซอยใกล้ที่ลับตาคน แล้วยืนหยุดนิ่ง หมิงเฉิงปล่อยไอสังหารออกมา แต่เขาไม่ได้ปล่อยออกไปใกลตัว เพียงปล่อยออกมาให้คนทั้งสองรู้ว่า หมิงเฉิงสัมผัสได้แล้วว่าทั้งสองกำลังตามมา


            "ในเมื่อตามมาแล้วเหตุใดไม่ออกมาคุยกันหน่อยเล่า... หมิงเฉิงยืนนิ่งแล้วพูดออกมา


            "ฮิฮิฮิๆๆ.. จิตสัมผัสไม่เลวหนิ.. ถึงกับสัมผัสพวกข้าได้ในระยะใกลขนาดนี้..   หลังจากสิ้นเสียง  คนทั้งสองที่สวมชุดมิดชิดปิดหน้าปิดตา ก็ออกมาปรากฏด้านหลังของหมิงเฉิง


            "ข้าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับพวกเจ้าทั้งสองมาก่อน เรื่องภายในลานที่เจ้าคิดจะแทรกแซงจิตของข้า ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน  แต่ทว่าในเมื่อเรื่องในลานจบไปแล้ว พวกเจ้ายังจะตามข้ามาอีก


            "ต้องการจะเจรจา... หรือต้องการต่อสู้กันละ... หมิงเฉิงเอ่ยเสียงเย็น จากนั้นเขาก็ปลดปล่อยไอสังหารออกมาคุกคามทั้งสองคนโดยไม่มีกักเก็บอีกต่อไป


            "ฮีฮีฮี.... เป็นไอสังหารที่เยือกเย็นเสียงจริง.... เจ้าคิดผิดแล้ว แท้จริงพวกเราแค่อยากจะทดสอบเจ้าก็แค่นั้น ไม่เห็นต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้เลยหนิพ่อหนุ่ม.. ฮีฮีฮี...


            "ท่านพี่จะไปพูดกับขยะทำไม... ฆ่าทิ้งไปเลยดีกว่า... ทันใดนั้นก็มีเสียงของอีกคนพูดขึ้นมา  มันเป็นเสียงของหญิงสาว เสียงของนางนั้น นุ่มนวล แต่ออกจะแข็งกระด้างไปหน่อย


            "หญิงสาวปล่อยคลื่นสายฟ้าออกมาด้วยพลังจิต  เปี๊ยๆ.. เสียงสายฟ้าตรงหน้าที่ดังออกมา


            "วิถีจิตคู่อย่างนั้นหรอ.. เหอะ.. เจ้าสินะที่คิดจะแทรกแซงจิตข้า หมิงเฉิงเอ่ยออกมาด้วยรังสีข้าฟัน


            "ในเมื่อเรื่องในลานข้าไม่คิดจะเอาความ  แต่เจ้ายังดันทุรังจะตามมาอีก


            "เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว





    คล้ายกับเรื่องกระบี่วิถีมาร ที่คุณอ่าน