ท่านสามี อย่าโอหัง

    ตอนที่ 45 การผูกขาด

    ตอนที่ 45 การผูกขาด

     

            วันนี้บ้านของฉาจื่ออันมีแขกพิเศษมาคนหนึ่ง พิเศษยังไงน่ะรึ ทั่วทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าดูมีมูลค่า

     

            หลิงซานฉิงนั่งอยู่ที่โต๊ะมองแขกพิเศษที่อยู่ตรงหน้า นางกวาดสายตาลงต่ำ ชาที่ไม่มีใครแตะต้องสองถ้วยบนโต๊ะยังคงร้อนกรุ่น

       

            อวี๋ซิ่งเยี่ยกำลังรอให้ผู้หญิงตรงหน้าพูดก่อน เขาเป็นคุณชายใหญ่ผู้สง่างามแห่งตระกูลอวี๋ หากพูดก่อนก็คงสูญเสียฐานะตัวเองไป

     

            หลิงซานฉิงมองจุดนี้ออก แอบคิดในใจว่าชายคนนี้ตระหนี่เกินไป ไหน ๆ ก็มาหาถึงที่แล้ว การเริ่มพูดก่อนมันจะยากอันใด 

     

            หลิงซานฉิงพยายามพูดกล่อมว่าตัวเองไม่เหมือนกับเขา จึงหยิบถ้วยน้ำชาดื่มให้ชุ่มคอ “ขอริอาจถามว่าคุณชายแซ่อะไร?” การแนะนำตัวเองอย่างน้อยก็เป็นมารยาทพื้นฐาน ชายคนนี้ช่างไร้ระดับจริง ๆ ความประทับใจแรกของนางถูกดึงเข้าไปอยู่ในรายชื่อบัญชีดำแล้ว

     

            “อวี๋ซิ่งเยี่ย” ท่าทางของอวี๋ซิ่งเยี่ยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดขณะตอบ 

     

            หากนางรู้ตัวตนของเขาล่ะจะเป็นอย่างไร? คงแทบอยากจะคุยการค้ากับเขาไม่ไหว และคงรีบหาผู้สนับสนุนดี ๆ ให้ตัวเองสินะ

     

            อวี๋ซิ่งเยี่ย? ใครกัน? ครั้นมองดูท่าทางหยิ่งยโสของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่นึกสงสัย หรือจะเป็นคุณชายตระกูลร่ำรวยสักตระกูลหนึ่ง? นางแอบคาดเดาในใจ ตระกูลมั่งคั่งร่ำรวยในอำเภอหรงอินสามารถนับได้ด้วยมือเดียว และตระกูลอวี๋ก็เป็นหนึ่งในนั้น

     

            หลิงซานฉิงรู้สึกตะลึงเล็กน้อย เขาคงจะไม่ใช่พี่น้องของอวี๋ซิ่งเหวินหรอกนะ? บ้าเอ๊ย ไม่ใช่ว่าคนพวกเดียวกันไปสุมหัวอยู่ด้วยกันหรือ นี่มันคล้ายกันเกินไปแล้ว...

     

            นางระงับความตกใจเอาไว้และแสดงท่าทีออกมาตามปกติ “คุณชายอวี๋มาบ้านอันซอมซ่อของข้าเพื่อคุยเรื่องการค้าหรือมาหาฉาจืออันรึ? ฉาจื่ออันออกไปแล้ว หากคุณชายอวี๋มาคุยเรื่องการค้า ก็เอ่ยกับข้าโดยตรงได้เลย”

     

            ท่าทางสบาย ๆ ของหลิงซานฉิงยิ่งทำให้อวี๋ซิ่งเยี่ยรู้สึกไม่สบายใจ หรือนางไม่รู้จักฐานะของเขา? และเมื่อมองดูท่าทางที่ดูไม่แปลกใจแม้แต่น้อยอีกครั้ง ก็คิดได้ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้น

     

            เมื่อคิดเช่นนี้ ความรู้สึกไม่สบายใจก็ค่อย ๆ จางหายไป เขาไม่ควรทะเลาะกับผู้หญิงที่มีความรู้ต่ำกว่าเขา  

     

            “ข้ามาในครั้งนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญจะหารือ” พักไปครู่หนึ่ง อวี๋ซิ่งเยี่ยก็เหลือบมองหลิงซานฉิงและเอ่ยต่อ “ได้ยินมาว่าพู่กันขนห่านของแม่นางหลิงขายดีอย่างมาก คำสั่งซื้อเหล่านั้นรวมกันแล้วคงมีจำนวนไม่น้อยเลย แม่นางหลิงทำคนเดียวน่าจะเสียแรงไปมาก”

     

            “ตอนแรกข้าทำอยู่คนเดียวจริง ๆ แต่วันนี้ข้ามีผู้ช่วยแล้ว จึงเบาแรงลงไปมาก” หลิงซานฉิงคิดว่าเขาแค่ทักทายอย่างเป็นห่วง ตัวนางจึงไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คำพูดถัดไปของอวี๋ซิ่งเยี่ยกลับทำให้นางคาดไม่ถึง

     

            อวี๋ซิ่งเยี่ยไม่สนว่านางจะเข้าใจความหมายของเขาหรือไม่ เขากล่าวจุดประสงค์ที่ตัวเองมาที่นี่ออกมาอย่างไม่สนใจใคร “แม่นางหลิง ข้ามาที่นี่เพื่อคุยเรื่องการค้าขายกับเจ้า” เมื่อเห็นท่าทางของนางยังนิ่งเฉย เขาก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจให้กับแม่นางที่ดูเข้าหาได้แสนยากลำบาก

     

            ชื่นชมก็ส่วนชื่นชม แต่เขาก็ยังต้องเอ่ยเจรจา “พู่กันขนห่านของแม่นางหลิงเป็นของหนึ่งเดียวในอำเภอหรงอิน และน่าจะไม่มีใครที่มีฝีมือเช่นแม่นางอีก เพียงแต่ไม้ใหญ่โดนลมโค่น[1] ไม่เผยแพร่ฝีมือแม่นางหลิงไปด้านนอกย่อมดี แต่ต้องมีสักคนที่อิจฉาแม่นาง และหากมาหาถึงที่คงไม่ดีแน่”

     

            หลิงซานฉิงฟังจนสับสนงงงวย ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้จะไม่มีใครมาหาเรื่อง ต่อให้มาจริง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขา “คุณชายอวี๋ สิ่งที่ท่านพูดมาข้าเข้าใจหมดแล้ว แต่ท่านมีอย่างอื่นจะคุยอีกหรือไม่ ท่านคงมาคุยเรื่องการค้าสินะ” เหตุใดคำพูดเขาฟังแล้วดูเหมือนจะมาสาปแช่งนางเลย


      อวี๋ซิ่งเยี่ยฟังความหมายในคำพูดนางไม่ออก แถมยังคิดว่านางรู้จักเอาตัวรอด “แม่นางหลิง ข้าหวังว่าจะได้ร่วมมือกับเจ้าไปนาน ๆ และข้าขอเป็นคนรับเหมาพู่กันขนห่านของเจ้าทั้งหมด”

     

            กล่าวอีกนัยหนึ่ง นอกจากเขาแล้วก็ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อจากคนอื่นได้อีก และยิ่งมิอาจขายพู่กันขนห่านให้กับคนนอกได้

     

            ไม่ต้องกังวลว่าพู่กันขนห่านที่ผลิตโดยหลิงซานฉิงจะไม่มีใครซื้อ เพียงแค่ขายทั้งหมดให้เขาก็พอ

       

            นี่เป็นการค้าขายขนาดใหญ่สำหรับนาง และตั้งแต่นี้ไปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการค้านี้แล้ว

     

            แค่เพียงนางตอบตกลง คำสั่งซื้อของผู้อื่นทั้งหมดที่อยู่ในมือนางจะถือเป็นโมฆะ และที่สำคัญที่สุดคือนางได้ตกลงกับซือหงหยวนไปแล้ว นางจะตกลงกับอวี๋ซิ่งเยี่ยอีกได้อย่างไร

     

            สิ่งสำคัญที่สุดในการทำการค้าคือความซื่อสัตย์ นางจึงส่ายหัวอย่างแน่วแน่ทันที “คุณชายอวี๋ ข้าเข้าใจความหมายของท่านแล้ว แต่ให้อภัยข้าด้วยที่มิอาจตกลงร่วมมือกันในครั้งนี้ได้ ข้าคือคนทำพู่กันขนห่านออกมาคนแรก ยามนี้มีพันธมิตรทางการค้ามากมายที่ไม่สามารถละเลยพวกเขาได้ และข้ารู้สึกสบายใจที่จะทำด้วยตัวเอง ขออภัยเป็นอย่างมาก”

     

            คล้ายกับอวี๋ซิ่งเยี่ยจะแปลกใจเล็กน้อยกับคำตอบของนาง ดวงตาดุจเหยี่ยวเผยกลิ่นอายความเย็นชาขึ้นมา “แม่นางหลิงไม่ต้องกังวลเรื่องส่วนแบ่ง เรื่องนี้พวกเราคุยกันได้”

     

            “ไม่ คุณชายอวี๋ ท่านคงเข้าใจผิดแล้ว สิ่งที่ข้าสนใจหาใช่ส่วนแบ่ง แต่เป็นเรื่องของตัวเอง หากข้าอยากผูกขาดการค้า ข้าก็ทำเองได้ จะลำบากอยากไปร่วมมือกับท่านไปทำไม ขอบคุณคุณชายที่ให้เกียรติข้า แต่เกรงว่าการค้าครั้งนี้คงมิอาจทำให้ท่านสมความปรารถนาได้”

     

            นางมีท่าทางเด็ดเดี่ยว ไม่ได้ก็คือไม่ได้ นางไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อความเชื่อถือเพียงเพราะเงิน ถึงอย่างไรนางยังต้องเดินบนเส้นทางการค้าไปอีกยาวไกล เรื่องที่จะให้อีกฝ่ายผูกขาดเช่นนี้นางไม่ทำแน่นอน

     

            การปฏิเสธของนางชัดเจนอย่างมาก อวี๋ซิ่งเยี่ยที่คิดอยากเสนอเงื่อนไขอีกยังต้องหยุดเพราะคำพูดของนาง

     

            อวี๋ซิ่งเยี่ยไม่เคยถูกใครปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน สีหน้าเขาจึงเคร่งขรึมเล็กน้อย “แม่นางหลิง เจ้าคิดดีแล้วรึ หากพลาดโอกาสนี้ไป ความเสียหายที่มีต่อเจ้าคงประเมินไม่ได้” พ่อค้าย่อมให้ความสำคัญกับกำไร หรือจะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่านี้อีก

     

            ใครจะคาดคิดว่าท่าทางของหลิงซานฉิงจะเด็ดเดี่ยวกว่าเขามากนัก “คุณชายอวี๋ ข้าคิดแล้ว หากเป็นความเสียหายของข้า ข้าก็ยินดียอมรับเอง หากท่านไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าขอตัวไปทำงาน”


            ยามนี้แน่ใจได้แล้วว่าอวี๋ซิ่งเยี่ยและอวี๋ซิ่งเหวินจะต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดแน่ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะมีนิสัยคล้ายกันขนาดนี้ได้อย่างไร หากไม่ได้ดั่งใจก็ทำไม่ดีต่อทุกคน

     

            นี่นางกำลังไล่เขารึ? อวี๋ซิ่งเยี่ยจะยอมรับการปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างไร ไฟโกรธจึงโหมลุกขึ้นจากหัวใจ ดวงตาดุจเหยี่ยวเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายขึ้นมา “ไม่ว่าอย่างไรแม่นางหลิงก็จะปฏิเสธใช่หรือไม่?” น้ำเสียงช่างไร้ความรู้สึกใด ๆ 

     

            หลิงซานฉิงยังคงมีท่าทางเด็ดเดี่ยวเช่นเดิม มองเขาสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป และไม่ได้รู้สึกว่าเสียหายอะไร

     

            และเป็นไปตามที่คาดไว้ นางได้รับเงินส่วนแบ่งที่ส่งมาจากซือหงหยวนในเย็นวันนั้น รวมเข้ากับเงินเดิมที่นางได้จากการขายพู่กันขนห่าน ตอนนี้นางไม่ต้องกลุ้มใจว่าจะไม่มีเงินใช้แล้ว หากเทียบกับในสมัยปัจจุบันก็ถือว่ามีอันจะกิน

     

            นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

     

            นางเดินเข้าไปข้างในอย่างมีความสุข เจี่ยนเจี่ยนหัวเราะคิกคักวิ่งเข้าไปกอดขานาง และทำหน้าทะเล้นใส่สวีอิงเอ๋อร์ ไม่รู้ว่าทั้งสองเล่นอะไรกัน แต่บนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

     

            หลิงซานฉิงก้มลงไปอุ้มเจี่ยนเจี่ยนขึ้นมา มองเด็กน้อยในระยะประชิด จึงได้พบว่าเสื้อผ้าทั้งส่วนบนและส่วนล่างของเจี่ยนเจี่ยนเต็มไปด้วยฝุ่น ตรงหัวเข่าทั้งสองมีรอยปะอยู่ เหตุใดถึงเหมือนเด็กติดดินอย่างไรอย่างนั้น 

     

            เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากนางก็กระตุก ก็ได้ เจี่ยนเจี่ยนเป็นเด็กติดดิน นางกระแอมออกมาเบา ๆ และจับมือเล็กของเจี่ยนเจี่ยนไว้ “เจี่ยนเจี่ยน พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ดีหรือไม่?”

     

            แววตาของเจี่ยนเจี่ยนเป็นประกาย ไม่กี่วันมานี้เจ้าหนูน้อยได้กินแต่อาหารดี ๆ ทุกมื้อก็ประเมินได้ว่าพวกเขามีเงินแล้ว เด็กน้อยจึงปรบมืออย่างชอบใจ “อา อา”

     

            หลิงซานฉิงเห็นเด็กน้อยปรบมือรัว ๆ ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และหันไปบอกสวีอิงเอ๋อร์ว่า “พรุ่งนี้เราจะไปที่อำเภอกัน อิงเอ๋อร์เจ้าก็ไปด้วยกันเถอะ เจ้ามาอยู่ที่นี่นานแล้วแต่ก็ยังไม่ได้พาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้าเลย เย็นนี้ข้าจะให้เงินเดือนสองเดือนแก่เจ้า”

     

            สวีอิงเอ๋อร์ตาเป็นประกาย สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นางไม่ได้ไปที่อำเภอนานแล้ว ครั้นกำลังจะเอ่ยพูดก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ แววตาที่เปล่งประกายพลันมืดมนลง และเอ่ยไปอีกทิศทางหนึ่ง “ไม่ล่ะ ข้าขออยู่เฝ้าบ้านแล้วกัน ขอให้พวกเจ้าสนุกกันให้เต็มที่นะ”

     

            หลิงซานฉิงสังเกตเห็นความผิดหวังที่แวบผ่านบนใบหน้าของนางเมื่อครู่ ก็ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะนึกได้ว่านางหวั่นเกรงสิ่งใด “อิงเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าเป็นอิสระแล้ว ไม่มีใครสามารถทำร้ายเจ้าได้ หากเฉินเตาปากล้ามาก่อกวนเจ้าอีก พวกเราจะส่งเขาไปที่ศาลาว่าการ มีข้าหนุนหลังให้เจ้า ไม่ต้องกลัวเขาหรอก”

     

            นางพูดจบก็ส่งสายตาปลอบโยนไปให้


            สวีอิงเอ๋อร์มีสีหน้าตะลึงเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่านางจะคิดเรื่องนี้แทนตัวนางเองด้วย จะบอกว่าไม่ให้ประทับใจก็คงเป็นเรื่องโกหก แต่หากพวกเขาสามพ่อแม่ลูกออกไปข้างนอก นางก็ไม่ควรเข้าไปขัดความสนุก

     

            “ซานฉิง ข้าเพิ่งเรียนวิธีทำพู่กันขนห่าน ยังไม่ชำนาญเลย ข้าจะใช้โอกาสที่พวกเจ้าออกไปเพื่อฝึกฝนดูอีกครั้ง และจะได้เตรียมอาหารเย็นรอพวกเจ้าอยู่ที่บ้านด้วย”

     

            เมื่อหลิงซานฉิงเห็นท่าทางที่เด็ดเดี่ยวของนางก็ไม่บังคับอีก ทำเพียงแค่พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “อาหารเย็นยังไม่ต้องทำ รอพวกเราซื้อวัตถุดิบกลับมาก่อน แล้วค่อยทำตอนนั้นก็ยังไม่สาย”

     

            เจี่ยนเจี่ยนกอดคอนาง ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์

     

            ระหว่างอาหารเย็น ฉาจื่ออันกลับมาจากงานแข่งขันบทกวี เห็นในบ้านเต็มไปด้วยเนื้อก็เริ่มชินกับมันแล้ว “วันนี้เป็นวันฉลองอะไรรึ เหตุใดถึงไม่ทำพู่กันขนห่านล่ะ”


            หลังจากล้างมือแล้ว เขาก็นั่งลงที่โต๊ะอีกด้าน รับข้าวที่สวีอิงเอ๋อร์ส่งมาให้

     

            หลิงซานฉิงยิ้มตาหยีมองเขา รอให้เขาทานข้าวเสร็จ ก็กระแอมอยู่ครู่หนึ่ง “ฉาจื่ออัน ตอนนี้ข้ามีเรื่องหนึ่งที่จะบอกกับเจ้าอย่างเป็นทางการ”


            ขณะพูด นางก็หยุดไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นฉาจื่ออันมองกลับมาก็เอ่ยต่อ “เจ้าดูบ้านเราสิค่อนข้างเก่าแล้ว ท่อนไม้นั้นก็ใกล้จะเน่าพังเพราะถูกน้ำฝน ควรเปลี่ยนกันได้แล้วหรือเปล่า”

     

            บ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่มานาน ก็สมควรจะเกิดปัญหาเหล่านี้ ฉาจื่ออันเองก็เห็นมาหลายครั้งแล้ว เพราะเหตุนี้เขาจึงไม่ได้สนใจคำพูดนี้มากนัก “เปลี่ยนน่ะเปลี่ยนได้ แต่ต้องหาคนนอกมาเปลี่ยนให้ และห้ามให้คนในหมู่บ้านเรามาเปลี่ยนให้ เพราะพวกเขาไม่เต็มใจมาแน่นอน และหากจ้างคนนอกมาก็ต้องใช้เงินมาก เจ้าควรจะระวังหน่อย”

     

            คล้ายกับว่าเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สิ่งเดียวที่ฉาจื่ออันคิดก็คือเรื่องเงิน

     

            หลิงซานฉิงไม่ไปทะเลาะกับเขาที่มีความรู้น้อย นางโบกมืออย่างใจกว้าง “พวกเราต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ไปตลอดชีวิต จ่ายเงินก็จ่ายเพียงเล็กน้อย ไม่ได้จ่ายมากมายสักหน่อย” นางเผยสายตาเจ้าเล่ห์ออกมา และแอบหัวเราะขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ “เจ้าว่าในเมื่อเราก็เปลี่ยนท่อนไม้แล้ว ส่วนอื่น ๆ เราก็ควรเปลี่ยนมันด้วยหรือเปล่า หรือหากทำไม่ได้ เราก็ปรับปรุงใหม่มันทั้งหลังไปเลย”

     

            พูดจบ นางก็คีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของเขา

     

            เมื่อฉาจื่ออันได้ยินคำพูดนี้ ก็รีบคีบเนื้อที่นางคีบให้กลับไปใส่ในชามของนาง และปฏิเสธอย่างเข้มงวด “อย่าแม้แต่จะคิด อยู่บ้านนี้มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่รึ จะเปลี่ยนใหม่หมดทำไม อีกอย่างปรับปรุงบ้านไม่ต้องใช้เงินหรือไง แล้วต้องใช้เท่าไหร่มันถึงจะพอ”

     

            สิ่งสำคัญที่สุดคือคนทั่วไปในหมู่บ้านนี้มีใครที่ปรับปรุงบ้านใหม่กัน ครอบครัวเขาเพิ่งแยกออกมาไม่กี่เดือน จะให้เปลี่ยนท่อนไม้และปรับปรุงบ้านใหม่ มันคงสะดุดตาเพื่อนบ้านที่อยากรู้อยากเห็นมากเกินไป

     

            ไม่ให้ปรับปรุงบ้านใหม่ จะเป็นไปได้อย่างไร หลิงซานฉิงคิดเรื่องปรับปรุงบ้านใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว แม้ต้องใช้ไม้อ่อนวันนี้นางก็ต้องโน้มน้าวเขาให้ได้

     

            หลิงซานฉิงสูดหายใจเข้าลึก และยังคงรักษารอยยิ้มไว้ “เจ้าดูพวกเราตอนนี้สิ มีเงินมากมายอยู่ในมือแล้วไม่ใช่รึ เช่นนั้นก็ควรจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเราให้ดีขึ้นด้วยสิ การปรับปรุงบ้านเป็นรูปธรรมมากที่สุด เมื่อปรับปรุงดีแล้วพวกเราก็จะเพลิดเพลินกับมันไปตลอดชีวิตได้ ดีกว่าอย่างอื่นเป็นไหน ๆ เจ้าไม่คิดถึงมันจริง ๆ รึ?”

     

            “ไม่ได้” ฉาจื่ออันพูดอย่างอารมณ์เสีย “บ้านมีไว้แค่อาศัยอยู่ได้ก็พอแล้วไม่ใช่รึ เห็นอยู่ว่าไม่จำเป็นต้องปรับปรุงใหม่” บ้านเขาสะดุดตามามากพอแล้ว หากปรับปรุงใหม่อีก คนอื่นจะไม่อิจฉาเอารึ




    [1] [树大招风 เปรียบเปรยว่าต้นไม้ที่สูงนั้นต้องล่ม เหมือนคนดังหรือโชคที่มักจะดึงดูดคำวิจารณ์และโดนโจมตี]

    คล้ายกับเรื่องท่านสามี อย่าโอหัง ที่คุณอ่าน