แสงอรุณสีชมพูอ่อนส่องผ่านหมอกบางๆ บนยอดดอยสุเทพ นกน้อยเริ่มส่งเสียงร้อง พระสงฆ์เริ่มออกมาเดินจงกรมในบริเวณวัด เสียงระฆังดังเป็นระยะ ประกาศวันใหม่ที่เริ่มต้นขึ้น
ภาคินและนริศรายังคงนั่งอยู่บนพื้นหินเย็นๆ หน้าพระธาตุทอง ทั้งสองคนเงียบ ล้าหลังจากคืนที่เผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด
มือถือของภาคินดังขึ้นไม่หยุด วีระพงษ์โทรเข้ามาแล้วสิบสองครั้ง
ในที่สุดภาคินก็รับสาย
"ดร.ภาคิน! คุณเป็นอะไรไหม? ทำไมไม่รับโทรศัพท์? GPS บอกว่าคุณยังอยู่ที่วัด ผมกำลังขึ้นไปหาแล้ว!" เสียงวีระพงษ์ตื่นตระหนก
"ผมไม่เป็นไร" ภาคินพูดเบาๆ เสียงแหบเล็กน้อย "ทุกอย่างจบแล้ว"
"จบ? หมายความว่ายังไง? ฆาตกรล่ะ? คุณเจอแล้วหรือ? คุณบาดเจ็บไหม?"
ภาคินมองนริศราที่นั่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาแดงบวม ผมยุ่งเหยิง แต่ใบหน้าดูสงบกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรก
"เจอแล้ว แต่ผมไม่อยากให้คุณจับเธอ...เดี๋ยว เดี๋ยว ฟังผมพูดก่อน เธอจะมอบตัวเอง"
"อะไรนะ?!" วีระพงษ์ตะโกน "คุณบ้าไปแล้วเหรอ? เธอฆ่าคนไปสิบเอ็ดคน! สิบเอ็ดคนนะ!"
"ผมรู้ แต่...มันซับซ้อนกว่านั้น ขอเวลาผมอีกสักครึ่งชั่วโมง แล้วผมจะอธิบายให้ฟังทุกอย่าง"
เขาวางสาย ถอนหายใจยาว แล้วหันไปมองนริศรา
"คุณต้องมอบตัว" เขาพูด "นี่คือทางเดียวที่ถูกต้อง ทางเดียวที่จะทำให้นภัสสรได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง"
นริศราพยักหน้าช้าๆ "ฉันรู้ แต่..."
"แต่อะไร?"
"ฉันกลัว" เธอพูดเบาๆ "กลัวว่าเมื่อเข้าคุก ไม่มีใครจะดูแลหลุมฝังศพของนภัสสร ไม่มีใครจะจุดธูปเทียนให้เธอ ไม่มีใครจะคุยกับเธอ"
ภาคินรู้สึกปวดใจ "ผมจะทำแทนคุณ ทุกวัน ผมสัญญา ผมจะไปคุยกับน้องของคุณ จะบอกเธอว่าพี่สาวคิดถึงเธอมาก"
นริศรามองเขาด้วยสายตาประหลาด น้ำตาเริ่มคลอ "ทำไมคุณถึงทำแบบนี้? ฉันเกือบจะฆ่าคุณนะ ถ้าคุณไม่พูดอะไร ฉันอาจจะแทงคุณไปแล้ว"
"เพราะผมเป็นหนี้คุณ เป็นหนี้นภัสสร" ภาคินพูด "ผมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตาย และนี่คือสิ่งน้อยที่สุดที่ผมทำได้เพื่อชดเชย"
ทันใดนั้น มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง พวกเขาหันไปมอง
พระอาจารย์สุเมธเดินมา จีวรสีเหลืองอร่ามพลิ้วไสวตามลม ใบหน้าอ่อนโยน มีรอยยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยเมตตา
"สาธุ ผู้มีบุญทั้งสอง" พระองค์ไหว้ "ท่านนั่งที่นี่ตลอดคืนหรือ?"
ภาคินและนริศรารีบยืนขึ้นไหว้ตอบ ร่างกายเมื่อยล้า ขาชาจากการนั่งนาน
"เรียนพระอาจารย์ ผม..." ภาคินพูดไม่ออก
"ข้าพเจ้าทราบเรื่องราวแล้ว" พระอาจารย์พูดเบาๆ "เรื่องของนภัสสร เรื่องของพิธีกรรมในคืนนั้น และเรื่องของการแก้แค้นที่ตามมา"
"ท่าน...ทราบได้อย่างไร?"
"พระครูสุวัฒน์เขียนจดหมายมาเล่าทุกอย่างก่อนที่จะลาสิกขา" พระอาจารย์พูด "พระองค์รู้สึกผิด รู้สึกเสียใจอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง เลยเลือกที่จะหนีไป แต่ท้ายที่สุดความผิดก็ตามทันพระองค์"
"แล้วท่านรู้ว่าผมเป็นหนึ่งในแปดคน?"
"รู้ แต่ข้าพเจ้ารอให้ท่านมาหาคำตอบด้วยตัวเอง" พระอาจารย์มองนริศรา "และท่านผู้หญิง ท่านได้ทำในสิ่งที่ท่านคิดว่าถูกต้องแล้ว แต่การแก้แค้นไม่ได้นำมาซึ่งความสุข ใช่ไหม?"
นริศรน้ำตาไหล "ไม่ได้เลย ยิ่งฆ่ามากเท่าไร ฉันยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้น ยิ่งรู้สึกไกลจากนภัสสรมากขึ้น"
"เพราะสิ่งที่ท่านต้องการจริงๆ ไม่ใช่การแก้แค้น" พระอาจารย์พูด "แต่คือการได้ยินคำว่า 'ขอโทษ' การรู้ว่ามีคนรับผิดชอบ การที่นภัสสรได้รับความยุติธรรม และการที่ท่านเองได้ปล่อยวางความโกรธ"
"ตอนนี้ฉันได้ยินคำขอโทษแล้ว" นริศรามองภาคิน "และเขาจะทำให้นภัสสรได้รับความยุติธรรม"
"ถ้าอย่างนั้น จงให้อภัยตัวเองด้วย" พระอาจารย์พูด "ท่านแบกภาระหนักมานานพอแล้ว การลงโทษตัวเองไม่ได้ทำให้น้องสาวกลับมา แต่การใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีคุณค่า อาจจะเป็นการทำให้เธอภูมิใจ"
ส่วนที่ 2: เมื่อตำรวจมาถึง (Romantic Comedy)วีระพงษ์ขับรถพุ่งขึ้นดอยด้วยความเร็วสูง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล มือบิดพวงมาลัยแน่น เท้าเหยียบคันเร่งเต็มที่
ข้างๆ เขานั่งอยู่พยาบาลสาวชื่อปาณิสรา ผมสยายไปมาตามแรงหักเลี้ยว
"คุณตำรวจ ไปช้าหน่อยได้ไหม? ฉันเวียนหัว" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อย
"ไปช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว เพื่อนผมอาจจะตาย!"
"แต่ถ้าเราตายตอนขึ้นไป ก็ไปช่วยเขาไม่ได้อยู่ดี" ปาณิสราจับแขนเขา "ช้าหน่อย ขอร้องล่ะ"
วีระพงษ์ถอนหายใจ ลดความเร็วลงเล็กน้อย "ขอโทษ ผมกังวลเขามาก"
"ฉันรู้" ปาณิสรายิ้มบางๆ "คุณเป็นเพื่อนที่ดี แต่ก็ต้องรักษาชีวิตตัวเองด้วยนะ"
"คุณ...คุณกังวลผมเหรอ?" วีระพงษ์แอบมอง
"ก็...ฉันนั่งอยู่ในรถด้วยนี่" ปาณิสราหันหน้ามองออกหน้าต่าง ซ่อนรอยยิ้ม "ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ตายด้วย"
"อ้อ...ผมนึกว่า..." วีระพงษ์หยุดพูด หูแดง
"นึกว่าอะไร?" ปาณิสราหันมาถาม ดวงตาแววซน
"ไม่...ไม่มีอะไร"
"บอกสิ" เธอยิ้มกว้าง "ฉันสงสัย"
"คุณหมอปาณิสรา เราคุยเรื่องนี้ทีหลังได้ไหม ตอนนี้ผมกำลังขับรถ"
"ไม่ได้ ฉันอยากรู้ตอนนี้" ปาณิสราเอนตัวเข้าไปใกล้ "คุณนึกว่าฉันกังวลคุณเป็นพิเศษใช่ไหม?"
"ผม...ผม...นั่นมัน..." วีระพงษ์พูดติดอ่าง
"ใช่ล่ะ" ปาณิสราพูดตรงๆ "ฉันกังวลคุณเป็นพิเศษ พอใจแล้วหรือยัง?"
วีระพงษ์จับพวงมาลัยเกือบหลุด รถเซไปนิดหนึ่ง
"คุณหมอ! อย่าพูดแบบนี้ตอนผมขับรถสิ!" เขาตะโกน หน้าแดงเข้ม
"ทำไมล่ะ? เป็นความจริงนี่" ปาณิสราหัวเราะ "หน้าคุณแดงจัง น่ารักดี"
"ผม...ผมไม่น่ารัก ผมเป็นตำรวจ ต้องดุดัน น่ากลัว"
"ก็ดุดันกับคนอื่นสิ กับฉันก็หน้าแดงๆ น่ารักแบบนี้แหละ" ปาณิสรายิ้มกว้าง
วีระพงษ์ไม่รู้จะตอบว่าอะไร ตัดสินใจเงียบ มุ่งมั่นขับรถต่อไป
ปาณิสรามองเขาด้วยรอยยิ้ม รู้สึกอบอุ่นในใจ ชายคนนี้แข็งแกร่งข้างนอก แต่อ่อนโยนข้างใน เธอชอบ
พวกเขามาถึงลานจอดรถ พบภาคินและนริศรากำลังเดินลงบันไดนาคมา ทั้งสองคนดูเหนื่อยล้า แต่ไม่ได้บาดเจ็บ
"ดร.ภาคิน!" วีระพงษ์วิ่งเข้าไป ตรวจดูตัวเพื่อน "คุณไม่เป็นไร? ไม่บาดเจ็บใช่ไหม?"
"ผมสบายดี" ภาคินยิ้มอ่อนๆ "ขอโทษที่ทำให้กังวล"
วีระพงษ์มองนริศรา สายตาเย็นชา "นี่คือ...?"
"นริศรา วงศ์ประเสริฐ" ภาคินแนะนำ "ฆาตกรที่เราตามหา พี่สาวของนภัสสร"
วีระพงษ์ชักปืนออกทันที เล็งไปที่นริศรา "อย่าขยับ! ยกมือขึ้น!"
"เดี๋ยว เดี๋ยว!" ภาคินกางมือกั้น "เธอจะมอบตัวเอง ไม่ต้องใช้ปืน"
"คุณบ้าไปแล้วเหรอ? เธอฆ่าคนไปสิบเอ็ดคน!"
นริศราก้าวไปข้างหน้าช้าๆ ยกมือทั้งสองขึ้น "ผมยอมรับ ผมทำผิด ผมพร้อมจะรับโทษตามกฎหมาย"
วีระพงษ์มองภาคิน สงสัย "เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทั้งคืนที่ผ่านมา?"
"เรื่องยาว" ภาคินพูด "ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมด แต่ขอให้คุณปฏิบัติกับเธอด้วยความเมตตา เธอก็เป็นเหยื่อคนหนึ่งเหมือนกัน"
ขณะที่วีระพงษ์กำลังใส่กุญแจมือให้นริศรา ปาณิสราเดินเข้ามา มองนริศราด้วยสายตาเป็นห่วง
"คุณ...ดูซีดมากนะคะ หน้าตาไม่ค่อยดี กินข้าวหรือยัง?" เธอถาม
นริศราสะดุ้ง ไม่คาดคิดว่าจะมีคนถามเรื่องนี้ในสถานการณ์แบบนี้
"ยัง...ไม่ได้กินตั้งแต่เมื่อวานเย็น"
"แหม! อย่างนี้ไม่ได้นะคะ" ปาณิสราหันไปบอกวีระพงษ์ "คุณตำรวจ ต้องพาเธอไปกินข้าวก่อน ดูสิ ซีดแบบนี้ เดี๋ยวเป็นลมตายระหว่างทางแล้วจะทำยังไง?"
วีระพงษ์งง "แต่...เธอเป็นฆาตกรนะ คุณหมอ"
"ฆาตกรก็ต้องกินข้าวสิคะ" ปาณิสราจ้อง "หรือคุณจะให้เธอตายด้วยความหิวก่อนถึงสถานี?"
ภาคินพยายามอดยิ้มไม่อยู่ "ผมเห็นด้วย ไปหาข้าวกินก่อนดีกว่า ผมก็หิวเหมือนกัน"
วีระพงษ์ถอนหายใจยาว "ได้ๆ งั้นไปร้านข้าวแกงใกล้วัด"
ส่วนที่ 3: มื้ออาหารที่แปลกประหลาด (Romantic Comedy/Drama)พวกเขานั่งกันอยู่ในร้านข้าวแกงเล็กๆ ที่เปิดรับแขกตั้งแต่เช้ามืด กลิ่นอาหารหอมโชยมา เจ้าของร้านเป็นคุณยายอายุเจ็ดสิบกว่า ยิ้มแย้มแจ่มใส
นริศรายังคงใส่กุญแจมืออยู่ แต่วีระพงษ์ปลดมือข้างหนึ่งออกเพื่อให้เธอกินข้าวได้
"สั่งอะไรก็ได้นะคะ อย่าเกรงใจ" ปาณิสราพูดแบบเจ้าของร้าน
นริศรามองเมนูอาหารบนกระดาน ตัวหนังสือพร่ามัวในสายตา
"ขอข้าวผัดกะเพราหมูสับ ไข่ดาวหนึ่งฟอง ไม่เผ็ด" เธอพูดเบาๆ
"ไม่เผ็ดเลยเหรอคะ?" ปาณิสราถาม
"ผม...ไม่ค่อยทานเผ็ด"
"เข้าใจแล้วค่ะ" ปาณิสรายิ้ม เดินไปสั่งอาหาร
ภาคินสั่งข้าวต้มหมู วีระพงษ์สั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำตก
ขณะรออาหาร บรรยากาศเงียบอึกอัก เสียงแต่เครื่องปรุงอาหารในครัว
"ผมขอโทษที่ต้องใส่กุญแจมือคุณ" วีระพงษ์พูดทำลายความเงียบ "มันเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย"
"ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ" นริศราตอบ "อย่างน้อยก็ยังได้กินข้าวก่อนเข้าคุก"
"คุณ...จะอยู่ในคุกนานมากนะ" วีระพงษ์พูด "คดีฆาตกรรมสิบเอ็ดคน ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตก็ได้"
"ผมรู้ ผมพร้อมรับแล้ว"
ปาณิสรากลับมาพร้อมน้ำเปล่าสามแก้ว วางหน้านริศรา
"ดื่มน้ำก่อนนะคะ ผิวหนังแห้งมาก ริมฝีปากแตก น่าจะขาดน้ำ"
นริศราหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่ม น้ำเย็นๆ ไหลลงคอ รู้สึกสดชื่นขึ้น
"ขอบคุณค่ะ...คุณใจดีมากเลย ทั้งที่ไม่รู้จักผม"
"เรื่องธรรมดาน่าคะ" ปาณิสรานั่งลง "แต่ว่า...คุณฆ่าคนจริงเหรอ? ดูไม่เหมือนเลยนะ หน้าตาอ่อนโยน ตาไม่โหดเลย"
วีระพงษ์เกือบสำลักน้ำ "คุณหมอปาณิสรา! อย่าถามแบบนี้สิ"
"ทำไมล่ะ? ฉันแค่สงสัย" ปาณิสราจ้อง "คนที่ดูอ่อนโยนขนาดนี้ จะทำร้ายคนอื่นได้ยังไง?"
นริศราขมวดคิ้ว "ผมไม่ได้อ่อนโยนหรอก ผมฆ่าคนไปสิบเอ็ดคน รวมทั้งเด็กสองคนด้วย เพราะพวกเขาทำให้น้องสาวผมตาย"
"โอ้" ปาณิสราพยักหน้า "งั้นก็เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าใครทำร้ายคนที่ฉันรัก ฉันก็อยากจะ...อืม...ฉันก็โกรธมากเหมือนกัน"
"คุณหมอ!" วีระพงษ์ตะโกนเบาๆ "คุณเป็นหมอนะ หมอต้องช่วยชีวิตคน ไม่ใช่..."
"ฉันก็แค่พูดว่า 'เข้าใจ' ไม่ได้พูดว่า 'เห็นด้วย' นี่" ปาณิสราเถียง "แล้วก็ ฉันเป็นมนุษย์ก่อนที่จะเป็นหมอ มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนคนทั่วไป"
ภาคินอมยิ้มเล็กน้อย ดูบทสนทนานี้ช่วยลดความตึงเครียดได้มาก
อาหารมาถึง กลิ่นหอมโชยมา จานข้าวผัดกะเพราของนริศราสวยงาม ไข่ดาวนุ่มเหลือง ควันยังพล่าน
"กินสิคะ อย่าเกรงใจ ร้านนี้อร่อยมาก" ปาณิสราพูด
นริศราหยิบช้อนขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ตักข้าวคำแรกเข้าปาก
แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา
ทุกคนตกใจ
"เผ็ดเกินไปหรือเปล่า? แต่สั่งไม่เผ็ดนี่นา" ปาณิสราเอื้อมมือไปจับ
"ไม่ใช่" นริศราส่ายหัว น้ำเสียงสั่น "แค่...นานมากแล้วที่ไม่ได้กินอาหารที่อร่อยแบบนี้ สองปีที่ผ่านมา ผมแทบไม่รู้สึกถึงรสชาติอะไรเลย ทุกอย่างจืดชืด ไม่มีความหมาย"
เธอกินต่อ ทีละคำ ช้าๆ ซาบซึ้งกับทุกรสชาติ น้ำตาไหลไม่หยุด
ปาณิสราหยิบกระดาษทิชชูให้ "ช้าๆ นะคะ อย่าสำลัก เดี๋ยวคอติด"
ภาคินมองนริศรากินข้าว รู้สึกปวดใจ สองปีที่เธอใช้ชีวิตเพื่อการแก้แค้น ลืมที่จะใช้ชีวิต ลืมที่จะรู้สึกถึงความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังเหลืออยู่
"หลังจากนี้" เขาพูด "ในคุก ผมจะหาทางส่งอาหารอร่อยๆ ไปให้ทุกสัปดาห์ อาหารที่ทำด้วยความใส่ใจ"
นริศรามองเขาด้วยความประหลาดใจ "ทำไมคุณถึงดีกับผมขนาดนี้? ผมเกือบจะฆ่าคุณนะ"
"เพราะผมเป็นหนี้คุณ เป็นหนี้นภัสสร" ภาคินตอบ "และผมอยากให้คุณรู้ว่า แม้คุณจะอยู่ในคุก แม้คุณจะต้องรับโทษ แต่ยังมีคนที่ใส่ใจคุณ ยังมีคนที่เข้าใจ"
วีระพงษ์จิบน้ำ ทำเป็นไม่สนใจ แต่ในใจรู้สึกประทับใจกับเพื่อนของตัวเอง
"คนที่ผิดก็ยังเป็นคนนะคะ" ปาณิสราพูด "ยังต้องการความอบอุ่น ยังต้องการคนที่เข้าใจ ยังสมควรได้รับโอกาสในการไถ่โทษ"
นริศรากินข้าวต่อ ครั้งนี้รู้สึกถึงรสชาติมากขึ้น รสหวานของน้ำตาลที่ผสมอยู่ รสเค็มของซีอิ๊ว รสเผ็ดเล็กน้อยของพริก รสมันของไข่ดาว
รสชาติของชีวิตที่เธอลืมไปนาน
ส่วนที่ 4: บทสนทนาในรถตำรวจ (Romantic Drama)หลังกินข้าวเสร็จ พวกเขาเดินทางกลับเชียงใหม่ นริศรานั่งอยู่เบาะหลังรถตำรวจ ภาคินนั่งข้างๆ วีระพงษ์ขับ ปาณิสรานั่งข้างหน้า
บรรยากาศในรถเงียบ มีแต่เสียงวิทยุตำรวจดังริบหรี่ เสียงรถวิ่งผ่านถนนโค้ง
"ขอโทษนะ" นริศราพูดขึ้นทำลายความเงียบ "ที่ทำให้ครอบครัวหลายครอบครัวเสียคนที่รัก ที่ทำให้เด็กสองคนต้องตายตามพ่อแม่ พวกเขาไม่มีความผิดเลย"
"คุณกำลังจะรับโทษแล้ว" วีระพงษ์พูดขณะมองกระจกมองหลัง "นั่นคือสิ่งที่กฎหมายและสังคมต้องการ"
"แต่มันไม่ได้ทำให้คนที่ตายกลับมา" นริศราพูด "ผมรู้แล้ว ผมทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ผมไม่ได้แก้แค้นให้นภัสสร ผมแค่สร้างความทุกข์ใหม่ๆ"
ภาคินหันมามอง "อย่างน้อยคุณก็ยอมรับความผิด นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา ทั้งตัวคุณเองและคนอื่นๆ"
"ผมไม่รู้จะเยียวยายังไง ผมทำลายชีวิตคนมากมาย แม้ผมจะติดคุกตลอดชีวิต มันก็ไม่พอ"
"ในคุก คุณจะมีเวลามากมายคิดและสะท้อนตัวเอง" ภาคินพูด "ใช้เวลานั้นให้เกิดประโยชน์ เขียนหนังสือ บอกเล่าเรื่องราว เตือนสติคนอื่นไม่ให้เดินตามรอยคุณ บอกพวกเขาว่าการแก้แค้นไม่ได้นำมาซึ่งสันติ"
นริศราพิจารณา "คุณคิดว่าผมทำได้เหรอ? ใครจะอ่านหนังสือของฆาตกร?"
"หลายคนสนใจ" ปาณิสราหันมามอง "โดยเฉพาะถ้าเขียนด้วยความจริงใจ ด้วยความสำนึกผิด จะมีคนอ่าน คนเข้าใจ"
"คุณคิดจะเขียนเรื่องอะไรคะ?" เธอถามต่อ
นริศราเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูด "เรื่องของนภัสสร น้องสาวที่ผมรัก เธอเป็นคนยังไง มีความฝันอะไร และเธอต้องจากไปเพราะความโง่เขลาและความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่ แล้วก็เรื่องของผม ว่าผมเลือกทางแก้แค้นผิดๆ ยังไง และมันทำลายชีวิตผมและคนอื่นๆ ยังไง"
"ดีค่ะ" ปาณิสรายิ้ม "ถ้าตีพิมพ์ออกมา ฉันจะซื้ออ่านเล่มแรก"
"ผมด้วย" วีระพงษ์พูด
"ผมจะช่วยหาสำนักพิมพ์ให้" ภาคินเสริม "และจะช่วยเป็นบรรณาธิการให้ด้วย"
นริศราอึ้ง "คุณ...พวกคุณ...ทำไมถึงดีกับผมขนาดนี้? ผมเป็นฆาตกรนะ ผมทำร้ายคน"
"เพราะทุกคนสมควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง" ภาคินพูด "แม้อยู่ในคุก คุณก็ยังสามารถทำสิ่งดีๆ ได้ ยังสามารถมีคุณค่าได้"
รถเงียบไปครู่หนึ่ง ทุกคนดูดซับคำพูดนั้น
แล้วปาณิสราก็พูดขึ้น "เอ คุณตำรวจ สถานีตำรวจอยู่ไกลไหม?"
"อีกประมาณสิบห้านาที" วีระพงษ์ตอบ
"งั้นแวะซื้อของให้เธอก่อนได้ไหม? เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว หนังสืออ่าน อะไรพวกนี้ เธอคงต้องเข้าคุกด้วยมือเปล่า สงสารจัง"
วีระพงษ์เกือบหัน"คุณหมอ เธอเป็นผู้ต้องหา ไม่ใช่แขก เราไม่มีเวลาไปช้อปปิ้ง"
"แค่สิบนาทีก็ได้น่า" ปาณิสราวิงวอน "ซื้อของจำเป็นๆ ให้เธอหน่อย ไม่อยากให้เธอเข้าคุกแล้วไม่มีอะไรเลย"
วีระพงษ์ถอนหายใจยาว "ผมไม่รู้จะพูดยังไงกับคุณแล้ว คุณนี่ใจดีเกินไปหรือไร้เดียงสาเกินไป?"
"สองอย่างรวมกัน" ปาณิสราหัวเราะ "แล้วนี่ก็เป็นเหตุผลที่คุณชอบฉันใช่ไหมล่ะ?"
หูวีระพงษ์แดงเข้มทันที รถเซไปนิดหนึ่ง
"ผม...ผมไม่ได้...ใครบอกว่าผม..." เขาพูดติดอ่าง
"ไม่ต้องปฏิเสธหรอก" ปาณิสรายิ้มกว้าง "ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณชอบฉัน เพราะฉันก็ชอบคุณเหมือนกัน"
วีระพงษ์จับพวงมาลัยแน่น หน้าแดงจนถึงหู
ภาคินและนริศรามองสบตากันในกระจกมองหลัง แล้วยิ้มบางๆ ให้กัน
ในที่สุด วีระพงษ์ก็แวะห้างสรรพสินค้าเล็กๆ อย่างไม่เต็มใจ ปาณิสราลงไปซื้อของ นริศรารอในรถกับภาคินและวีระพงษ์
สิบนาทีต่อมา ปาณิสรากลับมาพร้อมถุงช้อปปิ้ง - เสื้อผ้าสองสามชุด แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ครีมทาผิว และหนังสือสองเล่ม
"นี่ค่ะ" เธอยื่นให้นริศรา "อยู่ในคุกให้ดูแลตัวเองด้วยนะ"
นริศราน้ำตาคลอ "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ ไม่มีใครดีกับผมขนาดนี้มานานแล้ว"
"เรื่องเล็กน้อยค่ะ" ปาณิสรายิ้ม "ถ้ามีอะไร ฝากมาบอกคุณภาคิน เขาจะช่วยเหลือคุณ"
ส่วนที่ 5: ที่สถานีตำรวจ - บทจบที่เริ่มต้นที่สถานีตำรวจเมืองเชียงใหม่ บรรยากาศวุ่นวาย ผู้สื่อข่าวรุมถามคำถาม กล้องถ่ายรูปกระพริบไม่หยุด ไมโครโฟนยื่นมาจากทุกทิศทาง
"นี่คือฆาตกรต่อเนื่องที่ทุกคนตามหาใช่ไหม?"
"ทำไมถึงฆ่าคน?"
"มีสมรู้ร่วมคิดหรือไม่?"
วีระพงษ์กั้นผู้สื่อข่าว พานริศราเข้าไปข้างใน ภาคินตามไปด้วย
หลังจบการสอบปากคำ นริศราถูกนำตัวลงห้องขัง ภาคินรออยู่ที่บาร์เหล็ก
"ผมจะมาเยี่ยมทุกเดือน" เขาพูด "และจะจุดธูปเทียนให้นภัสสรทุกวัน จะคุยกับเธอ บอกเธอว่าพี่สาวคิดถึงเธอมาก"
"ขอบคุณ" นริศราพูดด้วยน้ำเสียงสงบกว่าที่เคย "และขอโทษที่ทำให้คุณต้องจำความทรงจำที่เจ็บปวด"
"ไม่เป็นไร ผมควรจำ ควรเผชิญหน้า" ภาคินพูด "นั่นคือทางเดียวที่จะก้าวต่อไป ทั้งผมและคุณ"
นริศรายิ้มเศร้า "ดูแลตัวเองด้วยนะ และ...ถ้ามีโอกาส ไปดูหลุมฝังศพของนภัสสรให้ที บอกเธอว่า...พี่สาวขอโทษมาก ที่ทำผิดพลาด ที่ไม่ได้ปกป้องเธอ"
"จะไป วันนี้เลย"
พวกเขามองกันนานนิ่ง แล้วนริศราก็ถูกนำตัวเข้าไปในห้องขัง
ภาคินยืนมองตามไปจนหายลับตา รู้สึกทั้งโล่งใจและเศร้า
วีระพงษ์เดินมายืนข้างๆ
"คุณทำถูกแล้ว ที่ให้เธอมอบตัว"
"ผมรู้ แต่ก็ยังรู้สึกเศร้า เธอก็เป็นเหยื่ออีกคนหนึ่ง"
"เศร้าเป็นเรื่องปกติ" วีระพงษ์พูด "แต่อย่าให้มันครอบงำ คุณยังมีชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป"
ภาคินพยักหน้า "ผมจะไปหาหลุมฝังศพของนภัสสร คุณไปด้วยไหม?"
"ไม่ ผมต้องทำเอกสาร" วีระพงษ์พูด "แต่คุณหมอปาณิสราบอกว่าอยากไปด้วย"
"จริงเหรอ?"
"เธอบอกว่า อยากไปสักการะ อยากขอโทษนภัสสร ที่โลกนี้โหดร้ายกับเธอ"
ภาคินยิ้ม "คุณหมอคนนี้ใจดีจริงๆ นะ"
วีระพงษ์หน้าแดง "ก็...ใช่"
"คุณชอบเธอใช่ไหม?"
"ผม...นั่นมัน...เอ่อ..."
ภาคินหัวเราะ "ไม่ต้องอธิบาย เห็นออกจากสายตา บอกเธอไปเลยสิ อย่าให้สายเกินไป"
วีระพงษ์ยิ้ม "ครับ ผมจะลอง"
พวกเขาเดินออกจากสถานีตำรวจ แสงแดดยามสายส่องลงมา อบอุ่น สดใส
วันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
วันที่ความจริงถูกเปิดเผย
วันที่การให้อภัยเริ่มต้น
และวันที่ทุกคนได้เรียนรู้ว่า
การรักษาตัวเองไม่ใช่การแก้แค้น
แต่คือการปล่อยวาง
จบตอนที่ 36
องค์ประกอบ Romantic:
Romantic Comedy: วีระพงษ์กับปาณิสรา - การแกล้งล้อ ความเขินอาย การแสดงความรู้สึกตรงๆ ของปาณิสราRomantic Drama: ความใจดี ความห่วงใย ความเข้าใจของปาณิสราต่อนริศรา / มิตรภาพที่เกิดจากการให้อภัยระหว่างภาคินกับนริศร