ตอนที่ 9 มังกรดำเฟยหลง
“มังกรเป็นสัตว์อสูรชั้นสูงของห้าดินแดนสี่สมุทรและเป็นเชื้อสายของผู้ครองแดนสวรรค์และแดนสมุทรมาหลายยุคหลายสมัย มีลักษณะคล้ายสัตว์หลายชนิดรวมกัน แต่แน่นอนว่าต้องไม่ใช่กิ้งกือหรือไส้เดือน!”“หว๋าาาาา…….ไม่ใช่กิ้งกือหรอกเหรอ? …”“ก็ใช่น่ะสิ! มังกรมีลักษณะลำตัวยาวเหมือนงู ช่วงตัวมีหนามแหลมตลอดแนวสันหลัง มีขาสี่ข้างเหมือนเต่าแต่มีกรงเล็บที่แข็งแรงทรงพลังเหมือนอินทรี มีเกล็ดมันแวววาวเหมือนปลา มีเขี้ยวขนาดใหญ่บนขากรรไกรเหมือนเสือ มีเขาเหมือนกวาง มีแผงคอที่ดูทรงอำนาจเหมือนสิงโต และมีหนวดยาว….”“หนวดยาวเหมือนอะไรล่ะ? …..”ฟังเฟยหลงอธิบายอย่างละเอียดให้นึกภาพตามได้ง่ายๆ เสี่ยวจื่อก็สนใจนัก พออีกฝ่ายหยุดเสียงไปจึงได้รีบถามออกมาอย่างกระตือรือร้นราวกับเด็กๆ“อืม… ก็ไม่รู้แฮะ ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงจะเหมือนกิ่งไม้เลื้อยๆ ของเจ้าล่ะมั้ง”“จริงเหรอ?! ดีจังมังกรจื่อหลงเป็นเหมือนเสี่ยวจื่อด้วย!”เฟยหลงเล่าขานความพิเศษของร่างกายมังกรไปก็สำรวจตนเองไป ภูมิใจมิใช่น้อยที่จากไส้เดือน เอ้ย! ไม่ใช่! จากปีศาจงูธรรมดา เขาคนนี้ก็ได้กลายมาเป็นมังกรอันถือเป็นสัตว์ที่ชั้นสูงที่สุดเช่นนี้ มิน่าเล่าที่ผ่านมาพลังของเขาจึงได้รุดหน้าเร็วนักเมื่อเทียบกับสัตว์ปีศาจตัวอื่น ทั้งยังซึมซับได้ทั้งพลังหยินและหยางเพราะเขานับว่าเกิดมาเป็นกึ่งอสูรและเทพชั้นสูงตั้งแต่เกิดเลยนี่เอง‘เอาเถอะ… ในฐานะที่ข้ากำลังดีใจ ให้เจ้าต้นไม้เสี่ยวจื่อเอาตนเองมาเปรียบกับข้าซะหน่อยข้าจะไม่ถือโทษโกรธเคืองหรอกนะ!’“เหอะ… เหมือนแค่หนวดนิดหน่อยเองทำเป็นดีใจ… เจ้ารู้มั้ยไอ้หนวดนี่ไม่ใช่สิ่งที่พิเศษที่สุดของมังกรหรอกนะ เจ้าต้องดูที่เกล็ดของข้านี่ เห็นมั้ยร่างข้ามีเกล็ดมังกรถึง 117 เกล็ด มี 81 เกล็ดคุณสมบัติเป็นหยาง และ 36 เกล็ดมีลักษณะเป็นหยิน อีกทั้งข้ายังมีกรงเล็บถึงห้าเล็บซึ่งเป็นจำนวนเล็บที่สูงสุดของเผ่ามังกรด้วย เจ้ารู้มั้ยว่ามังกรพวกไหนจึงจะมีลักษณะที่พิเศษเช่นนี้ได้? ….”เมื่อโดนถาม เสี่ยวจื่อก็บอกออกไปตามประสาซื่อ ตอนแรกก็คิดว่าลักษณะแบบนี้คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน ยิ่งมองร่างของจื่อหลงก็ยิ่งคุ้นตาอย่างประหลาด คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เป็นในแบบที่ตัวใหญ่กว่าจื่อหลงมากๆ มากแบบมากจริงๆโอยยยยย ปวดหัวอ่า… คิดไม่ออก… เลิกคิดดีกว่า! >_<“เสี่ยวจื่อไม่รู้หรอก จื่อหลงบอกเสี่ยวจื่อซี่ นะๆ”เมื่อถูกคะยั้นคะยอถามในจุดที่ต้องการจะอวด เฟยหลงก็ไม่รอช้ารีบโม้ทันที…“หึๆ …ก็นะ… ต้นไม้ในแดนลับแลอันห่างไกลนี้จะไม่รู้ก็คงไม่แปลก ก็ว่ากันว่ามังกรที่จะมีกรงเล็บห้าเล็บได้จะต้องเป็นมังกรจักรพรรดิที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าสมุทรหรือไม่ก็เง็กเซียนเท่านั้นไง”“หว๋าาาาาาาา…..”“ใช่ม้า… แปลว่าเชื้อสายบรรพบุรุษของข้าต่อให้จะเป็นเสี้ยวเล็กๆ ก็แปลว่าต้องเป็นคนที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อนแน่ๆ มิน่าเล่าข้าถึงได้คิดมาตลอดว่าข้าจะต้องแข็งแกร่งให้ได้ เพราะความจริงแล้วมันอยู่ในสายเลือดนี่เอง เจ้าว่ามั้ย? ….”เฟยหลงพูดไปก็ชื่นชมสายเลือดของตัวเองไป เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดมาที่ไม่คิดจะก่นด่าบรรพบุรุษของตนเองที่ทำให้ต้องพลัดพรากมาตกระกำลำบากเช่นนี้ จากที่ไม่เคยสนใจว่าพ่อแม่ของตนจะเป็นใคร ในยามนี้ก็เกิดกิเลสอยากรู้ขึ้นมา เชื้อสายมังกรจักรพรรดิต่อให้จะปลายแถวอย่างไรก็ต้องยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา ไม่แน่ว่าเขาอาจเป็นลูกคนใหญ่คนโตสักคนในแดนบาดาลหรือสี่สมุทรก็ได้ เช่นนั้นแล้วหากหาตัวพ่อแม่เจอก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้มีชีวิตที่มั่งคั่งสุขสบายไปทั้งชาติ!ถึงตอนนี้รูปลักษณ์ของเขาจะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นมังกรอะไรเพราะยังนับว่าเด็กมาก แต่เชื้อสายดี อย่างไรก็มีชัยไปกว่าครึ่ง!“ดีจังเลยน้าสายเลือดของจื่อหลง… ว่าแต่เง็กเซียนคืออะไรเหรอ? เสี่ยวจื่อคุ้นๆ นะ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเลยอ่า…”“….-_-…. ช่างเถอะเสี่ยวจื่อคนดี… พี่เฟยหลงผิดไปแล้ว…. ให้อภัยข้าเถอะ…."“หง่ะ… ทำไมต้องให้อภัยอ่า จื่อหลงทำอะไรผิดเหรอ? …..”เสี่ยวจื่องงนัก… ก็แค่จำไม่ได้เองว่าเง็กเซียนคือใคร ทำไมจื่อหลงต้องทำหน้าหงึใส่เสี่ยวจื่อด้วยเล่า“พอแล้ว เจ้าเลิกกวนข้าก่อน ตอนนี้ข้าอยากจะลองทดสอบบางอย่างดูเสียหน่อย….”“เอ๋? ทดสอบเหรอ? ….”“อืม… ข้ารู้สึกว่าลอกคราบคราวนี้พลังปราณเซียนของข้าพลุ่งพล่านขึ้นมาก… คิดว่าน่าจะเทียบเท่ากับพลังบำเพ็ญพันปีแล้ว ย่อมแปลว่าตอนนี้ข้าน่าจะใช้ร่างเซียนวัยรุ่นได้แล้ว… เจ้ารอดูนะ…..”กล่าวจบเฟยหลงก็เตรียมเพ่งสมาธิแล้วแปลงร่าง…ความจริงแล้วการใช้ร่างเซียนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเฟยหลงเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะถูกแม่เฒ่าปีศาจสาปให้ติดอยู่ในร่างเด็กเพื่อเอาใจนางอยู่นาน เฟยหลงจึงพลอยไม่ชอบร่างเซียนเด็กของตนเองไปด้วย เมื่อได้มาอยู่ในป่ากับเสี่ยวจื่อ แม้จะผ่านไปได้หลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดจะใช้ร่างเซียนเลยสักครั้ง เพราะคิดว่าร่างเด็กแก้มยุ้ยของตนเองนั้นน่าเกลียดนัก ขืนเอามาแสดงให้เสี่ยวจื่อเห็นคงได้ถูกล้อเช้าล้อเย็น ซึ่งเรื่องนี้จะยอมไม่ได้อย่างเด็ดขาดแต่วันนี้สถานการณ์ต่างออกไป เมื่อเขาพลังมากขึ้นแล้ว คำสาปง่ายๆ ของแม่เฒ่าปีศาจก็ไม่อาจขัดขวางเขาได้อีก ดังนั้นเขาจะได้แสดงร่างเซียนที่เป็นไปตามวัยจริงๆ นั่นก็คือเด็กวัยรุ่นราวๆ 15 ปี ซึ่งนับว่าโตแล้ว ไม่น่าอาย….“หว๋าาาาา จื่อหลงกลายเป็นคนแล้ว! … ตัวใหญ่จัง ต้นซาโม่เหมยกุ้ยของเสี่ยวจื่อสูงแค่ขาของจื่อหลงเอง!”ได้ยินเสียงง้องแง้งที่คุ้นเคยร้องออกมาอย่างตกใจกึ่งชื่นชม เฟยหลงก็ยินดีนัก…‘เป็นไง… ร่างเซียนของข้าหล่อเหลาเอาการใช่มั้ยเล่า! '“แน่นอนว่าข้าย่อมต้องสูงใหญ่ ความจริงแล้วข้าเป็นคนหน่วยก้านดีมาตั้งแต่เด็กๆ นะ”“อื้ม! จื่อหลงสูงมากเลย แถมหล่อมากด้วย เสี่ยวจื่อช๊อบชอบ! >_<”“O///O”โดยชมตรงๆ ต่อให้หน้าหนาและหลงตนเองอย่างเฟยหลงก็ต้องมีเก้อเขินกันบ้าง แต่ก็นับว่าเจ้าเสี่ยวจื่อนี่ตาแหลมนัก ร่างเซียนของเขานับว่างดงามและดูแข็งแกร่งสมสายเลือดมังกร นอกจากสูงใหญ่แล้วกล้ามเนื้อก็นับว่าแข็งแรงเกินวัยเด็กสิบห้าสิบหกปีไปมากจนดูเหมือนโตเต็มวัยแล้ว เส้นผมดำขลับที่ยาวสยายถึงแผ่นหลังนั่นดูคล้ายเซียนที่มากบารมีแล้ว อีกทั้งอาภรณ์ติดกายก็งดงาม ดูยังไงก็สูงศักดิ์ ใบหน้าก็คมเข้ม ถ้าไม่เรียกว่าหล่อแล้วจะเรียกว่าอะไร…“ดีจังเลยน้า เป็นร่างเซียนหล่อเหลาเช่นนี้ เสี่ยวจื่อก็อยากหล่อเหลาบ้างจัง….”“…หึ… ข้าว่าถ้าเจ้ามีร่างเซียนก็คงจะเป็นร่างเด็กน้อยมากกว่า… แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้หรอก… ก็เจ้าไม่เคยมีร่างเซียนมานานแล้วไม่ใช่รึ? ข้าเคยได้ยินมา ภูติบางตนแม้จะบำเพ็ญเพียรมานานแต่ก็ไม่สามารถบรรลุเซียนได้ ข้าเดาว่าเจ้าคงจะอยู่ในหมวดนั้นกระมั้ง… ทำใจเถอะเสี่ยวจื่อ… วาสนาของคนเราไม่เท่ากัน… แต่เอาเถอะ พี่เฟยหลงคนนี้ไม่ทอดทิ้งเจ้าหรอก ไว้ข้าได้ดิบได้ดีเมื่อไหร่จะกลับมาช่วยเจ้าให้ได้บรรลุเซียนดีหรือไม่? "“ดีสิ! ดีที่สุดเลย >_<”“เช่นนั้นแล้วข้าจะออกไปทดสอบพลังสักหน่อย เจ้าก็รออยู่นี่เถอะ…”
แล้วหลังจากนั้นเฟยหลงก็รีบร้อนขอตัวไปโดยบอกว่าจะไปทดลองใช้พลัง แน่นอนว่าเสี่ยวจื่ออยากตามไปดูด้วยเป็นที่สุด แต่เป็นเพราะตนเองเป็นต้นไม้ เคลื่อนย้ายไม่ได้ จึงทำได้เพียงแค่ต้องรอคอยอยู่ที่นี่จนกว่าอีกฝ่ายจะกลับมาเองก็เท่านั้น….“ข้าไปไม่นานหรอก ตามตำราที่เคยอ่านมาบอกไว้ว่าพลังของมังกรนั้นร้ายกาจและอันตรายมาก ข้าจึงไม่อยากทดสอบมันที่เขตปลอดภัยนี้ ไว้ข้าได้รู้แล้วว่ามีความสามารถอะไรบ้างและควบคุมได้แล้วจะรีบกลับมาแสดงให้เจ้าดูดีหรือไม่? ….”“อื้ม! รีบไปแล้วรีบกลับมา… อย่าทิ้งเสี่ยวจื่อไปไหนนะ….”“เหอะ… อย่ามาทำเป็นอ้อน ข้ารู้หรอกว่าคนความจำสั้นอย่างเจ้าไม่นานเดี๋ยวก็เป็นฝ่ายลืมข้าเองแล้ว”นั่นเป็นคำพูดคุยส่งท้ายก่อนที่จื่อหลงจะเดินหายลับไปจนสุดสายตา ทิ้งให้เสี่ยวจื่อได้แต่มองตามไปด้วยสีหน้าที่ยุ่งยากใจแบบที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแสนนานแล้วภาพแบบนี้คุ้นตานัก เหมือนเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต…ฉับพลันภาพความสนิทสนมของเสี่ยวจื่อกับเพื่อนภูติและเทพสายพันธุ์ต่างๆ ในช่วงสองแสนปีหลังก็บังเกิดขึ้นในสมองราวกับต้องการฉายภาพซ้ำเพื่อย้ำเตือนความทรงจำที่เสี่ยวจื่อได้หลงลืมไปนานแล้ว แม้จะมาอย่างรางเลือนไม่ปะติดปะต่อจนไม่สามารถรับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเพื่อนแต่ละคนได้ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยยืนยันว่าเสี่ยวจื่อคนนี้ก็เคยมีเพื่อนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เขาช่วงเวลาสองแสนปีมานี้มีเพื่อนใหม่มากมายแวะเวียนเข้ามาแล้วก็หายลับจากไป บางคนมาอยู่เป็นเพื่อนคุยให้เสี่ยวจื่อแค่ไม่กี่วัน แต่บางคนก็มาอยู่นานหลายร้อยปีมีทั้งความรู้สึกผูกพันมากและน้อย แต่ไม่ว่าจะผูกพันมากเท่าไหร่ ทุกคนก็คล้ายกันคือเมื่อเติบโตเต็มที่พลังกล้าแกร่งแล้วก็จากไป เมื่อออกไปแล้วก็ไม่มีใครเคยแวะเวียนกลับมาหาเสี่ยวจื่อเลยสักครั้ง….เพราะแบบนั้นในตอนที่เสี่ยวจื่อเห็นจื่อหลงเติบโตขึ้นในวันนี้ถึงได้เศร้าใจนัก นั่นเพราะอีกไม่นานจื่อหลงก็คงจะต้องจากไปเหมือนกับคนอื่นๆ ใช่หรือไม่…..เมื่อคิดได้แบบนั้น…อยู่ๆ ความรู้สึกโลภมากไม่ต้องการสูญเสียเพื่อนที่หาได้ยากไปอีกก็พลันแล่นพล่านขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน….‘ถ้าเพียงเสี่ยวจื่อจะสามารถแปลงร่างเป็นคนและเดินตามจื่อหลงออกไปได้บ้างก็คงจะดี….’
___________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า