ทุ่งหญ้าเหนือช่องเขาเสี่ยวหยุน
วันที่สามของการเดินทาง
เช้าวันที่สามมาพร้อมกับหมอกบาง ๆ
ไม่ใช่หมอกหนาที่กลืนทุกอย่างในสีขาว แต่เป็หมอกเบาที่ลอยอยู่เหนือพื้นดินพอให้เท้าดูเหมือนก้าวอยู่บนเมฆ ต้นไม้ข้างทางมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ตามใบ แวววับเมื่อแสงแรกของวันแตะถูก ถนนดินสีแดงเข้มชื้นและนุ่มกว่าปกติ รอยเท้าที่จมลงไปในดินชี้บอกเส้นทางของสิ่งมีชีวิตที่ผ่านไปในคืน — กวาง สุนัขจิ้งจอก และคนอีกสองสามคู่ที่เดินมาก่อนรุ่งสาง
เว่ยหันเฉินอ่านรอยเ่าั้โดยไม่หยุด ขี่ม้าหวงเจินด้วยจังหวะสม่ำเสมอ สายตากวาดไปข้างหน้าและข้าง ๆ สลับกันเป็นิสัยที่ไม่ต้องคิด
ซูหลิงเยิ่นเดินข้างล่าง รองเท้าจมลงในดินชื้นเป็ระยะ เธอมองรอยเท้าที่เว่ยหันเฉินกวาดสายตาผ่าน พยายามอ่านสิ่งเดียวกับที่เขาอ่าน
"รอยเท้าที่ลึกกว่าข้างซ้าย" เธอพูดขึ้นมา "คนที่แบกของหนักทางซ้าย หรือขาขวามีปัญหา"
เว่ยหันเฉินหันมองเธอสั้น ๆ "ใช่ และ?"
เธอมองรอยต่อ "เดินเร็ว ระยะห่างระหว่างก้าวยาว แต่จังหวะไม่สม่ำเสมอ เหมือนรีบแต่เหนื่อย"
"รอยเก่าแค่ไหน?"
ซูหลิงเยิ่นก้มลองััขอบรอย "ดินยังไม่แห้งสนิท สองสามชั่วโมงก่อน"
"เก่งขึ้น" เว่ยหันเฉินพูดแล้วขับม้าต่อ
ซูหลิงเยิ่นยิ้มเล็กน้อยแล้วตามมา ปากไม่พูด แต่ใจเก็บคำว่า "เก่งขึ้น" ที่เขาพูดออกมาโดยไม่ตกแต่งเอาไว้
สามแพร่งปรากฏขึ้นในยามสาย
ถนนสายหลักแยกออกเป็สามเส้น เส้นกลางตรงไปทางเหนือสู่ฉางอัน เส้นซ้ายวกลงไปทางหุบเขาฝั่งตะวันตก เส้นขวาขึ้นเนินไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เห็นหลังคาอยู่ไกล ๆ
ที่สามแพร่งมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนก้อนหินริมทาง
ชายร่างกลาง อายุราวสี่สิบกว่าปี ผมหงอกครึ่งหัว ใส่เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่สะอาดแต่มีรอยปะที่ข้อศอกขวา ดาบสั้นพาดวางบนหัวเขาแทนที่จะคาดไว้ที่เอว ถือก้อนขนมปังกินอยู่อย่างสบายใจ เหมือนกำลังนั่งรอรถที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อเว่ยหันเฉินขับม้าเข้ามาใกล้
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน มีประกายที่อ่านยากระหว่างเป็มิตรกับเฝ้าระวัง
"เดินทางไปทางเหนือไหมครับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย
เว่ยหันเฉินหยุดม้า ไม่ตอบทันที สายตาประเมินชายตรงหน้าอย่างรวดเร็ว — ปราณในร่างกายของชายคนนี้กดเก็บไว้อย่างชำนาญ ฝีมือสูงกว่าที่ดูจากภายนอก ดาบสั้นบนหัวเขาเป็รูปแบบที่ผิดปกติ คนที่วางดาบแบบนั้นคือคนที่ชินกับการหยิบขึ้นมาใช้ในระยะสั้นที่สุด
"แล้วแต่" เว่ยหันเฉินตอบ
ชายคนนั้นยิ้มเล็กน้อย ราวกับพอใจกับคำตอบที่ระวังตัว "ผมเองก็ไปทางเหนือ ถ้าเส้นทางเดียวกันคงดีถ้าจะร่วมขบวนได้ สามคนปลอดภัยกว่าสองคน"
"หรือสามคนมีปัญหามากกว่าสองคน"
ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เป็เสียงหัวเราะที่จริง ไม่ใช่เสียงสังคม "ก็จริงนะครับ ผมชื่อหลิวซาน นักดาบรับจ้างจากเมืองหนานก่าง ไปส่งจดหมายสำคัญที่เมืองฉางอัน"
เว่ยหันเฉินสังเกตเห็นคำว่า "หนานก่าง" ที่ออกมาโดยธรรมชาติ เมืองเดียวกับที่ซูหลิงเยิ่นหนีมา
เขาสายตาไม่เปลี่ยน "หนานก่างยุ่งอยู่่นี้"
"ยุ่งมากครับ" หลิวซานพยักหน้า แววตาจับที่ซูหลิงเยิ่นชั่วครู่แล้วก็เลื่อนออกไปอย่างเป็ธรรมชาติ "ตระกูลอุ้งเล็บเซาขยายกิจการน่าดู ส่งคนออกนอกเมืองมากผิดปกติ"
ชื่อนั้นออกมาโดยไม่บังเอิญ เว่ยหันเฉินรู้ทันที
"ไปด้วยกันไม่ได้" เขาพูดตรง ๆ "ขอบคุณที่เสนอ"
หลิวซานลุกขึ้นจากก้อนหิน ไม่แสดงสีหน้าขุ่นเคือง "เข้าใจครับ คนระมัดระวังอยู่ได้นานกว่า" เขาเก็บขนมปัง หยิบดาบสั้นขึ้นมาคาดเอว แล้วยกมือไหว้เบา ๆ "ถ้างั้นขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ"
เขาเดินไปทางเส้นซ้ายสู่หุบเขาตะวันตก
เว่ยหันเฉินมองดูจนหลิวซานเดินลับมุมไปแล้วจึงขับม้าต่อทางเส้นกลาง
ซูหลิงเยิ่นตามมาเงียบ ๆ รอจนเดินพ้นสามแพร่งไปสักพักแล้วถึงถาม "ท่านไม่ไว้ใจเขา?"
"ยังไม่รู้ว่าไว้ใจได้ไหม"
"เขารู้จักชื่อตระกูลเซา"
"รู้ และพูดออกมาตรง ๆ" เว่ยหันเฉินพูด "อาจเป็คนซื่อ อาจเป็คนที่้าให้เรารู้ว่าเขารู้ สองความหมายต่างกันมาก"
ซูหลิงเยิ่นคิดตาม "ถ้าเขาเป็คนของตระกูลเซา ทำไมถึงเดินไปทางซ้ายแทนที่จะตามเรา?"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที แต่มือขวาขยับมาอยู่ใกล้ด้ามดาบมากขึ้นนิดหนึ่ง
"เพราะไม่จำเป็ต้องตาม ถ้าเขาส่งสัญญาณไปแล้ว"
สัญญาณนั้นมาในบ่าย
เว่ยหันเฉินรู้สึกได้ก่อนที่จะเห็น ปราณในอากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย หนาแน่นขึ้นในแบบที่คนทั่วไปไม่สังเกต แต่สำหรับเขาชัดเจนเหมือนกลิ่นควันไฟ
ห้าคน
อยู่ข้างหน้า สองข้างทางป่าพุ่มเตี้ย
และหนึ่งในนั้นมีปราณที่หนักและเสถียรกว่าที่เขาเคยเจอจากคนของตระกูลเซา
"ซูหลิงเยิ่น" เขาพูดเงียบ ๆ โดยไม่หันหน้า
"ได้ยิน" เธอตอบเสียงเท่ากัน เธอฝึกมาสามวันแล้วให้รับสัญญาณแบบนี้
"ห้าคน ข้างหน้า คนนำมีปราณชั้น 4" เว่ยหันเฉินพูดต่ำ "คราวนี้ปู่เซาส่งระดับที่ผมบอกมา"
ซูหลิงเยิ่นกำมือ แต่ก้าวไม่สะดุด
"ทำอย่างไร?"
"เดินปกติ อย่าแสดงว่ารู้" เขาพูด แล้วเสียงลดต่ำลงอีก "เมื่อผมบอกว่า 'หยุด' ให้นอนราบลงกับพื้นทันที ไม่ต้องคิด"
"เข้าใจ"
พวกเขาเดินต่อ
ห้าสิบก้าว หนึ่งร้อยก้าว ถนนโล่งเปิด ป่าพุ่มสองข้างดูเงียบเหมือนไม่มีอะไร
เว่ยหันเฉินรู้ว่าพวกเขาจะโจมตีตรงไหน — แอ่งถนนที่โค้งเล็กน้อยข้างหน้า จุดที่มองไม่เห็นจากระยะไกลทั้งสองทาง สมบูรณ์แบบสำหรับการซุ่มโจมตี
เขานับก้าว
สิบก้าวก่อนโค้ง
เจ็ดก้าว
สี่ก้าว
"หยุด"
ซูหลิงเยิ่นทิ้งตัวลงราบกับพื้นทันที ไม่มีเสียง ไม่มีการลังเล
เว่ยหันเฉินดึงดาบพร้อมกับกระโจนออกจากหลังม้าไปข้างหน้า
ชิงก์!! —
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ชายสองคนพุ่งออกจากพุ่มไม้ซ้ายขวาพร้อมกัน ดาบฟาดลงมาในตำแหน่งที่เว่ยหันเฉินควรจะยืนอยู่
แต่เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
กราว! — กราว! —
ดาบสองเล่มฟาดลงพื้นดิน ดินกระเด็น เว่ยหันเฉินลงพื้นด้านหน้าแล้วหมุนตัว ดาบของเขากวาดออกในแนวต่ำ
แฉ่ง! —
คมดาบตัดสายรัดเกราะของชายฝั่งซ้าย เขาเซออกแต่ไม่ล้ม
อีกสามคนพุ่งออกจากด้านหน้า สองคนถือดาบ หนึ่งคนถือหอกสั้น
แต่คนที่หกที่เว่ยหันเฉินรอดูอยู่ยังไม่ออกมา
คนชั้น 4 ยังซุ่มรออยู่
เขาไม่มีเวลาคิดนาน สามคนเข้ามาพร้อมกัน
"โฮ้ว!" ชายถือหอกะโพร้อมกับหอกแทงตรงมาที่ลำตัว
เว่ยหันเฉินก้าวออกข้าง หอกปักอากาศ มือซ้ายจับด้ามหอกบิดออก
แตะก์! —
ด้ามหอกดีดกลับกระแทกคางคนถือหอก เสียงฟันกระทบกันดังก้อง ชายคนนั้นสะอึกและถอยกระเด็น
ดาบสองเล่มจากสองข้างฟาดมาพร้อมกัน เว่ยหันเฉินหมอบต่ำใต้ดาบทั้งสอง แล้วลุกพร้อมกับศอกซ้ายที่ยิงขึ้นไปใต้คางชายฝั่งซ้าย
ปั้ก!! —
ชายนั้นลอยขึ้นเล็กน้อยก่อนล้มลง มือขวาของเว่ยหันเฉินพร้อมกันนั้นตีดาบของชายฝั่งขวาออกไป
กริ๊ง!! —
ดาบหลุดมือ ชายคนสุดท้ายในสามคนถอยออกไปหาระยะ
สี่วินาที สี่คนจบ
และตอนนั้นเองปราณหนักทะลักออกมา
ชายที่ห้าเดินออกมาจากเงาป่าด้านหน้า
ร่างสูงใหญ่ในเสื้อดำ มีสัญลักษณ์อุ้งเล็บปักที่หน้าอกด้วยด้ายทองแดง ใบหน้าเหลี่ยมมีแผลเป็ขวางจมูก อายุราวสี่สิบกว่า ปราณชั้น 4 ฮั่วเสินปล่อยออกมาเต็มที่ กดอากาศรอบข้างลงเหมือนมีหินก้อนใหญ่วางลงจากฟ้า
"เว่ยหันเฉิน" ชายคนนั้นพูด เสียงทุ้มและเรียบ ไม่โกรธ ไม่ตื่นเต้น เป็เสียงของคนที่ทำงานนี้มานานพอที่อารมณ์จะไม่เข้ามาเกี่ยว "ปู่เซาส่งข้ามา ข้าชื่อเฮ่าเทียน หัวหน้าองครักษ์ของตระกูล"
เว่ยหันเฉินตั้งดาบขึ้น ไม่ตอบ
"เ้าชั้น 4 เหมือนกัน ข้าเห็นแล้วในช่องเขา" เฮ่าเทียนพูดต่อ "แต่ข้าฝึกมาสามสิบปี เ้าคิดว่าฝึกมานานแค่ไหน?"
"ไม่สำคัญ"
เฮ่าเทียนขยับดาบหนักที่ยาวเกือบสี่ศอก ปราณในดาบเริ่มสั่นะเื แสงทองหม่น ๆ ห่อหุ้มใบดาบ
"ปล่อยหญิงสาวนั้นมา เ้าเดินต่อได้โดยไม่าเ็"
"ไม่"
เฮ่าเทียนถอนหายใจเบา ๆ ราวกับเสียใจที่เื่ต้องมาถึงจุดนี้ แล้วก็พุ่งออกมา
"ก้อง!!!" —
เสียงดังสนั่นทั้งทุ่ง
ดาบหนักของเฮ่าเทียนฟาดลงมาด้วยปราณชั้น 4 เต็มกำลัง แรงบดอัดจากดาบทำให้พื้นดินรอบ ๆ จุดที่กระทบยุบลงเล็กน้อย
เว่ยหันเฉินรับด้วยดาบยกขึ้นขวาง ขาทั้งสองยืนหยัดแน่น ดินใต้เท้าบุ๋มลงไปสองนิ้วจากแรงกด
ปราณชั้น 4 ปะทะปราณชั้น 4
แต่เฮ่าเทียนพูดถูก — ฝึกมาสามสิบปีกับฝึกมาสิบปีแตกต่างกัน ความลึกของปราณไม่เหมือนกัน
เว่ยหันเฉินรู้สึกถึงความแตกต่างนั้น
ดังนั้นเขาจึงไม่สู้ตรง ๆ
เมื่อเฮ่าเทียนกดดาบลงมา เว่ยหันเฉินไม่ต้านแรง เขาเบนออกด้านข้าง ปล่อยให้แรงดาบลื่นผ่านไปตามมุมที่เขาจัดไว้ แล้วหมุนตัวเข้าหาชายใหญ่ในระยะประชิด
ในระยะที่ดาบหนักใช้ไม่ได้
ตุบ! — ตุบ! —
สองหมัดสั้นเข้าที่ชายโครงขวาและซ้าย ปราณในหมัดไม่มาก แต่ตำแหน่งแม่นยำ
เฮ่าเทียนครางเบา ๆ ก้าวถอยหนึ่งก้าว แต่ฟื้นคืนเร็วกว่าที่ควร หมุนตัวกลับพร้อมกับข้อศอกที่ฟาดมาที่ขมับเว่ยหันเฉิน
แคะ! —
เว่ยหันเฉินหักหัวออก ข้อศอกเฉือนไปที่หู แสบร้อน แต่ไม่หยุด
ทั้งสองถอยออกจากกัน หอบเบา ๆ
เฮ่าเทียนมองเว่ยหันเฉินด้วยดวงตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ดูถูกอีกต่อไป
"เ้าซ่อนพลังไว้" เขาพูด
"แค่ไม่จำเป็ต้องใช้ทั้งหมด"
เฮ่าเทียนกำดาบหนักแน่นขึ้น ปราณทะลักออกมาอีกรอบ หนักกว่าเดิม
"ดาบพิฆาตขุนเขา!"
เขาพุ่งออกมาครั้งที่สอง เร็วกว่าเดิมสองเท่า ดาบหนักที่สั่นะเืด้วยปราณเต็มที่ฟาดลงมาในแนวทแยง
เว่ยหันเฉินรู้ว่าถ้าต้านตรง ๆ เขาจะเสียเปรียบ
เขาตัดสินใจในเสี้ยววินาที
ปราณชั้น 4 ที่เขากักไว้ตลอดเวลาเปิดออกสิบห้าเปอร์เซ็นต์
ฮึ่มม์ —
เสียงปราณที่พุ่งออกมาทำให้อากาศรอบตัวเขาสั่นเล็กน้อย เท้าซ้ายก้าวออกข้าง ดาบของเขาไม่รับ แต่ตีเบนใบดาบของเฮ่าเทียนออกจากแนว
กริ๊งงง!! —
เสียงดาบสองเล่มชนกันสะท้อนออกไปไกล ใบดาบของเฮ่าเทียนลื่นออก ปักลงพื้นดิน ดินกระเด็นเป็รัศมี
เว่ยหันเฉินอยู่ข้างหลังชายใหญ่แล้ว สันดาบแตะที่ท้ายทอยของเฮ่าเทียนเบา ๆ
"จบ"
ความเงียบ
เฮ่าเทียนยืนนิ่ง มือยังจับดาบที่ปักดินอยู่ หายใจเฉียบ
แล้วก็ปล่อยมือออกจากดาบ
"ฝีมือดีกว่าชั้น 4 ทั่วไป" เขาพูดโดยไม่หัน "เ้าซ่อนพื้นฐานไว้"
เว่ยหันเฉินถอยสันดาบออก ก้าวถอยสองก้าว แต่ไม่เอาดาบเข้าฝัก
"บอกปู่เซาว่าผมจะพาหล่อนถึงฉางอัน ใครมาขวางอีกจะไม่ใช้สันดาบ"
เฮ่าเทียนดึงดาบหนักออกจากดิน หันมามองเว่ยหันเฉินครั้งสุดท้าย มีบางอย่างในดวงตาที่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ล้วน ๆ เหมือนการประเมินที่ยังไม่สิ้นสุด
แล้วเขาก็เดินกลับเข้าป่า ลูกน้องที่าเ็ตามหลังเงียบ ๆ
ซูหลิงเยิ่นลุกขึ้นจากพื้น ปัดดินที่ติดเสื้อออก
เธอเดินมาหาเว่ยหันเฉินที่กำลังเอาดาบเข้าฝัก มองดูหูข้างขวาของเขาที่มีรอยแดงจากข้อศอกของเฮ่าเทียน
เว่ยหันเฉินสังเกตสายตาเธอ "ไม่เป็ไร"
"ให้ข้าดูก่อน"
"เดินต่อดีกว่า พวกนั้นอาจกลับมา"
"สองนาที" ซูหลิงเยิ่นพูดโดยไม่ถอย
เว่ยหันเฉินมองเธอ แล้วก็ยืนนิ่ง นั่นคือการยินยอม
เธอตรวจรอยแดงที่หูด้วยมือที่เบาและมีปราณน้ำไหลเข้ามาเล็กน้อย ความเย็นสบายซึมเข้าไปในิั
"ไม่ถึงกับแตก แต่ช้ำ" เธอพูด "คืนนี้พักแล้วทายาเพิ่ม"
"ตกลง"
เธอปล่อยมือออก แล้วเดินกลับไปเก็บห่อสัมภาระที่ทิ้งไว้ตอนนอนราบ ระหว่างนั้นพูดเบา ๆ "ท่านสู้กับคนแบบนั้นบ่อยไหม?"
"บ่อยพอ"
"ไม่กลัวหรือ?"
เว่ยหันเฉินขึ้นหวงเจิน ม้าสีน้ำตาลยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปสิบก้าวตลอดการต่อสู้ ราวกับรู้ว่าเมื่อไหรควรอยู่นิ่ง
"กลัว" เขาตอบ
ซูหลิงเยิ่นแปลกใจ หยุดแบกห่อ "แต่ท่านดู —"
"กลัวไม่ใช่เื่ผิด" เว่ยหันเฉินพูดตัดขึ้น "คนที่ไม่กลัวมักตายก่อน เพราะไม่รู้จักระวัง"
เธอคิดตามคำนั้น แล้วพยักหน้าช้า ๆ
"แม่พูดอะไรคล้าย ๆ กันว่า คนที่คิดว่าตัวเองรักษาเก่งที่สุดมักทำให้คนไข้เสียชีวิต"
เว่ยหันเฉินมองเธอ "แม่เ้าฉลาด"
ซูหลิงเยิ่นยิ้มเบา ๆ รอยยิ้มที่มีความเศร้าซ่อนอยู่เื้ั "ใช่ค่ะ"
พวกเขาเดินต่อในบ่ายที่เริ่มยาวออก ทุ่งหญ้าเปิดและลมพัด หลังเหตุการณ์ที่ผ่านมาความเงียบระหว่างทั้งสองแน่นขึ้น แต่ไม่หนัก มันเป็ความเงียบของสองคนที่เริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงนั้น และนั่นก็เพียงพอแล้ว