วันที่ 83 ของเกมส์แห่งสงคราม
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
มันคือยามราตรีที่มืดมิด
“แครอท ไปทางขวา หน่วยของข้าจะไปทางซ้ายเอง ฝากจัดการยามด้วย”
“ค่ะ”
กองกำลังของข้ากับแครอทรวมสิบคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันภายใต้เงาแสงนวลที่ไร้ดวงดาวและดวงจันทร์บนผืนป่ากลางฤดูหนาวแห่งนี้
ชุดเกราะผ้าขาวสวมฮูทของพวกข้าได้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหิมะ จนยากที่จะแยกด้วยสายตาได้ว่าใครประจำอยู่ ณ ที่แห่งใด
สัญญาณมือได้ถูกโบกขึ้นมาเหนือหัวเล็กน้อย ก่อนที่พวกเราจะเริ่มเคลื่อนตัวเข้าประชิดป้อมปราการที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ป้อมปราการทรงกลม ณ ริมผาหุบเขาทางเหนือของทวีป
หากจะลอบโจมตีเมืองเผ่ายักษาน้อยจากหุบเขาทางเหนือ ไม่ว่ายังไงก็ต้องผ่านป้อมปราการนี้ก่อน
อีกอย่าง มันมีรูปร่างคล้ายกับเครื่องตรวจจับระยะไกลที่พวกตัวจิ๋วขายมาให้พวกเราด้วย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่นอกจากเป็นป้อมปราการแล้ว มันยังเป็นเครื่องตรวจจับระยะไกลในเวลาเดียวกัน
ถ้าหากพวกเราเคลื่อนไหวกองทัพอสูร พวกมันก็จะเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในป่าได้ทันที
ดังนั้นพวกเราจึงต้องยึดป้อมปราการนี้ก่อนที่จะมีการบุกครั้งใหญ่เกิดขึ้น และต้องทำให้เงียบที่สุดไม่ให้พวกเผ่ายักษาน้อยรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร
ถ้าจะให้ดี ควรใช้อสูรกลุ่มเล็กไม่แตะตาเป็นคนบุกทำลายเสีย เพื่อให้พวกมันคิดว่าเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ
แน่นอนว่าแผนการละเอียดอ่อนแบบนี้ไม่ใช่ข้าเป็นคนคิดหรอก
ฝีมือยัยแครอททั้งนั้น
“ต้องยึดให้ได้ ไม่อย่างงั้นคงได้ยืดเวลาบุกไปอีก…”
แผนการใช้คลื่นอสูรโจมตีเมืองเผ่ายักษาน้อยล่าช้าไปกว่ากำหนดมาก
สัญญาสิบวันที่ได้ขอเอาไว้นั้นได้เลยกำหนดมาแล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง
พวกเราพบเผ่าตัวมีปีกกับเปอร์ไซด์ที่กำลังหนีกองทัพอสูรเหล็กเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้
แครอทเสนอแนะให้ข้าปล่อยไปเพราะอาจทำให้ทุกคนรับรู้ถึงการมีตัวตนของพวกเรา
แต่ข้าทำแบบนั้นไม่ได้
ข้าต้องช่วยนางฟ้าของข้า
พอรู้ตัวอีกทีข้าก็ขึ้นขี่อสูรปีกตัวหนึ่งแล้วกระโจนเข้าไปช่วยเธอแล้ว
ผลลัพธ์คือต้องลากทั้งกองทัพมาช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นข้าเลยโดนยัยแครอทโกรธที่ทำอะไรตามใจตัวเอง
เสี่ยงเผยตัวตนจนแผนแตก ซ้ำร้ายยังทำให้ต้องเสียเวลาพาเจ้าพวกเผ่ามีปีกไปพำนักดูแลที่ค่ายของพวกเรา
ต้องบอกว่าโชคดีมากที่ตัวตนของพวกเรายังไม่แตก
“รับทราบ เดียวฉันจะให้อสูรเหลวบุกเข้าไปก่อน”
“อืม”
ข้าตอบรับสหายด้วยเครื่องสื่อสารระยะไกล ก่อนจะจับจ้องไปที่ป้อมปราการตรงหน้าซึ่งตั้งอย่างโดดเด่นใจกลางหุบเขา
ผิวทรงโดมเรียบสนิทสีขาวนั้นมีระเบียงล้อมรอบพร้อมกับกำลังคนเฝ้ายามราวยี่สิบคน
มีลานจอดพักของอสูรเหล็กอยู่ด้านข้างสามตัว ซึ่งพวกมันกำลังนอนนิ่งสงบอยู่
ด้านหน้าคือกำแพงคอนกรีตสูงห้าเมตรที่พร้อมด้วยรั้วหนามเหล็กด้านบนอีกสองเมตร
ตามมุมของกำแพงมีหอคอยเฝ้าระวังที่สูงสิบเมตร และยังมีอุปกรณ์แปลก ๆ ที่สามารถสาดแสงสว่างเจิดจ้าติดอยู่ด้วย
ทางเข้ามีเพียงที่เดียวคือประตูเหล็กหนาบานใหญ่ที่ดูแล้วยากแก่การทะลวงเข้าไปได้
“ฝากด้วยละแครอท”
“ไว้ใจฉันได้เลยบานา”
เอาละ ขอดูหน่อยสิว่าฝีมือของอสูรเหลวที่แครอทจับมาจะเก่งกาจแค่ไหนกัน
***นายทหารเผ่ามนุษย์ผู้โชคร้าย
“หนาววุ้ย”
หิมะโปรยปรายลงจมูก
ข้างหน้าและข้างหลังคือป่าที่มืดมิด
ทำไมชั้นต้องมาประจำการที่นี่ด้วยฟะ
มาประจำการที่หอดูดาวอันห่างไกลจากเมือง ณ ยอดเขาทางเหนือแบบนี้
ชั้นคือนายทหารหน่วยพิเศษแห่งอเมริกา
อดีตเคยถูกกวาดล้างยกหน่วยเพราะเผ่ามนุษย์นกที่มาอาละวาดในเมืองหน้าด่าน เลยทำให้ถูกประเมินฝีมือซะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก่อนจะถูกย้ายยกหน่วยมาประจำการที่นี่แทน
พวกชั้นคือหน่วยพิเศษเลยนะเฟ้ย! ทำไมต้องมาทำงานเฝ้ายามอย่างเหงา ๆ บนยอดเขาที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้ฟะ!?
ข้างในฐานทัพก็ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง นอกจากพวกนักดาราศาสตร์ไม่กี่สิบคนกับแม่บ้านสองสามคน
ทหารเฝ้ายามมีแค่หน่วยของพวกเรากับอีกหน่วยที่เป็นชาวเอเชียรวมแค่ห้าสิบคนเท่านั้น
สรุปคือทั้งหอดูดาวแห่งนี้มีคนเพียงแค่เจ็ดสิบคนเท่านั้นเอง
น่าเบื่อ…
“นี่ แกเห็นอะไรตรงนั้นมั้ย? ”
“อะไร… สไลม์ไม่ใช่เรอะ? ”
โลกนี้มีสัตว์ที่หลากหลาย
ตั้งแต่กระต่ายธรรมดาไปจนถึงกระต่ายมีเขาสุดแสนจะแฟนตาซี
ขนาดมังกรยังมีเลย
พวกเราเลยจัดหมวดสัตว์ที่ไม่รู้จักให้เป็น [มอนสเตอร์] ทั้งหมด
“แค่สไลม์โง่ ๆ ตัวเดียวเอง ปล่อยไปเถอะ”
สไลม์ สิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับอะมิบาขนาดยักษ์
พวกมันอาศัยตามหนองน้ำ แพ้ไฟ และมีโครงสร้างที่แทบไม่ต่างจากอะมิบา
หากยิงใส่นิวเคลียสข้างในได้ พวกมันก็ตายแล้ว
แถมยังโง่ด้วย
เจ้าตัวโง่ไร้เดียงสาทรงกลมไร้สีตัวนั้นกำลังเดินดุกดิกอยู่ที่ริมป่าด้านล่างนอกกำแพง
“ดูนั่นสิ คงหลงฝูงมานั่นละ เดินเวียนอยู่กับที่มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
ชั้นชี้ไปที่มันพร้อมกับหัวเราะขบขัน
แสงไฟจากหอคอยทั้งหกมุมกำแพงต่างส่องไปที่สไลม์พร้อมกัน จนทำให้มันดูเหมือนกับดาราประจำเวทีที่ยิ่งใหญ่
การมองพฤติกรรมแปลก ๆ ของมอนสเตอร์ที่นาน ๆ จะปรากฏตัวที ถือว่าเป็นสิ่งบันเทิงสำหรับพวกเรา
มีเสียงขบขันดังขึ้นมาจากทั้งบนระเบียงและหอคอยที่กำลังมองดูสไลม์ตัวน้อยตรงด้านล่าง
มันกลิ้งไปมาบนพื้นหิมะอย่างน่ารักน่าชัง
“ถ้าไม่เจองูเห่ายักษ์แบบเมื่อวันก่อนก็คงดี”
“ไอนั่นนะฝันร้ายชัด ๆ ”
เมื่อสองวันก่อนมีงูเห่ายักษ์หลุดเข้ามาตัวหนึ่ง
มันใหญ่กว่าสามเมตรและยาวถึงหนึ่งร้อยเมตร
ดูเหมือนว่ามันจะหิวจัดและทรมานจากอากาศหนาว มันเลยบุกมาที่นี่เพื่อหาอาหารกับที่นอนอันอบอุ่นสำหรับหน้าหนาวนี้
พวกเราต้องงัดกระสุนทั้งหมด ใช้ระเบิดหัวจรวดยิงกระหน่ำใส่ ถึงจะฆ่ามันลงมาได้
มีคนตายไปถึงยี่สิบคนเลยละ
ไม่อยากคิดเลยว่าถ้ามีตัวแบบนั้นเป็นฝูงบุกมาพร้อมกัน พวกเราคงเอาไม่อยู่แน่นอน
“ฮะ ฮะ ฮะ… ทำไมแสงไฟจากหอคอยที่หนึ่งดูแปลกไปหรือเปล่า? ”
“ฮืม? ”
เพื่อนของชั้นชี้ไปทางหอคอยที่หนึ่ง
แสงไฟที่ควรเคลื่อนตัวเพื่อตรวจจับสิ่งผิดปกติ กลับหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว
“หลับยาม? ”
ตอนแรกชั้นคิดแบบนั้น
แต่ทว่าในเวลาเพียงหนึ่งนาที หอคอยที่สองและสามก็หยุดสาดแสงไม่ต่างจากหอคอยที่หนึ่ง
รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี---
*เปรี๊ยง! *
พวกเราทุกคนต่างก้มตัวลงอย่างพร้อมเพรียงกัน
มีเสียงปืนดันขึ้นมาจากทางหอคอยที่สี่ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้
พวกเราทุกคนตรงระเบียงต่างก้มตัวลงต่ำพร้อมกันในทันที
“ถึงทุกคน พบสไ-- อ๊ากกก! ”
เสียงวิทยุสื่อสารฉุกเฉินดังขึ้นก่อนที่จะถูกตัดขาดหายไป
“สไ--- หรือจะบอกว่าสไลม์? ”
“ถามชั้น แล้วชั้นจะถามใครละฟะ? ”
“แต่ถ้าพูดถึงสไลม์ในตอนนี้…”
เพื่อนของชั้นโผล่หัวออกไปส่องดูเจ้าสไลม์สุดน่ารักตัวเมื่อกี้
แต่เจ้าตัวกลมดิกไร้สีมันหายไปจากแสงไฟแล้ว
“หายไป? ”
ชั้นถอนหายใจยาว
กับอีแค่สไลม์จะวุนวาย---
“...”
“ทำไมแกจ้องข้าแบบนั้นวะ? ”
“ขะ---ข้างหลัง”
ชั้นยกมือขวาขึ้นมาชี้ไปที่ด้านหลังของเจ้าเพื่อนยาก
ข้างหลังของมันมีสไลม์ตัวใหญ่ปรากฏอยู่
มาตั้งแต่เมื่อไหร? ไม่สิ ปัญหาคือมันลอบเข้ามาได้ยังไง?
“ข้างหลัง---อ๊ากกกก! ”
“เหวอ! ”
มันเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา
เจ้าสไลม์ยืดระยางค์อันน่ากลัวทะลวงเข้าแก้วหูของคู่หูชั้น
เลือดไหลทะลักออกมาจากเป้าตาพร้อมกับเสียงโหยหวน
ชั้นรีบลั่นไกปืนเพื่อสังหารเจ้าสไลม์
แต่เจ้าสไลม์มันโยกนิวเคลียสภายในหลบไปอยู่หลังร่างของคู่หู
แบบนี้ก็ยิงไม่ได้สิ
“อั๊ก…”
คู่หูหมดสิ้นซึ่งลมหายใจ ก่อนที่จะร่วงลงไปกองที่พื้นหิมะบนระเบียง
ส่วนสไลม์ตัวนั้นมันรีบทำตัวเองให้แบนราบเลียบพื้น ก่อนที่จะกลืนไปกับผิวของสภาพแวดล้อม
อย่าหนีนะเฟ้ย!
ชั้นลั่นไกปืนยิงไปตามพื้นอย่างไร้จุดหมาย
แต่ไม่พบเป้าหมายอยู่ตรงหน้าอีกต่อไป
ในเวลาเดียวกัน---
“จากข้างหลังเรอะ! ”
ชั้นรีบพลิกตัวพร้อมกระโดดหนีออกจากต่ำแหน่งเดิม
มีสไลม์อีกตัวเข้ามาจู่โจมจากทางด้านหลังของชั้น
มีสองตัว? ไม่สิ หากดูจากช่วงเวลาที่โจมตีในแต่ละจุดแล้ว มันน่าจะมีมากกว่าสิบตัวได้
ชั้นบาระเบิดมือสวนกลับไปที่สไลม์ก่อนที่มันจะหนีไป
ระเบิดขนาดย่อมได้ฉีกร่างของมันจนสลายสิ้นไปจากตรงหน้า
“สไลม์บุก! ขอกำลังเสริมจากข้างในด้วย! ”
หน่วยที่เฝ้ายามข้างนอกคือหน่วยรบพิเศษอเมริกา ส่วนข้างในคือหน่วยของชาวเอเชีย
แต่กระนั้นกลับไม่มีเสียงตอบรับมาจากข้างในอาคารเลย
“อ๊าก! ”
“ไอพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย!? สไลม์กลายพันธุ์เรอะ! ”
มีเสียงกรีดร้องเช่นนั้นดังขึ้นไปทั่วรอบระเบียงข้างนอก
พวกมันมีจำนวนมากกว่าสิบตัว ไม่สิ ยี่สิบ? แถมยังกลืนผิวไปกับสภาพแวดล้อมได้ และยังมีความฉลาดมากพอที่จะลอบโจมตีจากด้านหลังอีกด้วย
มันไม่ใช่สไลม์ปกติ
“รีบหนีเข้าไปข้างในอาคารเดียวนี้! ”
“รับทราบครับ! ”
ผมตอบรับคำสั่งหัวหน้าหมวด
พวกเราที่เหลือเพียงสิบชีวิตต่างรีบกรูเข้าไปในอาคารพร้อมกับยิงสกัดศัตรู
ชิ ปราบไปได้แค่ห้าตัวเองเรอะ?
“อุดทางเข้า! ”
เมื่อเข้ามาในอาคารจนครบ พวกเราก็รีบเอาเครื่องเรือนมาบังประตูกระจกเอาไว้
มีเสียงกระแทกประตูอย่างรุนแรงหลายครั้ง ก่อนที่มันจะหยุดนิ่งลง
ทุกคนต่างยกปืนเตรียมรับมือเหตุอันไม่คาดฝัน
แต่ดูท่าจะไม่จำเป็นแล้ว
“พวกมันคงหิวนั่นละ ถ้าหากทิ้งไว้สักพักคงกระจายตัวไปกันเอง ตอนนี้รีบไปรายงานให้คนข้างในทราบก่อนเถอะ”
“ครับ! ”
“จากหน่วยที่สองถึงหน่วยที่หนึ่ง ตอบด้วย---ให้ตายสิ! ไอพวกลิงเหลืองมันหลับยามอยู่หรือไงฟะ! ”
ท่านหัวหน้าตะคอกใส่วิทยุสื่อสารด้วยความโกรธ
พวกเราทั้งสิบคนเริ่มเดินไปตามเส้นทางที่ส่องสว่างด้วยไฟประดิษฐ์
เงียบ…
มันเงียบเกินไป
“หรือว่าพวกมันบุกเข้ามาข้างในแล้ว? ”
“ไม่มั้ง? ... แต่ระวังกันหน่อยดีกว่า”
ความเงียบชวนวังเวงนี้ทำให้พวกเรารู้สึกขนหัวลุกขึ้นมา
จากที่เคยผ่อนคลาย ฉับพลันแปรเปลี่ยนกลับมาตึงเครียดในบันดล
พวกเราเดินเรียงแถวหันหลังชนกันพร้อมกับยกปืนเล็งไปที่ทางเดินข้างหน้า
*ปึ๊ง! *
อะไร!?
เสียงนั้นดังมาจากเส้นทางข้างหน้า
จากห้องโถงรวมอย่างงั้นหรือ?
พวกเราเดินกันต่อจนกระทั้งมาถึงที่ห้องโถงนั่งรวม
“ต้นไม้ล้ม? ”
ภายในห้องโถงที่มีเก้าอี้ ทีวี และสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากนั้น ต่างยังคงอยู่ในสถานที่ของตนเองอย่างเรียบร้อย
มีเพียงแค่ต้นไม้ประดับตรงหัวมุมช่องระบายอากาศที่ล้มลงอย่างผิดที่ผิดทาง
ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีศพ ไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว
“... คิดไปเอง--- เดียว ทำไมเหลือกันแค่เก้าคน? ”
ในตอนที่คิดว่าปลอดภัย กลับมีจำนวนคนลดลงเพิ่มมาอีกหนึ่ง
หลงทาง? ไม่น่าจะใช่…
“เอายังไงดี แยกกันตามหามั้ยครับ? ”
“ไม่ เดียวก็ได้กลายเป็นหนังสยองขวัญหรอก”
“ฮะ ฮะ ฮะ ถูกของท่าน”
ชั้นหัวเราะแห้ง ๆ ตบมุขหัวหน้า
พวกเราเดินกันต่อพร้อมกับกลืนลมหายใจให้เงียบที่สุด
ตรวจเช็คทุกห้อง ไล่ตั้งแต่ห้องพัก ห้องน้ำ ไปจนถึงหอดูดาวกับฐานเรด้าสังเกตุการณ์
แต่พวกเราไม่พบเงาคนหรือแม้แต่ศพเลย
ไม่มีแม้แต่ร่องรอยต่อสู้เสียด้วยซ้ำ
“ถ้าหากว่าศัตรูคือสไลม์ จะเป็นไปได้ไหมครับว่าจะโดนย่อยหมดแล้ว? ”
“จากรายงานทดลอง กว่าจะย่อยสุนัขตัวหนึ่งต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมง แล้วมนุษย์ทั้งตัวคงต้องเป็นสองสามชั่วโมง เวลาแค่นั้นปกปิดศพไม่ทันหรอก”
“อืม…”
พวกเราพูดคุยกันเช่นนั้นระหว่างที่เดินต่อไปในโซนทางเดินของหอพัก
พรมสีน้ำเงินที่ตัดกับผนังหุ้มวอเปเปอร์สีขาวนวลสวยงาม กำลังต้องแสงสว่างนวลยามค่ำคืนที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
ท่ามกลางแสงที่บางตานี้ ได้มีเงาหนึ่งปรากฏขึ้น ณ ปลายเส้นทางเดิน
“อ๊า…”
สิ่งนั้นคือร่างของมนุษย์
เขาสวมเกราะทหารลายพราง หมวกเหล็ก และตราธงชาติสหรัฐอเมริกา
เขาคือคนที่หายไปนั่นเอง
“อูว… หนี….ไป...”
เขาครวญครางอย่างน่ากลัว
“สไลม์… หนี---”
*เพลาะ*
เสียงแตงโมแตกได้บังเกิด
น้ำพุโลหิตปะทุขึ้นสูงดุจภูเขาไฟระเบิด พร้อมกับการปรากฏตัวของสไลม์สีแดงที่กำลังแผ่ขยายออกมาจากช่วงต้นคอที่ไร้เศียร
“ยิง! ”
กระสุนสังหารถูกลั่นออกอย่างมิเกรงกลัวฉากอันน่าสยอดสยองที่เกิดขึ้น
สไลม์ตรงหน้าถูกสังหารลงในชั่วพริบตา
“ไม่มีใคร--- หายไปไหนสามคน? ”
และเมื่อหันหลับมาดู ก็พบว่าหายไปอีกสามคน
“ข้างบน! จากช่องแอร์ครับ! ”
ชั้นกรีดเสียงร้อง
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปเหนือระดับสายตา ก็จะพบร่างของผู้สูญหาย
ร่างทั้งสามถูกสไลม์รัดคอ แล้วดึงขึ้นไปจนแนบเพดานในระยะนอกสายตาของพวกเรา
พวกเราที่เหลือเพียงหกคนต่างลั่นกระสุนเข้าใส่สไลม์ที่เกาะติดกับพรรคพวกอย่างไม่มีลังเล
แต่สไลม์พวกนั้นมันมุดเข้าช่องแอร์หายไปก่อนที่พวกเราจะได้ทันสังหารพวกมัน
ร่างไร้วิญญาณทั้งสามที่หลุดจากการพันธนาการต่างร่วงหล่นสู่พื้นทางเดิน
พวกเขาตายไปแล้ว…
“เอายังไงดีครับท่าน? หนีแล้วไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์บัญชาการก่อนดีมั้ยครับ? ”
“รู้ถึงไหนอายถึงนั่น กะอีแค่สไลม์กาก ๆ พวกเราจะจัดการกันเองนี่แหละ! ”
แต่คนที่กล่าวเช่นนั้นมักเดี้ยงทุกรายเลยนะหัวหน้า
ชั้นคิดเช่นนั้น
*... *
“ทุกคนเงียบก่อน”
ในตอนนั้นเองที่มีคนหนึ่งในหน่วยยกมือเตือนสติทุกคน
*แหมะ*
“เสียง… อะไรอะไร? ”
*แหมะ*
เสียงนั้นดังขึ้นทุกขณะและเริ่มเข้ามาใกล้มากขึ้น
เสียงเหมือนของเหลวที่กำลังเคลื่อนตัว…
แล้วพวกเราก็ได้เห็น
“ตัวเชี่ยไรเนี่ย? ”
มันคือสไลม์ขนาดใหญ่ยักษ์
มันตัวใหญ่...ใหญ่มากจนกลืนกินปิดเส้นทางเดินขนาดสองเมตรที่พวกเราพึ่งเดินผ่านมาเมื่อกี้จนมิด
ภายในร่างของมันมีศพจำนวนมากกองอยู่ผิวหน้า ราวกับจะเอามาใช้เป็นโล่เพื่อป้องกันนิวเครียสของมันเอง
ศพของทหารที่สวมชุดเกราะกันกระสุนได้กลายเป็นโล่ชั้นดีของมัน
“ระเบิดมือ! ”
พวกเราต่างถอดสลักและปาระเบิดมือใส่มันกันอย่างไม่มีลังเล
แต่ทว่า
“มันกินลงไป!? ”
ระเบิดมือเหล่านั้นถูกผิวที่เป็นเมือกของมันดูดกลืนลงไปก่อนที่จะได้ทันระเบิดออก
พวกเราเห็นระเบิดถูกทำให้สลายหายไปต่อหน้าต่อตาด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
“ถะ---ถอยก่อน! ”
เมื่อเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็ต้องมีแต่หนี
พวกเราหันหลังหนี สับขาสุดกำลังไปที่ประตูตรงหน้า
“เข้ามาเร็ว! ”
พวกเราปิดประตูกั้นเอาไว้พร้อมกับพยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อดันไม่ให้มันไหลทะลักเข้ามาภายในห้อง
แต่มันเป็นการกระทำที่สูญเปล่า
เจ้าสไลม์ยักษ์มันแผ่ระยางลอดเข้ามาตามช่องว่างของประตู และเริ่มละลายขอบ วงกบ รวมไปถึงแขนและขาของพวกเราที่กำลังดันประตูเอาไว้
“อ๊ากกก! ”
แสบและปวดร้อน
เริ่มจากถูกละลายเสื้อผ้า ละลายเกราะกันกระสุน และกินเข้าไปถึงผิวหนังข้างใน
รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกน้ำกรดที่เข้มข้นราดใส่ และมันกำลังละลายกรีดผิวหนังลึกลงไปถึงกระดูก
มันค่อย ๆ ละลายอย่างเชื่องช้า เจ็บแสบทรมานถึงสิบนาทีก่อนที่ความรู้สึกจะหายไป
ไม่ใช่เพราะตายด้านต่อความเจ็บปวด แต่เป็นเพราะว่าไม่มีแขนกับขาให้มันได้ละลายอีกต่อไปแล้ว
ประตูห้องถูกพังเข้ามา
ห้องเก็บของขนาดเล็กนี้ไม่มีหนทางหันหลังหนีได้อีกต่อไป
“ยากกก! ”
พวกเราทั้งหกคนลั่นกระสุนแบบไม่คิดชีวิตด้วยมือที่เหลืออีกข้าง
แต่กระสุนที่ยิงอย่างตื่นตระหนกนั้นไม่สามารถทำอะไรสไลม์ยักษ์ตรงหน้าได้
ทุกนัดล้วนพลาดเป้านิวเครียสที่ล่องลอยอยู่ข้างในร่างของมัน
หรือต่อให้เล็งโดนก็จะมีศพที่สวมเกราะกันกระสุนมาบังขวางเส้นทางเอาไว้
มันค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาใกล้พวกเรา
เข้ามาใกล้จนแทบจะบี้ติดกับผนังห้อง
เข้ามาใกล้…
“…”
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“เธอฝึกอสูรเหลวพวกนี้มาอีท่าไหนกันเนี่ย…”
อสูรเหลวที่น่ารักทั้งสามสิบตัวของแครอทกำลังกระโดดเด้งไปมาอยู่รอบตัวยัยแครอทอย่างน่ารักน่าชัง
พวกมันกระโดดอย่างร่างเริงราวกับต้องการรับคำชมจากเจ้านายที่เลี้ยงดูมันมา
“ก็ฝึกเหมือนทุกทีไง? ”
ยัยแครอทส่งรอยยิ้มที่สดใสมาให้ข้าพร้อมกับลูบหัวเจ้าพวกอสูรตัวจิ๋วเหล่านั้น
ฝึกเหมือนทุกที…
ข้าหันไปมองผลงานของเข้าพวกอสูรเหลวอีกครั้ง
พวกมันรู้จักการทำงานเป็นทีม รู้จักใช้พวกตัวเองออกไปล่อดึงดูดความสนใจ แล้วเข้าลอบสังหารจากด้านหลัง และยังรู้วิธีรวมตัวจนมีขนาดใหญ่ยักษ์ผิดธรรมชาติ
อสูรเหลวที่แครอทส่งเข้าไปนั้นมีทั้งหมดสี่สิบตัว และพวกมันสามารถลอบสังหารคนทั้งป้อมกลับมาได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพลังของพวกเรา
แถมยังเสียไปเพียงแค่สิบตัวอีกด้วย
เรียกว่าเป็นผลงานที่น่าทึ่งมาก
“ฮะ ฮะ ฮะ อย่าซนกันนักสิเจ้าหนูพวกนี้”
แครอทยิ้มร่าพร้อมกับจิ้มลงบนตัวอสูรเหลวก้อนกลมที่กำลังดุกดิกไปมาอย่างน่ารัก
ไอเจ้าตัวกลม ๆ เล็ก ๆ พวกนี้ บางทีถ้าผ่านการฝึกมาอย่างดีแล้ว อาจจะน่ากลัวกว่าอสูรปีกหรืออสูรวัวก็เป็นได้...