บทที่ แปดสิบสาม
"..ฐานะตัวประกัน"
คำตอบที่หลุดออกจากปากโม่เหวินหานยังคงทุ้มต่ำไม่แสดงอารมณ์ใดแม้แต่น้อย สีหน้าไม่เปลี่ยน ราวกับเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องวางแผนคิดมากทว่าความหนักแน่นในน้ำเสียงกลับทำให้หลิวชิงเซียงต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน
โม่เหวินหานยังคงก้าวเดินไปเบื้องหน้าอย่างไม่เร่งรีบม่านตาดำขลับทอดมองพุ่มไผ่ซึ่งไหวระริกไปเพราะขยับผ่านพลางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น "เดิมทีเรื่องนี้ตั้งใจจะบอกเจ้าหลังจากส่งคณะทูตกลับพรุ่งนี้..แต่ถ้าเจ้าอยากรู้ก่อน เราก็จะบอก"
คำพูดที่เหมือนจะเปิดโอกาสให้นางเลือกแต่แท้จริงแล้วกลับแฝงความไว้ใจที่ยิ่งใหญ่กว่าคำว่าร่วมฟ้าร่วมดินหลิวชิงเซียงเดินเคียงเขาด้วยใบหน้าครุ่นคิด ภายในแววตาฉายความเงียบงันที่เต็มไปด้วยการประมวลผลอย่างรอบคอบ
เมื่อได้ยินคำว่า‘ตัวประกัน’ จากปากเขานางพลันระลึกขึ้นได้ถึงอีกเรื่องหนึ่งที่เคยถูกมองข้าม "เช่นนั้น..ในวันล่าสัตว์" เสียงของนางแผ่วเบาลงกว่าปกติ ริมฝีปากบางเม้มแน่นครู่หนึ่งก่อนค่อยๆ เอ่ยถามอีกครั้ง "จ้าวจื้อเหวินผู้เป็นหัวหน้าคณะทูตที่สิ้นชีวิตในวันนั้นเขาถูกสังหาร หรือถูกระเบิดเพคะ?"
ประโยคนั้นแม้จะคล้ายเป็นเพียงคำถามธรรมดาทว่าดวงตาของนางกลับจับจ้องไปที่เขาแน่นิ่ง ใต้แววตานิ่งนั้นแฝงความสงสัยและยังรวมถึงการคาดการณ์อันแหลมคม เฉกเช่นคนที่เริ่มเข้าใจไส้ในของความวุ่นวายทางการเมือง
โม่เหวินหานหันหน้ามาหานางทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นริมฝีปากเขายกขึ้นแผ่วเบาอย่างชื่นชมการวิเคราะห์ "สมกับเป็นชายาของเรา" เขากล่าวเรียบๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำพลางพยักหน้าเล็กน้อย "ใช่แล้ว เขาถูกสังหาร..โดยฝีมือขององครักษ์"
หลิวชิงเซียงเบิกตาโตเล็กน้อยลมหายใจสะดุดแผ่วหนึ่ง เพราะนางรู้ว่าเบื้องหลังย่อมไม่ธรรมดา
"เพราะใต้ตำแหน่งหัวหน้าคณะทูตเฉาหนานของเขา..มีอีกฐานะหนึ่งซ่อนอยู่" น้ำเสียงของโม่เหวินหานยังคงสงบไม่เปลี่ยนราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวของบุคคลที่มิได้สลักสำคัญ
หลิวชิงเซียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งใบหน้าเริ่มเคร่งเครียดลง นางครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "หรือว่าจะเกี่ยวกับซีเป่ย?" เมื่อคำนี้หลุดออกจากปากสีหน้าของโม่เหวินหานเปลี่ยนเล็กน้อย เขาพยักหน้าช้าๆ ไม่รีบร้อน ยืนยันคำตอบอย่างตรงไปตรงมา
"เขาไม่เพียงแต่เกี่ยวแต่ยังเป็นคนของซีเป่ย" คำว่า ‘คนของซีเป่ย’ เปรียบเสมือนคมดาบไร้เสียงที่ปาดผ่านกลางอากาศกลิ่นอายของความตึงเครียดแล่นขึ้นมาครอบคลุมกลางใจ หลิวชิงเซียงถึงกับหยุดเท้าไปครู่หนึ่งโดยไม่รู้ตัวเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงสัยระคนตกใจ "เฉาหนานรู้หรือไม่ว่าเขาเป็นคนของซีเป่ย?"
นางถามเสียงแผ่วเบาเสียจนแทบจะหลอมรวมกับเสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนเศษดอกชบาหล่นเรี่ยดินเสี้ยวหนึ่งของนางหวังคำตอบว่า “ไม่” แต่ส่วนลึกในใจกลับเตรียมรับ “ใช่” เช่นเดียวกัน
หากเฉาหนานรู้เรื่องนี้..ก็เท่ากับว่าสนับสนุนศัตรูอย่างเปิดเผยการที่จ้าวจื้อเหวินสามารถเข้าสู่ราชสำนักจินหยางอย่างไม่ต้องลอบเร้นยังได้ร่วมพิธีในระดับสูงสุด ราวกับเป็นการชักนำอันแนบเนียนจากสายลับที่ฝังลึกแต่หากไม่รู้ก็หมายถึงเฉาหนานไร้ซึ่งการตรวจสอบเหมือนปล่อยให้หมาป่าใส่หนังแกะเดินเพ่นพ่านเข้าคอก จะนับเป็นราชสำนักที่แข็งแรงได้อย่างไร
"หากรู้เรื่องนี้ก็ยิ่งร้ายแรง" นางพึมพำกับตนเองเบาๆ "และหากไม่รู้ก็ยิ่งน่ากลัวกว่าอาจจะมีพวกสายลับอีก" นางไม่กล้าจ้องหน้าเขาตรงๆ อีกสีหน้าครุ่นคิดนั้นเคร่งขรึม
โม่เหวินหานไม่ได้กล่าวเสริมสิ่งใดอีกศีรษะของเขาเอนเพียงนิดในเชิงบอกให้นางเดินต่อ แต่มิได้เร่งเร้าใดๆ
หลิวชิงเซียงก้มหน้าเล็กน้อยสีหน้าฉายแววลังเล รู้ว่าข้อความที่ได้ยินต่อไปคงไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างนางควรรับรู้นางไม่กล้าถามต่อ เพราะเรื่องที่ได้ยินมานั้นไม่ใช่เพียงเบื้องหลังทั่วไปแต่เป็นสิ่งที่อาจชี้ชะตาแคว้น
‘บางเรื่องรู้มากไปก็มีแต่เคราะห์ใส่ตัว’ นั่นมิใช่เพียงวลีลอยๆหากแต่เป็นสัจธรรมที่หวงห้ามสำหรับผู้ไม่ได้มีตำแหน่งพอจะรับความลับ
บรรยากาศระหว่างคนสองคนกลับเงียบลงอีกครั้งต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับความคิดของตน และแม้จะไม่มีเสียงสนทนาอีกต่อไปแต่สายสัมพันธ์บางประการระหว่างพวกเขากลับยิ่งแนบแน่นขึ้นกว่าเดิม
จากนั้นไม่นานแม้หลิวชิงเซียงมิได้ถามต่อแต่ดูเหมือนโม่เหวินหานจะยังไม่กล่าวจบ เอ่ยเสียงทุ้มหนักอีกครา “เรื่องของจ้าวจื้อเหวินเรารู้ก่อนแล้วจากไหลอ๋อง”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างเล็กน้อยความเงียบของอุทยานไม่ได้เย็นชืดอย่างที่เคย
โม่เหวินหานไม่ปล่อยให้นางต้องรอ“ที่เมืองซุ่ยหยวนไหลอ๋องส่งคนมารายงานว่า ซีเป่ยแฝงคนเข้าไปในเฉาหนานนานแล้ว บ่มไว้จนแน่นหนาพอที่จะให้เฉาหนานเริ่มอยากสานสัมพันธ์กับเราก็เห็นทีว่าจะเป็นแนวความคิดจากคนพวกนั้น” เสียงเขายังคงเรียบไม่เร่งไม่เนิบ
หลิวชิงเซียงขยับปลายเท้าเดินต่อช้าๆพลางเหลียวมองแผ่นหลังของเขาอย่างครุ่นคำนึง เฉาหนานที่แท้ก็ถูกแทรกซึมแล้วจริงๆ
“แต่ถึงจะรู้ว่าเป็นแนวความคิดจากซีเป่ย” เขากล่าวต่อ “เราก็ไม่รู้ว่าเป็นใครกันแน่ในคณะทูต”
หลิวชิงเซียงพยักหน้าน้อยๆความรู้สึกเหมือนหมากล้อมถูกวางซ้อนทีละจุดเริ่มชัดขึ้น “คณะทูตเดินทางมาเห็นสง่างามแต่แท้จริงกลับคล้ายฝูงหมาป่าที่แฝงกลิ่นเลือดไว้ใต้ขนนุ่ม”
โม่เหวินหานหันมองเล็กน้อยก่อนพยักหน้า“พวกมันไม่เคยหวังมิตรภาพแต่อาศัยมิตรภาพเป็นทางผ่านเพื่อเจตนาอื่น”
หลิวชิงเซียงเหลือบตามองเขาก่อนกล่าวเสียงแผ่ว “ระหว่างที่อยู่ที่ต้าเหว่ยท่านจึงส่งคนได้ลอบติดตาม?”
“ใช่” เขาตอบ “เราสังเกตทุกย่างก้าวของคนในคณะทูตทุกคนดูว่าใครติดต่อกับขุนนางคนใด เพราะซีเป่ยที่เคยคิดจะค้าอาวุธผ่านดินแดนเราไม่อาจสำเร็จได้เลยหากไม่มีขุนนางบางคนเอื้อให้”
พูดถึงตรงนี้ใบหน้าของเขาเรียบสนิทหากในแววตากลับมีรอยเงาแข็งกล้าฉายวูบอยู่ชั่วขณะความเด็ดขาดของผู้ครองแผ่นดินไม่เคยหายไปจากบุรุษผู้นี้ “งานพิธีล่าสัตว์จึงเป็นสิ่งจำเป็น” เขาเอ่ยอย่างมั่นคง “เราใช้มันเป็นเหยื่อล่อให้งูร้ายเผยตัว”
หลิวชิงเซียงได้ฟังแล้วเข้าใจโดยพลันทุกอย่างประกอบขึ้นเป็นภาพใหญ่ที่เคยพร่ามัวรอยปะติดปะต่อของการเมืองระหว่างแคว้นที่ซ่อนอยู่ใต้พิธีสวยหรูปรากฏความเป็นจริงที่น่าหวาดหวั่นจนรู้สึกขนลุกวูบในอก
เมื่อเขายอมเล่าถึงเพียงนี้ย่อมไม่เหลืออะไรที่ควรปิดบังอีกแล้ว หญิงสาวจึงกลั้นใจถามต่อ “แต่สายลับซีเป่ยคงไม่สามารถพาเฉาหนานให้มาสานสัมพันธ์ได้ถึงขั้นนี้ถ้าไม่มีสิ่งใดมาล่อใจเฉาหนานช่นกัน แล้วเฉาหนานต้องการสิ่งใดจากการมาครั้งนี้กันแน่?”
โม่เหวินหานปรายตามองนางด้วยแววตาชื่นชมเล็กน้อยก่อนตอบเรียบๆ“เหมืองแร่แห่งใหม่เฉาหนานอยากเป็นผู้ค้าส่งเพียงรายเดียวสู่แดนตะวันออกและใต้”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า‘เหมืองแร่’ หัวใจหลิวชิงเซียงกระตุกวูบพื้นที่ใกล้เขตศักดินาของเฉียนอ๋อง..ถัดลงใต้มาไม่ไกลก็เป็นซุ่ยหยวนและเหมืองแร่ที่เพิ่งถูกค้นพบก็อยู่ในแนวนี้ หากเฉาหนานสามารถเข้ามาควบคุมหรือมีอำนาจใดเกี่ยวข้องกับพื้นที่บริเวณนั้นได้..ย่อมเป็นประโยชน์ต่อซีเป่ยมหาศาลจากสายลับที่แทรกซึมเข้าเฉาหนานแล้ว
ดวงตาหญิงสาวไหววูบ“หรือว่าซีเป่ยคิดจะยึดเหมืองแร่?”
โม่เหวินหานพยักหน้าช้าๆสีหน้าเย็นชาจนไม่อาจวิเคราะห์ความรู้สึก “อืมจ้าวจื้อเหวินผู้เป็นสายลับเป็นผู้เป่าหูเฉาหนานแนะนำให้นำองค์หญิงสามมาสานสัมพันธ์ วางแผนให้นางแต่งกับเฉียนอ๋อง” เขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อน้ำเสียงนั้นราบเรียบ แต่มีความเงาหมอกซ่อนอยู่ลึกๆ “นางถูกบ่มสอนมาอย่างดี วาจาอ่อนหวานทำให้ผู้คนคล้อยตามง่าย หากแต่งกับเฉียนอ๋องไม่นานอาจจะได้กุมอำนาจในมือแต่เมื่อมาถึงกลับผิดแผนสายลับซีเป่ย”
หลิวชิงเซียงขบริมฝีปากตนเบาๆดวงตาคู่งามไหววูบ ก่อนจะคิดในใจโดยไม่เอื้อนเอ่ย ‘องค์หญิงสามไม่อยากเป็นชายาเฉียนอ๋อง..แต่อยากเป็นชายาของเทียนหลงฮ่องเต้สินะ’
ความเงียบทอดยาวครู่หนึ่งโม่เหวินหานกล่าวต่อราวกับอ่านใจนางออก “เมื่อองค์หญิงสามเริ่มเปลี่ยนใจแผนของซีเป่ยจึงจำต้องเร่งรัด จ้าวจื้อเหวินจึงใช้ระเบิดในงานล่าสัตว์เพื่อสร้างสถานการณ์ บีบให้เราทำผิดต่อเฉาหนานโดยตั้งใจ ไม่จัดการดูแลงานพิธีสร้างอันตรายให้เชื้อพระวงศ์เฉาหนานเพื่อใช้เป็นข้อเรียกร้องในภายหลัง”
เขาแค่นหัวเราะเบาๆราวผู้ที่เห็นไส้ในของอุบายตั้งแต่ต้น “เพียงแต่เขาไม่รู้เลยว่าเรามองออกหมดแล้วเฉาหนานย่อมต้องชดใช้ให้เราแทน” โม่เหวินหานกล่าวต่อด้วยเสียงเรียบนิ่งทว่าทุกถ้อยคำของเขากลับหนักแน่นดุจหินผาไม่มีช่องว่างให้แม้แต่ความหวังเล็กน้อยสำหรับผู้ใดที่คิดจะกลับลำ “เฉาหนานจึงจำต้องยอมปล่อยองค์หญิงสามไว้ที่ต้าเหว่ย”
แววตาเขาสงบนิ่งแต่ในแววสงบนั้นมีคลื่นแฝงลึกที่พร้อมจะกลืนสิ่งใดก็ตามที่คิดจะท้าทายอำนาจ “จากนี้ไปแม้พวกเขาจะเดินทางกลับไปแล้วแต่การค้าทางทะเลที่แผ่นดินจินหยางจะเริ่มสานต่อกับแดนตะวันออกเฉาหนานจะมีส่วนร่วมได้เพียงสามส่วนเท่านั้น”
เขาหยุดยืนใต้ต้นหางนกยูงที่ทิ้งช่อดอกยาวระย้าบังแสงเล็กน้อยให้เงาระบายครึ่งใบหน้างามของหลิวชิงเซียง “พวกเขาต้องส่งบรรณาการให้เราจนครบสิบปีเราถึงจะส่งองค์หญิงสามกลับไป” เขาหันกลับมาสบตานางรอยแววในดวงตาคู่นั้นมั่นคง
หลิวชิงเซียงที่ได้ยินจนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงแผ่ว “เช่นนั้นจะไม่มีการสานสัมพันธ์กับเฉาหนานอีกเลยหรือ?”
โม่เหวินหานเอ่ยคำตอบอัดแน่นด้วยเจตจำนงและความเด็ดเดี่ยว“ใช่” น้ำเสียงของเขาไม่มีความแข็งกร้าว “เราจะไม่เว้นที่ว่างให้ใคร”เขาเอ่ยต่อช้าๆ “ส่วนเฉียนอ๋องเราจะไม่ก้าวก่ายเขาจะแต่งใครเป็นชายา ก็ล้วนเป็นความต้องการของเขาเอง” พูดพลางหันมองหลิวชิงเซียงด้วยสีหน้าเรียบนิ่งทว่าไม่ทันรู้ตัว ใบหน้าของหญิงสาวก็เปลี่ยนไปในทันที
นางเบิกตาโตขนตายาวกระเพื่อมขึ้นอย่างตกใจ แววตาทอประกายราวคนเพิ่งได้ยินสิ่งเหนือความคาดหมายใบหน้าเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนรีบเบนกายหันมาถามเขาเร็วเกินกว่าจะยับยั้ง “จริงหรือ? เฉียนอ๋องจะแต่งกับใครก็ได้?”
น้ำเสียงของนางไม่ใช่ความอยากรู้ธรรมดาหากแต่แฝงไว้ด้วยประกายความหวังและเร่งเร้าอย่างมิอาจปิดบังดวงหน้าเรียบสงบเมื่อครู่กลับมีรอยยิ้มจางอย่างเผลอตัวแววตาสุกใสกระจ่างจนไม่อาจซ่อนอารมณ์ไว้ได้เลย
โม่เหวินหานเลิกคิ้วเล็กน้อยมุมปากขยับคล้ายรอยยิ้มบาง แต่ก็ไม่กล่าวสิ่งใดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหรี่ตามองนาง “แน่สิ” เขาตอบเสียงราบก่อนเอียงคอเล็กน้อยเอ่ยต่อช้าๆ อย่างจับจังหวะ “แต่เจ้าอยากให้เขาแต่งกับใครกันล่ะเหตุใดเจ้าถึงได้ดูตื่นเต้นนัก?”
หลิวชิงเซียงนิ่งงันไปชั่วอึดใจแล้วส่ายหน้าน้อยๆ พลางหลบตา มือซ้ายยกขึ้นลูบชายผ้าคลุมตนเองพลางพูดเร็วเล็กน้อย “เรื่องนี้จะมาถึงหม่อมฉันอย่างไรกันเล่า” แม้ปากจะกล่าวปัดไปเช่นนั้นแต่ในใจกลับผุดชื่อของหญิงหนึ่งผู้มีดวงหน้าละมุน นิสัยอ่อนโยน เป็นหยาดน้ำที่หล่อเลี้ยงดินทรายอันแห้งแล้ง..หลี่เสวี่ย
หากเฉียนอ๋องแต่งกับผู้ใดได้ตามใจตนเช่นนั้น..ไม่แน่ว่า หลี่เสวี่ยอาจจะสมหวังความคิดนั้นแล่นวูบผ่านจิตใจนางอย่างเงียบงันแต่ทิ้งรอยยิ้มเอาไว้ที่มุมปากบางโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองคนเดินทอดน่องไปเรื่อยๆผ่านระเบียงทางเดินของตำหนักอันเงียบสงบ จนยามที่ทั้งสองมาถึงหน้าตำหนักฟู่ตงองครักษ์ซึ่งเฝ้าอยู่ด้านหน้ารีบก้มศีรษะลงพร้อมกันโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
โม่เหวินหานเดินนำหลิวชิงเซียงเข้ามาจนถึงเรือนด้านใน“เจ้าพักพักผ่อนเถอะ” เขากล่าวขณะหยุดยืนที่หน้าประตูก่อนจะเอียงหน้ามองนางแล้วกล่าวอีกประโยค สีหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มบางอย่างรู้ทัน “วันนี้เราคุยกันเรื่องคนอื่นไปมากแล้ว..”
เขาเงียบไปเพียงอึดใจก่อนทอดตามองแสงเทียนในเรือนที่จุดเตรียมรับราตรีที่กำลังมาถึงแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“พรุ่งนี้ไปส่งเฉาหนานร่วมกันก่อนแล้วค่อยมาคุยเรื่องของเรา”
คำว่า‘ของเรา’ นั้น แม้ไม่เจาะจงหากกลับเหมือนวางใจว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความหมายอย่างแจ่มชัดหลิวชิงเซียงที่ยืนเงยหน้ามองเขาอยู่นิ่งงันครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
แต่ก่อนที่โม่เหวินหานจะหมุนกายกลับเขากล่าวทิ้งท้ายขึ้นอีกประโยค “ส่วนเรื่องที่เจ้าแอบฝึกวิชา..” เขาหยุดแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย “เราจะทำเป็นหลับตาลงหนึ่งข้าง”
พูดพลางยกมือขึ้นช้าๆทำท่าปิดตาหนึ่งข้าง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขาแล้วก็หันหลังกลับเดินออกไป