บทที่ 2 ตอนที่ 3 หอคอยใหญ่กลางเมืองหลวง
ดวงตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้าความมืดมิดกำลังคืบคลานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่พวกเคนจิจะเริ่มออกเดินทาง เคนจิและหลินน้อยกำลังยืนคอยการมาของพรรคพวก ไม่นานพวกเขาก็ออกมาพร้อมกับเครื่องป้องกันและอาวุธครบมือ โดยมีผู้เล่นหลายคนกำลังจับตามองพวกเขาโดยไม่ละสายตา ไร้ซึ่งความสนใจผู้เล่นที่จับตามองเคนจิโบกมือเรียกคิเมร่าเข้ามาใกล้ๆ เพื่อให้หลินน้อยคลายเวทให้มันมีขนาดเท่าเดิม ก่อนจะขึ้นไปขี่มันพร้อมกับหลินน้อย มังกรดินเห็นดังนั้นก็กระโจมทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า กลายร่างเป็นมังกรขนาดใหญ่โบกสะบัดปีกจนเกิดลมที่พัดอย่างรุนแรง ทากิล่า ยูริและมามอนเห็นดังนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นบนหลังมังกรดินทันทีและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง เมื่อทุกอย่างพร้อมเคนจิเตรียมจะออกเดินทางทันที ทันใดนั้นก็มีกลุ่มผู้เล่นหลายคนมาคุกเข่าที่ด้านหน้าเคนจิ ทำให้คิเมร่าเสียหลักไม่สามารถบินออกไปได้
“ขอร้องล่ะ!! จอมปีศาจริชเตอร์ พวกเราได้ยินทุกอย่างแล้ว ขอให้พวกเราได้ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อจะได้ออกจากเกมเฮงซวยนี้ซะที ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!!”
เคนจิเหลือบมองไปที่พรรคพวกของเขา เผื่อจะมีใครออกความเห็นบางอย่างเพื่อช่วยในการตัดสินใจ แต่กลับไม่มีใครตอบรับเคนจิแม้แต่คนเดียว หรือความนัยของพวกเขาก็คือแล้วแต่การตัดสินใจของเคนจิ เมื่อเห็นดังนั้นเคนจิจึงตอบกลับไป
“หากรุ่งเช้าพวกเจ้าเดินทางไปถึงหอคอยทัน ข้าจะพาพวกเจ้าไปด้วย แต่! ถ้าพวกเจ้าไปไม่ทันก็อย่าโทษข้าว่าไม่มีน้ำใจ”
“ตกลง!! แล้วหอคอยที่พวกท่านจะไปคือที่ไหน?”
“หอคอยใหญ่ที่เมืองหลวง”
“นี่เจ้าจะบ้าหรือไง!! หอคอยเมืองหลวงกว่าเดินทางไปถึงก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ นี่เจ้าจงใจกลั่นแกล้งพวกเราหรือไงกัน!”
“แล้วแต่พวกเจ้าจะคิด เพราะเป้าหมายของข้าคือหอคอยที่เกิดขึ้นมาหอแรกในโลกใบนี้ หลีกไป!”
“แกมันจอมปีศาจจริงๆ นั่นแหละ”
ผู้เล่นบางคนหลุดปากพูดออกมา เคนจิหยุดชะงักทันทีแล้วมองไปยังต้นเสียง พร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารออกมา ทำให้ผู้เล่นหลายคนทรุดลงไปกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
“หากเพราะไม่ใช่ว่าข้ายังไม่แน่ใจว่าผู้เล่นจะตายจริงๆ หรือเปล่า พวกเจ้าเป็นศพไปตั้งนานแล้วเมื่อตอนที่เจ้าเรียกข้าว่าบ้า! จงสำนึกบุญคุณข้าไว้ซะ”
เมื่อเคนจิกล่าวจบก็พุ่งทะยานออกไปทันที ท่ามกลางการเหลือบมองของผู้เล่นคนอื่นๆ เมื่อเคนจิและพรรคพวกหายลับไปในความมืดมิด พวกผู้เล่นหลายคนก็เริ่มออกเดินทางทันที โดยหวังว่าจะไปทันพวกเคนจิในรุ่งเช้าของวันถัดไป
ณ โลกแห่งความเป็นจริง หลังจากเกิดการระเบิดที่ศูนย์ใหญ่การให้บริการแก่ผู้เข้าเล่นเกม Guardian and Demon ผู้ปกครองของเหล่าผู้เล่นหลายคนเริ่มตั้งกลุ่มประท้วงที่หน้าบริษัท เพื่อให้แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้เล่นหลายคนยังคงนอนสลบไสลอยู่ในเครื่องเล่นเกม และถ้าหากนำผู้เล่นออกมาจากเครื่องเล่น ผู้เล่นก็จะเสียชีวิตทันทีทำให้เป็นข่าวใหญ่ที่โด่งดังไปทั่วโลก จึงไม่มีผู้ใดกล้านำผู้เล่นออกมาจากเครื่อง แล้วทำการต่อเครื่องสำรองไฟแล้วนำเครื่องที่บรรจุผู้เล่นมารวมกัน ที่ศูนย์ผู้ประสบภัยที่พึ่งจะก่อตั้งขึ้นไม่นานเพื่อคอยสังเกตและรายงานถึงผู้เล่นอยากต่อเนื่อง ชายในชุดนักวิทยาศาสตร์ที่รอดจากการระเบิดกำลังพยายามพูดคุยกับกลุ่มคนที่มาประท้วง
“ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบคำถามนะครับ เนื่องจากคุณทาเคดะเองก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเช่นกัน ตอนนี้พวกเรานักวิทยาศาสตร์กำลังรีบเร่งค้นคว้าวิธีต่างๆ เพื่อให้ผู้เล่นฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ขอให้ผู้ชุมนุมทุกท่านโปรดรออย่างใจเย็นนะครับ”
ชายแก่ในชุดสูทกำหมัดแน่น ก่อนจะเดินออกมาจากกลุ่มอย่างเชื่องช้า พร้อมกับชี้ปลายไม้เท้าไปยังนักวิทยาศาสตร์
“พวกแกจงรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด! หากคุณหนูเจนเป็นอะไรไปล่ะก็ ฉันรับรองได้เลย ว่าต้องเกิดสงครามระหว่างประเทศแน่นอน!!”
“คุณหนูเจน? เธอคือใครกันครับ”
“เธอคือลูกสาวของพระราชา แห่งราชอาณาจักร หากลูกสาวของท่านเป็นอะไรขึ้นมา พวกแกเตรียมตัวเจอกับสงครามที่จะเกิดขึ้นเถอะ!”
ดวงดาราเกลื่อนท้องฟ้า สายลมปะทะเข้าใบหน้าทำให้เส้นผมปลิวไสว เคนจิเอนกายนอนหนุนตักหลินน้อยเหลือบมองดวงดาราที่อยู่บนนภา มือข้างหนึ่งของเขากำจี้สร้อยคอแน่น ราวกับว่ากำลังสื่อข้อความคุยกับใครบางคน
“เจ้าชาย ทำไมท่านถึงให้ข้าไปที่หอคอยที่เมืองหลวง ทั้งๆที่มีหอคอยอื่นไม่ไกลจากพวกเรามาก”
[เจ้าคิดว่ามันจะง่ายดายเพียงนั้นเลยหรือไง ข้ารู้สึกได้ถึงพยังที่ยิ่งใหญ่มาจากทิศทางนั้น มันเป็นต้นตอของพลังทั้งหมดที่แผ่กระจายไปยังหอคอยอื่นๆ หากเจ้าพิชิตมันได้สำเร็จไม่แน่อาจจะช่วยทุกคนให้กลับไปยังโลกของเจ้าในคราวเดียว]
“ข้าเป็นจอมปีศาจในสายตาของคนอื่น ไยต้องช่วยเหลือพวกมันด้วย”
[หึหึหึ! เจ้าหลอกคนทั้งโลกได้ แต่เจ้าหลอกข้าไม่ได้ แม้ตัวเจ้าจะเป็นปีศาจร้ายในสายตาของผู้คน แต่จิตใจของเจ้าก็เป็นห่วงพวกพ้องไม่ใช่หรือไง เพียงแต่ข้าบอกว่ามันอาจช่วยผู้คนได้ทั้งหมดเจ้าก็ตั้งใจจะไปที่นั่นทันที หรือเจ้าจะเปลี่ยนไปที่อื่นข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรเจ้าซะหน่อย แต่จิตใจของเจ้าต้องการจะช่วยทุกคนอยู่แล้วตั้งหาก]
เคนจิได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดสิ่งใด ได้แต่นอนมองดวงดาราที่เกลื่อนบนท้องนภา ภายในใจครุ่นคิดหากหอคอยที่เมืองหลวงคือจุดกำเนิดของพลัง บางทีการจะพาหลินน้อยกลับไปด้วยอาจจะไม่ใช่เพียงความอีกต่อไป เคนจิครุ่นคิดถึงสิ่งต่างๆ จนเผลอหลับไปในที่สุด หลินน้อยเหลือบมองเคนจิที่หลับใหล ก่อนจะบรรจงจูบเบาๆ ที่หน้าผาก แล้วใช้มือที่บอบบางค่อยๆ ลูบผมของเคนจิ ดวงตาของทากีร่าและยูริเบิกกว้างกับภาพที่อยู่เบื้องหน้า ราวกับว่าหลินน้อยรู้ถึงการจ้องมองของทั้งสองจึงหันไปยิ้มให้ สายตาของทั้งสามจ้องมองประสานกัน ปรากฏสายฟ้าขนาดเล็กฟาดฟันใส่กันอยู่กลางอากาศ ทันใดนั้นรอยย่นก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเคนจิ เหมือนกับว่าจับจิตสังหารได้ เมื่อทั้งสามเห็นดังนั้นจึงหยุดปล่อยจิตสังหาร ก่อนที่หลินน้อยจะหันกลับมาหาเคนจิตามเดิม
“หลับให้สบายเถอะสามีข้า เมื่อถึงเวลาข้าจะปลุกเจ้าจากนิทราเอง”
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว มังกรดินและคิเมร่าโบกสะบัดปีกอย่างไม่ลดละ ไม่นานดวงตะวันก็เริ่มสาดส่องแสง ปรากฏเมืองหลวงและหอคอยที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง ซึ่งขนาดของมันใหญ่โตกว่าหอคอยอื่นๆ หลายเท่า เมื่อเห็นดังนั้นหลินน้อยก็ปลุกเคนจิทันที
“เคนจิ...เคนจิ ตื่นเถอะ เรามาถึงแล้ว”
เคนจิค่อยๆ ลื่มตาตื่นขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วจ้องมองไปยังด้านหน้า พร้อมกับส่งสัญญาณให้คิเมร่าและมังกรดินร่อนลงไปที่กลางเมืองไม่ไกลจากหอคอย ท่ามกลางการเหลือบมองของผู้คน ที่แตกตื่นกับการมาของมังกรขนาดใหญ่ ต่างพากันวิ่งหนีอลหม่านเพื่อหาที่หลบซ่อนตัว เกรงกลัวว่ามังกรจะมาบุกเมือง
มังกรดินและคิเมร่าทะยานลงสู่พื้นปรากฏกลุ่มควันฟุ้งกระจายไปทั่ว เคนจิและพรรคพวกก็ลงจากหลังของพวกมันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มังกรดินจะกลายร่างเป็นมนุษย์ ส่วนคิเมร่าก็ถูกหลินน้อยร่ายเวทให้มีขนาดเล็กลง ท่ามกลางการเหลือบมองของฝูงชนที่แอบซุ่มดูในที่ปลอดภัย เมื่อเห็นว่าเป็นกลุ่มนักผจญภัยผู้มาท้าทายหอคอยสูง ฝูงชนก็เริ่มทยอยออกมาจากที่หลบซ่อนมุงดูและเริ่มถกเถียงกันถึงการมาของนักผจญภัยกลุ่มใหม่
“เหอะ!! คิดจะเอาชีวิตมาทิ้งกันอีกแล้วซินะ ข้าไม่เคยเห็นกลุ่มไหนรอดชีวิตออกมาได้แม้แต่คนเดียว”
“เฮ้ย! แกดูในกลุ่มนั้นซิ! ชายในเสื้อคลุมคนนั้นเขาคือมามอนนี้ ผู้เล่นอันดับสามที่มีชื่ออยู่ในห้าอันดับของบอร์ดนักผจญภัย บางทีเขาอาจจะพิชิตหอคอยสำเร็จก็ได้นะ”
“นั่นผู้อัญเชิญอสูรยูรินี้!! ผู้เล่นอันดับสองของบอร์ด โห!! ผู้เล่นอันดับสองและสามร่วมกันพิชิตหอคอย ข้าว่าพวกเขาต้องทำสำเร็จแน่ๆ ถ้ามีมาคัสผู้เล่นอันดับหนึ่งอยู่ด้วยล่ะก็ อย่าว่าแต่พิชิตหอคอยเลย ต่อให้ยึดครองโลกใบนี้ก็คงง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ”
“แล้ว?? คนที่เดินนำหน้านั่นใครวะ? ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย”
“เขาคือคนที่แกร่งที่สุดในเกม Guardian and Demon ไม่แปลกที่พวกเจ้าจะไม่รู้จัก เพราะเขาไม่เคยแสดงฝีมือให้พวกเจ้าเห็น และเขาก็ไม่เคยลงทะเบียนบอร์ดนักผจญภัยจึงไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าหากพวกเจ้าทำให้เขาต้องโกรธเคือง ข้ารับรองได้ว่าพวกเจ้าไม่ได้ตายแบบสบายๆ แน่นอน”
“มันเป็นใครวะ! จะเก่งกาจขนาดนั้นเลยรึไง? ข้าชักอยากลองฝีมือมันซะหน่อยแล้วซิ”
“เขาคือจอมปีศาจริชเตอร์ อยากลองก็เข้าไปซิ”
บุคคลที่กำลังจะเข้าไปท้าทายเคนจิต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินชื่อของจอมปีศาจริชเตอร์ผู้เป็นตำนานที่ถูกกล่าวขาน ร่างกายของมันถอยกลับพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า ก่อนจะเดินแหวกฝูงชนออกไปทันที เพราะเกรงว่าเคนจิจะได้ยินคำพูดของมัน เจ้าของเสียงที่กล่าวขานนามจอมปีศาจริชเตอร์ เดินแหวกฝูงชนมายืนเบื้องหน้าของกลุ่มเคนจิ ทำให้ยูริและเคนจิดวงตาเบิกโพลงกว้างจ้องมองอย่างตกตะลึง หญิงสาวผมทองในชุดรัดรูปเผยให้เห็นเนินอกที่ขาวผ่อง ดวงตาที่ใสราวกับท้องทะเลที่เปล่งประกายระยิบระยับ พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นรินไหลผ่านใบหน้า พุ่งทะยานเข้าหาเคนจิพร้อมกับตะโกนออกมาเสียงดังอย่างไม่อายใคร
“เคนจัง~~!!”
“เจน! อุ๊บ!!!”
ยูริและเคนจิพูดออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน แต่ไม่ทันที่เคนจิจะพูดต่อก็ถูกเจนสวมกอดและจูบลงไปที่ฝีปากของเคนจิแน่นขนัด ท่ามกลางการเหลือบมองที่ตกตะลึงของหลินน้อยที่เดินเคียงข้าง เคนจิค่อยๆ ดันร่างของเจนออกพร้อมกับปาดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าของเจน ท่ามกลางจิตสังหารที่แพร่กระจายมาจากหลินน้อย ในขณะนั้นเองยูริก็เดินเข้ามาแล้วถามออกไป ทำให้จิตสังหารของหลินน้อยเบาบางลง
“ยายเจน! ฉันคิดว่าเธอลาออกไปแล้วซะอีก แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“จ๊ะยูริ ฉันลาออกจากการเป็นพนักงานของ G.A.D แล้วซื้อเครื่องมาเล่นเองที่บ้าน ส่วนเรื่องที่ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ก็ที่จริงฉันก็กำลังจะออกจากเกมแล้วล่ะ ตอนนั้นฉันตายพอดีก็เลยถูกส่งไปที่ห้องโถงสีขาว อยู่ดีๆ ประตูมิติสำหรับออกจากเกมก็เกิดบิดเบี้ยวแล้วระเบิด ส่งฉันกลับมาตรงจุดที่ฉันตาย ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น จนมาหาข้อมูลที่เมืองหลวงนี่แหละถึงได้รู้ว่าโลกใบนี้มันไม่ใช่เกมอย่างที่เราเข้าใจ แต่มันคือโลกอีกใบที่เราต้องหาทางกลับไปยังโลกของเราให้ได้ ฉันจึงมาดักรอที่หอคอยทุกวันเผื่อจะเจอคนรู้จักเพื่อช่วยกันพิชิตหอคอยแล้วออกจากเกมได้ แล้วมาเจอพวกเธอเนี้ยแหละโชคดีจริงๆ พวกเธอต้องช่วยฉันให้ออกไปจากเกมนี้ให้ได้นะ ไม่อย่างนั้นต้องเกิดเรื่องใหญ่ที่โลกแน่ๆ”
ยูริทำหน้ามึนงงสงสัยในคำพูดทิ้งท้ายของเจน ไม่ทันจะได้ถามออกไปทากีร่าก็ตัดหน้าถามก่อน
“ทำไมล่ะ? เธอพูดอย่างกับว่าจะเกิดสงครามในโลกของพวกเราอย่างนั้นแหละ”
“จ๊ะ! พ่อของฉันคือพระราชา แห่งราชอาณาจักร หากท่านพ่อรู้ว่าลูกสาวของท่านติดอยู่ในนี้ เธอคิดว่าจะไม่เกิดสงครามกลางเมืองหรือไง?”
“? !!”