สัปดาห์ต่อมาผมกับอิสราต่างใช้ชีวิตเช่นเดิมเนื่องจากงานประเภทที่แตกต่างกันทำให้ผมมีโอกาสได้เห็นหน้าเธอแค่ช่วงเช้าตอนที่ประชุมร่วมกันทั้งแผนกผมลองปรับกระจกสมาร์ตกลาสฝั่งที่ติดกับห้องเธอให้เป็นโปร่งใสเพื่อหวังว่าเธอจะทำแบบเดียวกัน แต่ก็เจอแต่ความมืดทึบจากฝั่งเธอผมเคยลองเอ่ยปากชวนอิสราไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันผ่านแอปแชตยอดฮิตลำดับรองที่ชื่อว่าเดย์แชต(Theychat App)สองครั้ง แน่นอนว่าลำดับแรกคือเอ็นทีเอฟซึ่งผมสมัครไม่ได้ ส่วนแอปซัมอินไซด์ก็ไม่มีแชตส่วนตัวข่าวดีคือเธอยินยอมให้ผมส่งข้อความหาเธอได้ แต่ข่าวร้ายคือผมแห้วทั้งสองครั้ง ครั้งแรกเธอปฏิเสธด้วยคำตอบสั้นๆ ว่างานยุ่ง ส่วนอีกครั้งเธอออกทำงานภาคสนาม กลายเป็นความเผอเรอที่งี่เง่าจนน่าสมเพชถ้าใส่ใจฟังการแบ่งงานภาคเช้าให้ดีก็จะรู้ว่าอิสราไม่อยู่ที่สำนักงานผมจึงไม่กล้าชวนเธออีก
สหายเองก็เจอชะตากรรมที่แย่ยิ่งกว่าผมมองผ่านกระจกทางเดียวเห็นสหายแวะเวียนมาที่ชั้นห้าหลายครั้ง แต่อิสราไม่อยู่เป็นไปได้ว่าเธอจะไม่ตอบแชตเหมือนที่เล่าให้ผมฟังตอนปั่นจักรยาน เขาจึงไม่รู้ที่อยู่ของเธอหรือไม่อิสราก็ตั้งใจตีตัวออกห่างเย็นวันอังคารผมเห็นสหายเอาดอกไม้ช่อใหญ่มาให้อิสราถึงหน้าห้องทั้งคู่พูดอะไรกันบางอย่าง จากนั้นก็จบด้วยเธอเดินจากไปไม่ได้แตะต้องช่อดอกไม้นั้นด้วยซ้ำ ทิ้งให้สหายยืนคอตกอยู่ตรงนั้นราวห้านาทีได้
น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกเห็นใจมากกว่าสะใจในวินาทีนั้น สหายดูเหมือนผู้ร่วมชะตากรรมมากกว่าคู่แข่งในสมรภูมิรักยังไม่มีใครพิชิตใจเธอได้ บางทีหญิงสาวอาจจะอยากอยู่เป็นโสดจริง ๆหรือไม่ก็อยากหันเหเข้าสู่เส้นทางธรรม แต่ความคิดหลังคงเป็นไปไม่ได้เพราะเธอเคยยืนยันกับผมว่าไม่นับถือศาสนา
บ่ายวันพุธผมบังเอิญไปเจออิสราขณะที่เดินไปชงกาแฟเธอกำลังคุยอยู่กับชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า กฤษฎิ์ผมคุ้นเขาตอนที่เห็นเข้าร่วมประชุมช่วงเช้าชายร่างผอมสูงไว้ผมยาวกระเซอะกระเซิงในชุดเสื้อยีนส์ทับเสื้อยืดเขาเป็นนักข่าวปฐมภูมิภาคสนามเช่นเดียวกับอิสราเห็นว่ามาแทนตำแหน่งธรณีหลังจากที่ย้ายไปเป็นนักข่าวออนไลน์
“ไม่นึกว่า ฐาปนทัศน์ จะได้เป็นผู้ว่าฯม้ามืดนะเนี่ย ไม่เห็นค่อยไปหาเสียงที่ไหนเลย เราก็อุตส่าเลือกอัตลักษณ์”กฤษฎิ์พูด โทนเสียงแหลมเข้ากับท่าทางอ่อนช้อยของเขาถ้าไม่เห็นหน้าคงนึกว่าเป็นผู้หญิงคนที่เอ่ยถึงเป็นผู้สมัครอิสระที่เฉือนเอาชนะอัตลักษณ์จากพรรคอัตตาไปได้พันกว่าคะแนนเมื่อการเลือกตั้งในวันที่5 พ.ย. 2090 ที่ผ่านมา ไม่มีกะจิตกะใจตามข่าวนี้ต่อเลยรู้แค่นี้ห่อเหี่ยวจนไม่อยากถามเพื่อนแต่ละคนว่าเลือกใครบ้าง ถ้าถามทุกคนคงเต็มใจเปิดเผยคนยุคนี้พูดคุยทัศนคติทางการเมืองได้อย่างเสรี
ชายเสียงแหลมยกมือทักทายผมเมื่อเข้าใกล้อิสราเองก็ยิ้มน้อย ๆ เป็นการทักทายผมพยักหน้าให้ทั้งคู่แล้วก้าวเข้าไปกดปุ่มเลือกกาแฟเอสเปรสโซ่ที่คุ้นเคย
“ทำตามที่ตกลงกันไว้นะเดี๋ยวเราไปสัมภาษณ์คุณชาญวิทย์เอง” กฤษฎิ์บอกอิสราแล้วเตรียมจะขวาหัน
“จะไปแล้วเหรอทำไมไม่กินให้หมดก่อนล่ะ” ผมทักเมื่อเห็นควันฉุย ๆ จากแก้วกาแฟในมือเขา
“เราไม่อยากรบกวนเวลาของท่านสองคน”ชายคนนั้นเคลื่อนตัวจากไปอย่างปราดเปรียวโดยไม่รีรอคำตอบปล่อยให้ผมยืนงุนงงอยู่ตรงนั้นผมสังเกตมาตั้งแต่วันจันทร์แล้วว่าผู้คนรอบตัวผมทำตัวแปลก ๆเมื่อเห็นผมยืนคุยกับอิสรา ไม่ใช่คิดไปเอง เพราะท่าทีสัปดาห์ก่อนกับสัปดาห์นี้แตกต่างกันชัดเจนแถมวันก่อนผมยังแอบได้ยินลักษณ์คุยกับอิสราที่ร้านสะดวกซื้อใต้ตึกสำนักงานว่าทำไมอิสราจึงกล้าสนิทกับผมทั้งที่เป็นคนลึกลับไม่มีทางรู้เลยว่าผมเป็นคนยังไงเพราะตรวจสอบผ่านโซเชียลมีเดียไม่ได้จึงไม่รู้ว่าผมจะตั้งสเตตัสต่ออิสราเป็นอย่างไร ผมรู้สึกประทับใจคำตอบหญิงสาวที่ตอบกลับไปอิสราบอกว่าจะตรวจสอบผมผ่านการพูดคุยกันแบบคนสมัยก่อน
มีคำอธิบายเพียงอย่างเดียวคือทุกคนรู้ว่าผมคิดยังไงกับอิสราข่าวนี้คงแพร่สะพัดไปในทุกวงนินทาของซัมนิวส์แล้ว
“พวกเขารู้เรื่องเราสองคนเหรอ”ผมถามอิสราตรง ๆ น้ำเสียงผมเป็นปกติ ไม่ได้เกร็ง ๆ เหมือนช่วงแรก ๆ ที่คุยกับเธอหลังจากผ่านประสบการณ์ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
“คงใช่แหละ” อิสราพยักหน้าเธอตอบคำถามผมล่วงหน้า “เราก็ไม่รู้ว่าพวกเขารู้ได้ไง อาจจะเห็นท่านอยู่กับเราบ่อยๆ แล้วคิดไปเองมั้ง”
“เราก็ว่าอย่างนั้น” ผมทำทีเห็นด้วยแต่แท้จริงแล้วผมไม่เชื่อว่าพวกเขาจะกล้าเดาส่งเดช กล้ากระจายข่าวลือไปทั่วแบบนี้ต้องมีใครสักคนเป็นคนบอก เป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นไปได้แค่ไม่กี่คนคนที่ตัดไปได้ก่อนคือธรณี และตัวอิสรา นิสัยของพวกเขาทั้งสองคนไม่น่าทำเช่นนี้ก็จะเหลือเพียงรฐรักษ์ กับสหาย กับแจน
หลังจากนั้นผมกับอิสราก็แยกกันไปทำงานของตนเองในตอนเลิกงานวันนั้น โชคดีที่ผมเจอรฐรักษ์หญิงร่างท้วมเข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนปิดประตูชั้นห้าเหมือนทุกครั้งผมจึงได้มีโอกาสถามเรื่องนี้
“ท่านมาทำแบบนี้ทุกวันไม่เบื่อบ้างเหรอ”ผมเปิดประเด็น เมื่อเห็นเธอก้มลงเก็บเศษขยะชิ้นเล็ก ๆที่หุ่นยนต์ทำความสะอาดเก็บไม่เรียบร้อย
“ก็เรื่อย ๆ นะคงไม่ต่างจากท่านหรอกจริงไหม” รฐรักษ์ฉีกยิ้มเหมือนฝืน
“นั่นสิขนาดทำมาได้ไม่นานยังรู้สึกเลย” ผมสอดแทรกอารมณ์ขัน แม่บ้านสาวไม่ได้ตอบทันทีแต่เดินตรวจตราตามซอกมุมต่าง ๆ ผมเลยต้องขยับตัวตามไปติด ๆ
“ถ้าไม่ทำงานนี้ก็ไม่รู้จะไปไหนน่ะท่านมีคำแนะนำดี ๆ มั้ย” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด
“ก็ลาออกไปเป็นนักเขียนไง”ผมยังจำเรื่องที่คุยกันที่ริมน้ำตกเมื่อวันก่อนได้ดีสารภาพว่ายังไม่มีเวลาอ่านนิยายของเธอเลย
“จริงด้วยงั้นเดี๋ยวเย็นนี้เราจะไปเก็บข้าวของเลยก็แล้วกัน” รฐรักษ์ทำตาละห้อยเหมือนหดหู่ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หลงเชื่อเธอไปชั่วขณะหนึ่ง
“ล้อเล่นน่า”หญิงสาวเปลี่ยนมาหัวเราะอย่างฉับพลัน เหมือนเป็นนักแสดงมืออาชีพ“เงินแค่นั้นพอซะที่ไหน นิยายเราไม่ได้ขายดีขนาดนั้นทุกวันนี้ยังไม่กล้าเรียกตนเองว่านักเขียนอาชีพเลย”
ผมหัวเราะเบา ๆ พร้อมกับอีกฝ่ายเหมือนหัวเราะเยาะตัวเองที่โดนแกล้งมากกว่าชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าหลายเรื่องที่เธอเคยเล่าให้ฟังพูดจริงหรือล้อเล่นสงสัยว่าคนเถรตรงอย่างอิสราเลือกคบเธอได้อย่างไร
“แสดงว่าอาชีพท่านตอนนี้ก็รายได้ดีระดับหนึ่ง”ผมชวนคุยเรื่องอื่น
รู้ดีว่าตนไม่ได้เสียมารยาท คนยุคนี้ไม่ปิดบังตัวเลขเงินเดือนอยู่แล้วในแอปซัมอินไซด์เองก็มีการเปิดเผยเงินเดือนของพนักงานทุกคนไล่ไปจนถึงผู้บริหารบริษัทพร้อมทั้งแสดงสูตรการคำนวณตามค่าแรงที่ควรได้รับอย่างละเอียดเพิ่งรู้จากธรณีไม่นานนี้ว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจทุกอย่างในยุคนี้เป็นข้อมูลสาธารณะเปลี่ยนกฎหมายตั้งแต่เมื่อราวสิบปีก่อน รัฐมองว่าจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ในระยะยาวพนักงานบริษัทเอกชนก็เรียกร้องความยุติธรรมได้ง่ายขึ้นแต่ผมไม่กดเข้าเพราะมองว่ามันละเมิดความเป็นส่วนตัวมากไปดีแต่จะบาดหมางกันมากขึ้นเปล่า ๆ
“แม่บ้านก็ได้เงินไม่ต่างจากพนักงานคนอื่นๆ เท่าไหร่หรอก เราได้ต่างจากท่านแค่หลักพันเอง” รฐรักษ์ตอบในทันทีแสดงว่าเธอเคยกดเข้าไปดูโพรไฟล์ผมในแอป ไม่อาจทราบได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่และทำไม อาจเป็นแง่บวกแค่อยากรู้จักผมให้มากขึ้นก่อนไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุดที่ผ่านมาหรือแง่ลบไม่ไว้ใจผมกลัวว่าจะมาหลอกเพื่อนสนิทของเธอมีหนทางเดียวคือต้องถามเธอไปตรง ๆ ที่ตรงนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากผม รฐรักษ์และกล้องวงจรปิดระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัท
“ท่านรู้เรื่องเรากับอิสราใช่ไหม”ผมเกริ่น
รฐรักษ์ย่นคิ้ว“เรื่องที่ท่านทำสัญญาณกันขโมยห้องอิสราดังเหรอ”
“นั่นมันนานมาแล้ว ใคร ๆ ก็รู้หมายถึงสถานะเราตอนนี้สิ”
“ก็ไม่เห็นอีฟ เปลี่ยนสเตตัสนะ” รฐรักษ์ยังทำไขสือผมจ้องสายตาที่ฉายแววขบขันของอีกฝ่ายอย่างเอือมระอา ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้“ล้อเล่นน่า ท่านจีบอิสราอยู่ใช่ไหมล่ะ คนในบริษัทเมาท์กันแซ่ด”
“นั่นแหละคือประเด็นท่านรู้ไหมว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องนี้” ผมคงสีหน้าเคร่งขรึมไว้หวังว่ารฐรักษ์จะเห็นความเอาจริงเอาจังหากรู้ต้นตอของข่าวลือจะได้ระวังคนคนนั้นให้มากขึ้น
แม่บ้านสาวส่ายศีรษะ “ไม่รู้สิเราไม่ได้พูดอะไร ไม่ใช่อีฟแน่ เพราะเขาไม่คุยเรื่องนี้กับเราเราเพิ่งรู้ตอนธรณีบอกให้ทำตามแผนเลย พวกเขาอาจใส่สีตีไข่ คาดเดากันไปเองก็ได้หรือท่านคิดว่าเป็นใคร”
“บางทีอาจจะเป็นสหาย”
รฐรักษ์ยืนกอดอกท่าทางขึงขัง นาน ๆทีจะเห็นมีสาระ ผมยอมรับว่าบางครั้งก็รำคาญความขี้เล่นเกินเหตุของเธอ
“เป็นไปได้เขาอาจจะโกรธเพราะอุตส่าห์เอาดอกไม้มาขอโทษอีฟ แต่โดนปฏิเสธ”
หญิงสาวเล่าตรงกับเหตุการณ์ที่ผมเห็นเมื่อวันอังคารแต่เธอช่วยขยายรายละเอียดตามที่เพื่อนสนิทเล่าให้เพื่อนอย่างไม่ปกปิด
“สหายเอาของมาให้อีฟ แล้วมาบอกผลการดูใจแจนว่านิสัยของแจนเข้ากันไม่ได้กับตน ก็เลยย้อนกลับมาหาอีฟอีก” เธอเว้นพักหายใจช่วงสั้นๆ “สหายยังบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงความรู้สึกแจนเพราะเป็นพีพีน่าจะปรับตัวได้ไม่ยาก”
ผมรู้เรื่องนี้มาสักพักแล้วแม้ว่าความสัมพันธ์แบบพีพีจะผูกพัน เป็นขั้วตรงข้ามกับเอ็มเอ็มชัดเจนแต่ผมไม่เชื่อว่าการหักอกกันแบบนี้ จะไม่รู้สึกรู้สาอะไรถ้าผมเป็นแจนก็คงทั้งโกรธทั้งเกลียดสหายที่ทิ้งไปอยู่ดี
“อีฟขอบคุณสหาย แต่บอกปฏิเสธไปมองว่าเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน” รฐรักษ์เล่าต่อ
ผมไม่บอกว่าแอบรู้ตอนจบนี้แล้วอยากให้เพื่อนเผยสิ่งที่รู้ออกมาให้หมดเปลือกโดยไม่ถูกรบกวนหญิงร่างท้วมเว้นจังหวะเหมือนกำลังเขียนนิยายสหายยืนกรานที่จะเอาของที่อุตส่าห์ซื้อมามอบให้คนที่เขาชอบให้ได้แต่ทันใดนั้นอิสราก็ยกมือห้ามแล้วพูดเสียงแข็ง ถ้าเขายืนกรานจะให้ เธอก็จะถนอมน้ำใจรับไว้จากนั้นจะบริจาคให้บริษัทเอาไปประดับตกแต่งห้องประชุมแทนชายหนุ่มได้ยินก็ยืนคอตกแบบที่ผมเห็น ทว่าวันต่อ ๆมาผมก็เห็นนักข่าวสาวคุยเรื่องงานกับสหาย และแจนตามปกติเพียงแต่เธอใช้เวลาร่วมกับเขาน้อยลงชัดเจนเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนอิสราแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้อย่างเป็นมืออาชีพ
รฐรักษ์ปิดประตูชั้นห้าแล้วก้าวลงลิฟต์ไปพร้อมผม ระหว่างนี้จึงได้โอกาสถามลงลึกเกี่ยวกับแฟนเก่าอิสราข้อมูลนี้ปรากฏชัดเจนในเอ็นทีเอฟของเธอ
“อีฟเป็นคนที่พิถีพิถันในเรื่องนี้มากเท่าที่เรารู้คือ ไม่มีใครพิชิตใจเขาได้มาแปดปีแล้ว”รฐรักษ์ตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ราวกับว่าเธอเองก็ลุ้นให้เพื่อนมีแฟนใหม่เสียที
“เขาเป็นใครเพื่อนที่โรงเรียนมัธยมเหรอ”
“ใช่ เขาชื่อ คลอว์อีฟบอกว่าไม่ได้คุยกับเขามานานมากแล้ว”
หญิงสาวเล่าต่อคร่าว ๆสมกับเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของอิสรานักข่าวสาวเลิกกับแฟนเก่าเพราะฝ่ายชายหันไปสนใจเรื่องเรียนกับเรื่องการงานมากเกินไปผมฟังไปก็นึกถึงใบหน้าธรณีควบคู่ไปตลอด คลอว์บ้างานไม่ต่างจากเขา
“ตอนนี้ใคร ๆ ก็มีโอกาสทั้งนั้นยังไงเราก็เคารพการตัดสินใจของอีฟ” รฐรักษ์กล่าวทิ้งท้ายเธอยิ้มพร้อมกับยักคิ้วให้ผมเหมือนส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ
ธรณีพูดถูกผมเงยหน้ามองไปยังแสงสว่างรำไรที่อยู่ท่ามกลางก้อนเมฆดำทะมึนเมื่อวานนี้อิสราเพิ่งส่งรูปที่เธอถ่ายให้ผมที่หมู่บ้านบงชัยมาทางแชต เธอบอกว่าขอโทษที่ช้าเพิ่งมีเวลาคัดสรรรูปที่ค้างในกล้อง ผมสารภาพว่าไม่ได้รู้สึกอยากเอาผิดเธอเลยระยะเวลาสี่วันก็ไม่ได้เนิ่นนานอะไร ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกมีหวัง
อย่างน้อยผมก็ไม่ไร้ตัวตนในสายตาเธอ
ผมเข้าประชุมการแบ่งงานในวันศุกร์เช้าพร้อมกับพนักงานแผนกการเมืองคนอื่นๆ เหมือนทุกครั้ง ไมตรีมาตรงเวลาตามระเบียบและไม่รอช้าสั่งงานให้ทุกคนอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วราวกับเครื่องจักรหัวข้อข่าวที่ผมเสนอเริ่มได้รับการตอบรับมากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน การอ่านบทความหรือข่าวสารวันละร้อย ๆ หน้าทำให้ทักษะของผมพัฒนาขึ้นมากไม่เกรงกลัวอีกว่าจะได้หัวข้ออะไรใหม่ ไมตรีแจกจ่ายหัวข้อข่าวที่จะทำให้กับผมนิกรณ์ และสิรินคนละแปดเรื่องเท่า ๆ กัน จากนั้นก็วนมาถึงคิวของอิสรา
“วันพรุ่งนี้ท่านยังสะดวกดิวตามที่เราตกลงกันอยู่ใช่ไหม”
“ได้ค่ะ จะไปดูพร้อมกันทีเดียวเรื่องการเรียกร้องแปรรูปการไฟฟ้ากลับเป็นของรัฐใช่ไหมค่ะ” อิสราตอบการที่ไมตรีพยักหน้าแสดงว่าเขาคงตกลงกับเธอไว้แล้ว ผมรู้ว่าองค์กรที่ชื่อว่า ‘กลุ่มปลดแอก’มีนัดพูดเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจบนเวทีหนึ่งในพื้นที่เอฟอีเอพรุ่งนี้
“แล้วท่านหาผู้ติดตามได้รึยังแบร์กับลักษณ์ยังลาพักร้อนอยู่ใช่ไหม”
สิ่งที่ไมตรีพูดเป็นข่าวใหม่สำหรับผมตอนแรกได้ยินแค่ว่าอิสราอาสาไปทำข่าวในพื้นที่เอฟอีเอจังหวัดเราพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันเสาร์โดยได้ดึงค่าตอบแทนโดยมาจากวันอังคารถัดไปแทนเหมือนโยกย้ายวันทำงานเฉพาะกิจเนื่องจากมีเหตุการณ์พิเศษทางการเมืองผมเพิ่งรู้ว่าผู้ช่วยของอิสราทั้งสองคนไม่ว่างอีกแล้วพอเป็นวันเสาร์ทำให้โยกย้ายคนจากแผนกอื่นไปทำงานได้ยากผมกำลังจะรวบรวมความกล้ายกมือเสนอตัวไปช่วยอิสราถ่ายภาพเหมือนครั้งก่อน
“มีแล้วค่ะ” อิสราตอบ ผมชะงัก หัวใจพลันเต้นระรัวหรือว่าเธอเผื่อที่ว่างนั้นไว้ให้ผมในใจแล้ว
“ใครกัน...ประชาเหรอ”ไมตรีหันมาทางผมสลับกับเธอ ทุกสายตาในที่นี้กำลังจดจ้องผม ยิ่งทำให้ขนลุกชัน
“สหายค่ะ”
คำตอบของอิสราทำให้ผมแข็งค้างไปทั้งร่างแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ทำไมเธอถึงไปเลือกเจ้าบ้านั่น เขาไม่ได้อยู่ในแผนกนี้ด้วยซ้ำผมพยายามสอดส่ายสายตาหาตัวช่วยแต่ลืมไปว่าวันนี้ธรณีลาพักผ่อนด้วยภารกิจส่วนตัวเช่นกันความหึงหวงทำให้ผมเลือดขึ้นหน้า ผมรู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่างด้วยตัวเอง
“แต่...เขาอยู่ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลนี่ครับคนละแผนกกับเราไม่ใช่เหรอ” ผมแย้งขึ้นกลางวงสนทนาทันใดนั้นก็มีเสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาจากกลุ่มผู้ร่วมประชุมที่ยืนอยู่วงนอกสุดผมไม่ได้อยากเป็นเป้าสายตา แต่ในเมื่อไม่มีใครช่วย ก็คงต้องสู้ด้วยตัวเอง
“อิสรา ท่านมีความเห็นว่ายังไง”ไมตรีเบนสายตาจากผมไปที่นักข่าวสาว
“เขาเสนอตัวก่อนค่ะ”อิสราแก้ต่างด้วยตนเอง “เรื่องอยู่ต่างแผนกคงไม่เป็นไร ยังไงก็ได้ค่าตอบแทนเท่ากัน”
“แต่ว่าเขาอาจจะไม่รอบรู้ด้านนี้เพียงพอ”ผมยังไม่ลดละความพยายาม
อยู่ ๆ ไมตรีก็หัวเราะขึ้นมาเสียงดังแล้วหันมาทางผม “ตั้งแต่เรารู้จักเขามา สหายสนใจเรื่องการเมืองมาตลอดเรามั่นใจว่าความรู้เขาดีกว่าคนในแผนกเราหลาย ๆ คนซะอีก เรายังเคยรบเร้ามาทำงานแผนกการเมืองเลยแต่เขาไม่ยอม เพราะชอบงานทีมฟีดแบ็กมากกว่า”
ผมเถียงไม่ออกเลยต้องปล่อยไปตามนั้นพอประชุมเสร็จไมตรีก็ตรงเข้าไปคุยกับอิสราเพิ่มเติม อาจจะบรีฟงานวันพรุ่งนี้ก็ได้ถ้าผมเข้าไปก้าวก่ายจะดูผิดสังเกตจนเกินไปช่วงทำงานทั้งวันก็ไม่ได้เจอเธออีกจึงไม่มีโอกาสถามเธอต่อหน้า ผมยอมรับว่าไม่กล้าแชตถามเธอตรงๆ จะดูแสดงความหึงหวงชัดเจนเกินไป ในเมื่อมุมมองตอนนี้ไม่ว่าผม หรือสหายก็เป็นเพียงเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเธอ ไม่ได้มีใครจับจองเป็นเจ้าของแต่แรก
ความกังวลนี้วนเวียนมาในสมองเป็นพักๆ จนไม่มีสมาธิทำงาน ผมทำเสร็จช้ากว่าปกติ รู้ตัวอีกทีก็ปาเข้าไปสี่โมงห้านาทีถึงตอนนั้นห้องทำงานอิสราก็ว่างเปล่าแล้ว
--------------------