“ท่านเทพต้นไม้ ให้ข้าไปเถอะขอรับ”
เสียงเอ่ยเรียกดังขึ้นปีศาจกระทิงหยัดกายขึ้นพลางจ้องมองตรงมาที่อวี๋จื่ออวี๋ด้วยดวงตาที่ใหญ่ราวกระดิ่ง
“ไม่ได้”
อวี๋จื่ออวี๋ปฏิเสธคำขอของปีศาจกระทิงโดยไร้ความลังเล
พวกสัตว์ร้ายต่างจากมนุษย์ที่ไม่มีเครื่องมือสื่อสารหากคลาดกันในป่าเขามหึมา นับว่ามืดแปดด้านยากจะหาตัวพบ
ซ้ำร้ายทะเลทรายทางเหนือนั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนักลำพังปีศาจกระทิงจะเอาอะไรไปตามหานางจนพบตัว
“ท่านเทพต้นไม้...”
ปีศาจกระทิงวิงวอนอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจังถึงที่สุด
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ต่อให้เจ้าจะตามหาเก้าหางจนเจอ แต่ด้วยระดับพลังของเจ้าในเวลานี้มันยากที่จะรับมือกับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายในทะเลทรายนั่น”
ในจังหวะนั้นอวี๋จื่ออวี๋สังเกตเห็นแววตาที่ผิดหวังของปีศาจกระทิงวูบหนึ่ง
“เฮ้อ”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจยาวรู้สึกไม่สบายใจนักจึงกล่าวเสริม
“หากเจ้าสามารถเลื่อนระดับพลังได้สำเร็จข้าจะอนุญาตให้ออกไปตามหานาง”
“เลื่อนระดับหรือขอรับ?”
ปีศาจกระทิงพึมพำออกมาแววตาที่หม่นหมองกลับมาเป็นประกายอีกครั้ง มันสะบัดหางด้วยความตื่นเต้นทันที
ทันใดนั้น ราวกับตัดสินใจได้ปีศาจกระทิงจึงเอ่ยปากขอ
“ท่านเทพต้นไม้ท่านจะอนุญาตให้ข้าเข้าไปในลานหินวิญญาณได้หรือไม่?”
“ได้สิ”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางมองตามแผ่นหลังของปีศาจกระทิงที่เดินตรงเข้าสู่พื้นที่ใต้ดินลึก
หากพูดถึงพรสวรรค์ปีศาจกระทิงอาจไม่ได้โดดเด่นที่สุดในกลุ่มสัตว์เดินดิน
แต่สิ่งที่มันมีคือความขยันหมั่นเพียรเป็นเลิศ
ถึงแม้มันจะเอาแต่นอนนิ่งๆอยู่ข้างกายอวี๋จื่ออวี๋ทั้งวันแต่มันกลับคอยลอบดูดซับไอพลังวิญญาณที่อวี๋จื่ออวี๋แผ่ออกมาตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้เจ้ากระทิงจึงก้าวมาถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าสูงสุดด้วยการสั่งสมพลังมาอย่างยาวนานขาดเพียงก้าวเดียวเท่านั้นที่จะบรรลุระดับถัดไป
และการที่มันขอนอนที่ลานหินวิญญาณในยามนี้...หากไม่มีอะไรผิดพลาด มันคงกำลังใกล้จะทะลวงระดับแล้ว
อย่างไรเสียคุณสมบัติของหินวิญญาณธาตุดินก็สอดคล้องกับตัวมันอย่างยิ่ง...
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาว
หากไม่ใช่เพื่อเก้าหางเจ้ากระทิงตัวนี้คงจะเลือกสั่งสมรากฐานอยู่ข้างกายร่างหลักของเขาต่อไปอีกหลายสัปดาห์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรากฐานที่มั่นคงในวันหน้า
“เจ้ากระทิงโง่เอ๊ย”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำอย่างเอ็นดูก่อนจะเริ่มโคจรพลังเพื่อดูดซับพลังวิญญาณจากหินวิญญาณธาตุดินผ่านทางรากไม้ที่ฝังลึกอยู่ใต้ปฐพี
ไม่นานหลังจากนั้น
“ตูม...”
พร้อมกับการไหลเวียนของพลังวังวนพลังวิญญาณมหาศาลก็พวยพุ่งขึ้นรอบตัวเขาจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
เพียงชั่วพริบตาเดียวมันก็ขยายอาณาเขตไปทั่วทั้งหุบเขาเป่ยอวี่
มองจากที่ไกลๆจะเห็นพายุหมุนขนาดมหึมาพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าม้วนเอาหมอกควันรอบตัวไปจนดูอลังการยิ่งนัก
“นายท่าน นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เสือขาวส่งเสียงคำรามต่ำพลางมองดูความเกรียงไกรนี้ด้วยความหวาดหวั่น
“น่าจะเป็นการฝึกฝนของนายท่านน่ะ”
มดทองคำยืนกอดอกอยู่บนยอดต้นไม้ใหญ่พลางตอบกลับด้วยเสียงทุ้ม
ทว่าลึกๆในใจของมดทองคำเองก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
ลำพังเพียงการฝึกฝนยังสร้างความสั่นสะเทือนได้ถึงเพียงนี้แท้จริงแล้วนายท่านจะแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?
....
ในยามนั้นภายในพายุหมุนกลับปรากฏกระแสลมสีเหลืองสายหนึ่งลอยล่องขึ้นมา
มันดูหนาแน่นและเก่าแก่ราวกับไอแห่งพระแม่ธรณีที่พร้อมจะโอบอุ้มสรรพสิ่ง
“พลังแห่งปฐพีงั้นหรือ”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำพลางนัยน์ตาสั่นไหว
นี่คือแก่นแท้ของพลังที่เขากลั่นออกมาจากการดูดซับหินวิญญาณธาตุดินจำนวนมหาศาล
ทว่าแก่นแท้นี้มีความเข้มข้นจนเกินไปเกินกว่าที่สัตว์ร้ายระดับแรกเริ่มจะรองรับไหว
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจยาวร่างหลักของเขาพลันเกิดแรงดึงดูดมหาศาลพุ่งออกมา
ภายใต้การควบคุมของเขาพลังแห่งปฐพีถูกชักนำให้พันรอบร่างหลักดุจดั่งมังกร
ในขณะเดียวกันบุปผาแห่งศิลาก็เริ่มผลิบานอย่างเงียบเชียบอยู่บนยอดไม้ของเขาทีละดอกๆ
[บุปผาแห่งศิลา -ดอกไม้วิญญาณธาตุดินที่มีพลังเหนือกว่าน้ำบำรุงชีวิตมหาศาลส่งผลดีอย่างยิ่งต่อสัตว์ร้ายธาตุดิน]
อวี๋จื่ออวี๋อาศัยจังหวะที่ดูดซับหินวิญญาณธาตุดินกลั่นเอาบุปผาแห่งศิลาเหล่านี้ออกมา
ทว่าเขาก็สัมผัสได้ว่าความผูกพันระหว่างตัวเขากับผืนดินเบื้องล่างนั้นแน่นแฟ้นขึ้นไปอีกระดับ
เขาเงยหน้าขึ้น และเพียงแค่ทอดสายตามองผืนดินเบื้องหน้าพลันสั่นสะเทือนรุนแรง
ทันใดนั้น
เสียง “ตูม!”ดังสนั่น กำแพงดินสูงสามเมตรผุดขึ้นจากดินในพริบตา
“การควบคุมธาตุดินดูเหมือนจะรุดหน้าขึ้นอีกหลายส่วน”
เขาไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี
ดีใจที่การดูดซับหินวิญญาณนี้ทำให้พลังวิญญาณและการควบคุมธาตุพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
นั่นหมายถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูนขึ้นอีกขั้น
หรือเสียใจที่ความผูกพันลึกซึ้งกับผืนดินนี้กำลังกลายเป็นโซ่ตรวนที่กักขังเขาไว้กับที่แห่งนี้ไปโดยปริยาย
ตามการคาดเดาหากเขาใช้หินวิญญาณธาตุดินเพื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองในอนาคตเขาก็คงไม่ต่างจากนักโทษที่ถูกพันธนาการไว้กับปฐพีลึก
เพราะพลังแห่งปฐพีในยามนี้หนาแน่นจนเกินไปแล้ว
และเนื่องจากเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์สายธาตุดินโดยตรงการดูดซับมันมากเกินไปย่อมส่งผลกระทบที่ตามมาแน่นอน
อวี๋จื่ออวี๋ส่ายหน้าพลางปัดความกังวลนั้นทิ้งไป
ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ขอเพียงเวลาอีกสักพัก เขาน่าจะหาทางจัดการกับผลกระทบนี้ได้
และสิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือการช่วยปีศาจกระทิงให้เลื่อนระดับได้สำเร็จ
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงส่งกิ่งก้านไปเด็ดบุปผาแห่งศิลาที่ผลิบานบนร่างหลักก่อนจะโยนพวกมันลงสู่โพรงดินเบื้องล่าง
....
ณ ลานกว้างใต้ดิน
พื้นที่แห่งนี้ถูกขัดเกลามาอย่างยาวนานโดยอวี๋จื่ออวี๋และเหล่าสัตว์ป่าจนพื้นผิวหินวิญญาณธาตุดินนั้นเรียบเนียนและแผ่รัศมีจางๆ ออกมา
ภาพที่เห็นในยามนี้ประหนึ่งพื้นดินถูกปูไว้ด้วยชั้นคริสตัลอันงดงาม
ในบางจุดหินวิญญาณดูจะหม่นแสงลงบ้างเนื่องจากเหล่าสัตว์ร้ายดูดซับพลังไป
ทว่าความหม่นแสงนั้นกลับไม่ได้ทำให้ความงามลดลงแต่มันกลับทำให้ลานแห่งนี้ดูอบอุ่นและนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด
ยามนี้ปีศาจกระทิงนอนหมอบอยู่ในมุมหนึ่งที่แสงสว่างหม่นที่สุดของลานกว้าง
นี่คือสถานที่บำเพ็ญเพียรส่วนตัวของมัน
ในฐานะสัตว์ธาตุดินความเร็วในการดูดซับพลังของมันนั้นน่าทึ่งจนทำให้หินวิญญาณรอบตัวมันไร้ซึ่งรัศมีแสง
ทันใดนั้น ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งปีศาจกระทิงรีบพยุงกายขึ้นมาทันที
มันเงยหน้าขึ้นและเห็นดอกไม้จำนวนหนึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบนทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับเป็นสิ่งที่มันคุ้นเคยที่สุด
“มอ...”
ปีศาจกระทิงตื่นเต้นอย่างยิ่งนัยน์ตาปรากฏร่องรอยแห่งความตื้นตันจนมีประกายน้ำใสๆ พาดผ่าน
“ท่าน... เทพ... ต้นไม้...”
ปีศาจกระทิงพึมพำออกมาด้วยความซาบซึ้งใจยามนี้ความจงรักภักดีที่มันมีต่ออวี๋จื่ออวี๋นั้นมั่นคงจนไร้ที่ติ
มันรู้ดีว่าอวี๋จื่ออวี๋ไม่ควรดูดซับพลังปฐพีมากเกินควร
ทว่ายามนี้ เพื่อที่จะช่วยมันท่านเทพต้นไม้กลับยอมเสี่ยงดูดซับพลังเหล่านั้นอีกครั้งเพื่อกลั่นบุปผาแห่งศิลามาให้
พระคุณที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ปีศาจกระทิงอย่างมันจะต้องทดแทนอย่างไรจึงจะหมด?