Survival Games [เกมส์แห่งการเอาชีวิตรอด]

    SS2 No.61 จุติ [3]

    จู่ๆ ร่างของกันต์ก็โผล่มาอยู่ในเส้นทางที่แปลกออกไป แม้จะเป็นเส้นทางที่ตรงไปอย่างเดียว และดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่ที่น่าหวาดกลัวกว่าคือ เปลวเพลิงสีดำที่ปะทุออกมาเป็นระยะตลอดสองข้างทาง แม้ว่ากันต์จะยืนอยู่ห่างจากเปลวเพลิงสีดำนั่นไกลพอสมควร ทว่าไอความร้อนนั่นก็รุนแรงมาก จนแทบจะแผดเผาร่างกายของเขาได้เลย
    กันต์จับจ้องไปที่เปลวเพลิงสีดำอย่างไม่ละสายตา ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมามุมปากเล็กน้อย ราวกับพบเจอช่องโหว่บางอย่างในเปลวเพลิงนั่น พลางรีบวอร์มอัพร่างกายอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาทำการเช็คสภาพร่างกายของตัวเองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็พบว่าความสามารถของเขาอยู่ครบถ้วน เพียงแค่ไม่สามารถเรียกไอเทมออกจากระบบได้เท่านั้น
    เมื่อกันต์มองเห็นเส้นทางอย่างทะลุปรุโปร่แล้ว เขาก็ย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อม
    "ฟู่ววว!!"
    ทันทีที่เปลวเพลิงสีดำปะทุขึ้นมาอีกครั้ง กันต์ก็รีบดีดตัวพุ่งตรงฝ่าเข้าไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อมาถึงจุดที่เปลวเพลิงนั่นปะทุออกมา ปลวเพลิงสีดำนั่นก็วูบดับลงไป พร้อมๆ กับเปลวเพลิงสีดำที่จุดใหม่ปะทุขึ้นมาแทน แล้วกันต์ก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงจุดที่เปลวเพลิงสุดท้ายที่กำลังปะทุ
    ในเวลานี้ใบหน้าของกันต์และสภาพร่างกายของกันต์ มีรอยไหม้บางๆ ผุดขึ้นมาหลายสิบจุด ทว่าความเร็วของเขาก็ไม่ได้ลดลงเลยสักนิด ราวกับว่าหากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ชีวิตของเขาคงได้จบลงที่นี่อย่างแน่นอน เมื่อกันต์สามารถผ่านด่านเปลวเพลิงสีดำมาได้ เขาก็พบกับประตูบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน เสมือนการบอกว่านี่คือประตูเพื่อเข้าสู่ด่านต่อไป
    "หวังว่ามันจะคุ้มค่าพลังที่ฉันจะได้นะ!!" กัันต์สบถขึ้นหลังจากที่ผ่านด่านแรกมาได้
    แม้ว่าเขาจะสามารถผ่านมันมาได้อย่างง่ายดาย ทว่าร่างกายของเขาเองก็ถูกเปลวเพลิงนั่นเผาไหม้ร่างกายไปบางส่วน ที่สำคัญอารมณ์ต่างๆ กับความรู้สึกเจ็บปวดในช่วงการทดสอบนี่ก็เป็นของจริง ถึงเขาจะพยายามไม่แสดงมันออกมาก็ตามที ขณะที่เขาหายใจ เข้า-ออก ชั่วครู่เพื่อให้จิตใจของเขาสงบลง และเมื่อสภาวะจิตใจของเขาคงที่แล้ว เขาก็ผลักประตูเข้าสู่ด่านต่อไปในทันที
    เมื่อมาถึงด่านที่สองดวงตาของกันต์ถึงกับเบิกกว้างขึ้น เพราะในขณะนี้มีองค์รักษ์สิบตน กำลังรอต้อนรับเขาอยู่ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องเบิกตากว้างขึ้นก็คือ เหล่าทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังองค์รักษ์ทั้งสิบตน ที่ราวกับเป็นกองทัพใหญ่ ซึ่งแต่ละส่วนถ้ากะประมาณจากสายตาคร่าวๆ แล้ว ไม่ต่ำกว่าทัพละหมื่นตนอย่างแน่นอน
    กันต์รีบหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาสิ่งที่เขาสามารถใช้เป็นอาวุธได้ ทว่าสีหน้าของเขาก็ต้องผิดหวังลงอีกครั้ง เมื่อมันไม่มีสิ่งที่ว่านั่นอยู่เลย ฉะนั้นแล้วอาวุธที่สามารถหามาได้ ก็คงต้องปล้นเอาจากพวกองค์รักษ์หรือไม่ก็เหล่าทหารซึ่งๆ หน้า แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของกันต์กลับกำลังปรากฏรอยยิ้มเย็นยะเยือก
    "อยากรู้จังคนที่ผ่านด่านพวกนี้ได้ มันจะมีพลังซักแค่ไหนกันเชียว!!" สิ้นเสียงของกันต์เขาก็รีบดีดตัวอย่างสุดแรง พุ่งเข้าใส่กองทัพขนาดใหญ่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็วในทันที
    "ตู้มมมมมมมมมม!!!!" ----------------------------------------------------------
    เหล่าเงาทมิฬลึกลับที่ส่งกันต์เข้าไปทดสอบ เพื่อรับช่วงต่อพลังของพวกเขา ได้แต่มองภาพที่ปรากฏออกมาอย่างอึ้งๆ เพราะแค่ด่านแรกพวกที่ถูกส่งไปทดสอบ ก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ หรือนับสิบๆ ปี เพื่อค้นหาช่องโหว่จากเปลวเพลิงสีดำ ที่สามารถเผาผลาญร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเขาได้ แม้แต่เหล่าเงาทมิฬที่เคยเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ ยังต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เลยด้วยซ้ำ
    ทว่ามนุษย์ที่เข้าทดสอบตรงหน้า กลับใช้เวลาแค่เพียงไม่กี่อึดใจ ก็สามารถผ่านมันไปได้อย่างดาย แถมเมื่อเข้าสู่ด่านที่สองเหล่าผู้เข้าทดสอบส่วนมาก จะใช้การต่อสู้และถอยกลับมาตั้งหลักเพื่อพักผ่อนเอาแรง แต่มนุษย์ผู้นี้กลับเข้าไปอยู่ท่ามกลางวงล้อม และอาศัยการชุลมุนเพื่อทำลายกระบวนทัพของศัตรู ทั้งยังอาศัยจังหวะนี้กำจัดพวกมันไปในเวลาเดียวกันด้วย
    "ข้าว่าเจ้าหนูนี่เหมาะกับการทดสอบเป็นทายาท ของจักรพรรดิแห่งการทำลายล้างมากกว่านะ!!" เงาทมิฬที่นั่งอยู่เก้าอี้ตัวที่สามเอ่ยขึ้น
    "แต่ข้าว่าเหมาะจะเป็นทายาทของจักรพรรดิรอบรู้สรรพสิ่งมากกว่านะ" เงาทมิฬที่นั่งอยู่เก้าอี้ตัวที่เจ็ดเอ่ยขึ้นบ้าง
    "ถ้าดูจากการสังหารโหดแบบนั้น ข้าว่าจักรพรรดินักล่าน่าจะเหมาะกว่านะ!!" เงาทมิฬที่นั่งเก้าอี้ตัวที่สองสวนกลับในทันควัน ในขณะที่เงาทมิฬตนอื่นๆ กำลังจะเอ่ยความคิดเห็นขึ้นบ้างก็ถูกเสียงของเงาทมิฬที่นั่งบนบัลลังก์เอ่ยขัดเสียก่อน
    "แล้วพวกเจ้าอยากจะยกทายาทที่แข็งแกร่ง ดุดัน รอบรู้ และอาจมีเพียงแค่มนุษย์ผู้นั้น ให้กับจักรพรรดิตนอื่นๆ รึไงกัน" สิ้นเสียงเงาทมิฬบนบัลลังก์ เงาทมิฬตนอื่นๆ ก็พากันเงียบกริบในทันที ก่อนที่เงาทมิฬบนบัลลังก์จะเอ่ยต่อ "ข้าว่าเจ้ามนุษย์ผู้นี้ อาจเป็นคนที่ไกอา [พระเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว] คาดหวังเอาไว้ก็ได้"
    ในคราวนี้เงาทมิฬทุกตนภายในห้องโถง ต่างก็พากันพยักหน้าตอบรับ และมีความคิดเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด
    ----------------------------------------------------------
    โลกภายนอก
    ชายชราที่ดูใจดีและอบอุ่นในคราแรก ตอนนี้สีหน้าของมันเริ่มบูดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากมนุษย์ผู้นั้น เริ่มที่จะมีความเสถียรและมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า การจุติของมนุษย์ผู้นั้น อาจมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จ และราชันย์ตนที่ 8 ก็จะถือกำเนิดขึ้น ซึ่งมันจะไม่ยอมให้มีเหตุการณ์เช่นนั้นแน่นอน
    สำหรับตัวมันที่ได้รับพลังของจักรพรรดิมาได้นับแสนปี แต่ด้วยองค์ความรู้และความสามารถของมัน ทำให้ตัวมันไม่สามารถกลายเป็นจักรพรรดิได้ ทุกวันนี้ตัวมันจึงเป็นได้แค่เพียงราชันย์ที่มีพลังอำนาจเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั่วไปเท่านั้น ซึ่งมันจะไม่มีทางยอมให้ราชันย์ตนอื่นๆ แซงหน้าไปได้อย่างแน่นอน
    ที่มันมาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อรอจังหวะสุดท้ายของกระบวนการรับช่วงพลัง ซึ่งจะเป็นช่วงที่ราชันย์ที่กำเนิดใหม่อ่อนแอที่สุด เพื่อที่จะทำลายการกำเนิดของราชันย์ตนที่แปด เหมือนครั้งที่มันได้ทำลายจอมมารรุ่นแรกนั่นเอง
    "วู้บบบบบ!!!!"
    จู่ๆ ร่างของคริสก็ถูกดูดหายไปต่อหน้าต่อตาของชายชรา ก่อนที่มันจะเบิกตากว้างขึ้นเมื่อได้เห็นบุคคลที่มันคุ้นเคย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหี้ยมเกรียม
    "แค่ราชันย์ที่อ่อนประสบการณ์ กล้าดียังไงคิดจะมาขัดขวางแผนของข้า เรย์ร่า!!"
    "ไม่เจอกันนานนะตาแก่พรีอุส การจุติครั้งก่อนเจ้าทำข้าเอาไว้แสบเหมือนกันนะ" เรย์ร่าตอบกลับด้วยท่าทีที่หยิ่งยะโสเช่นกัน
    "คราวก่อนถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าโง่นั่น แกได้ตายที่สนามรบนั่นไปแล้ว" พรีอุสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก
    "หึ ตาแก่ลอบกัดเช่นเจ้า ยังกล้าปากดีอีกรึ!!" เรย์ร่าสวนกลับอย่างเฉือดเฉือน
    ทำเอาคนนอกอย่างคริสที่ถูกมือของเรย์ร่า คว้าตัวเธอออกมาจากชายชราที่เธอเพิ่งจะได้รู้ชื่อเมื่อสักครู่ กำลังแสดงสีหน้างวยงงเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกได้แค่ว่าทั้งสองคนนี้จะต้องมีความแค้นอะไรที่ฝังลึกกันอย่างแน่นอน พลางได้แต่ทบทวนชื่อพรีอุสอยู่ในใจอย่างเงียบๆ ก่อนที่สีหน้าของเธอจะแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลง
    เมื่อเธอเริ่มจำได้แล้วว่า พรีอุส ก็คือหนึ่งพระเจ้าทั้ง 7 ของโลกวาเรี่ยน และถูกขนานนามว่า เทพแห่งท้องทะเลที่บ้าคลั่ง เพราะรูปลักษณ์ภายนอก กับฉายาของพรีอุสนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เธอไม่ได้ฉุกใจคิดเรื่องเหล่า อีกทั้งเธอเป็นห่วงความปลอดภัยของกันต์ จนแทบไม่ได้สนใจสิ่งอื่นๆ เลย ก่อนจะถูกเสียงของเรย์ร่าดังขึ้นเรียกสติ
    "ยัยหนูปีศาจ ไปเฝ้าคู่พันธะสัญญาของเจ้าให้ดีๆ ตาแก่นั่นมาที่นี่เพื่อดับลมหายใจของราชันย์ที่กำลังจะถือกำเนิด ข้าจะพยายามถ่วงเวลาตาแก่นั่น ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้าและตัวของมนุษย์ผู้นั้น"
    สิ้นเสียงของเรย์ร่า ร่างของคริสก็โยนไปยังทิศทางของกันต์ในทันที ก่อนจะได้ยินเสียงการต่อสู้ที่รุนแรงดังมากขึ้นเรื่อยๆ ยังดีที่ว่าพลังที่แผ่ขยายออกมาจากกันต์ เริ่มวนลูปกลับเข้าร่างของเขาแล้ว ทำให้คริสสามารถเข้าใกล้กับร่างของกันต์ได้ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะไปถึงร่างของกันต์ จู่ๆ กันต์ก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของเธอ โดยที่ในมือขวาอุ้มเจ้าอสูรระดับ 5 ที่ตอนนี้เชื่องยังกับลูกแมว
    "เจ้าน่ะรึ!! คู่พันธะสัญญาของว่าที่จักรพรรดิรุ่นที่ 8"
    น้ำเสียงของกันต์ในเวลานี้ราวกับเสียงของเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์ ที่ไพเราะจนเหล่าผู้ที่ได้ยินต้องหลงใหลและเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน ขณะที่มือซ้ายของกันต์กำลังคางของคริส แล้วเชิดหน้าเธอขึ้นมาเพื่อมองดูเต็มๆ ตา ส่วนคริสนั้นกลับไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ ราวกับว่าเธอถูกตรึงร่างเอาไว้ก็ไม่ปาน
    "เฮ้อออ!! ช่างไม่มีความงดงามเอาเสียเลย แถมยังอ่อนแอซะเหลือเกิน ไม่มีอะไรที่คู่ควรกันเลยสักนิด" กันต์ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับเทพธิดา แต่ก็แฝงไปด้วยความเย้ยหยันเช่นกัน ทำเอาคริสถึงกับสะอึกกับคำพูดประโยคนั้น ก่อนที่กันต์จะแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ที่พรีอุสกับเรย์ร่ากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
    "ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมภัยพิบัติที่ร้ายแรงถึงได้เกิดขึ้น!!"
    ----------------------------------------------------------
    กลับมาทางด้านของกันต์ที่ตอนนี้ เขาได้มาถึงด่านสุดท้ายของการทดสอบ พร้อมกับสภาพร่างกายที่อ่อนล้าอย่างถึงขีดสุด เพราะในแต่ละชั้นถ้าไม่ต้องต่อสู้อย่างดุเดือด ก็ต้องเค้นสมองเพื่อหาทางฝ่าด่านอย่างยากลำบาก ทำให้ทั้งจิตใจและร่างกายของเขาเกินขีดจำกัดไปมากแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วด่านทดสอบเหล่านี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาหลายร้อยหรือหลายพันปีเพื่อฟันฝ่า
    แต่กันต์กลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ก็ได้มาถึงด่านทดสอบสุดท้าย ซึ่งเขานั้นแทบจะไม่ได้หยุดพักเลย ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะใช้เวลาในการทดสอบนานเท่าไหร่ เวลาที่โลกภายนอกก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายนัก ทั้งยังมีจักรพรรดิรุ่นก่อนคอยเฝ้าร่างเอาไว้ให้ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนมากขนาดนี้
    ทว่าเหตุผลแท้จริงที่กันต์รีบร้อนมากขนาดนี้ก็คือ เขาอยากทดสอบพลังใหม่ที่จะได้รับมาอย่างเร็วที่สุด เพื่อเป้าหมายบางอย่างที่เขาคิดว่าจะทำ โดยหารู้ไม่ว่าเหล่าเงาทมิฬหรือจักรพรรดิรุ่นก่อนๆ ที่กำลังเฝ้ามองดูเขาเหล่านั้น ได้ตกตะลึงอ้าปากค้างกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว และมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาคิดเหมือนกันก็คือ
    "มนุษย์ผู้นี้ เป็นตัวหายนะอย่างแท้จริง!!"

    คล้ายกับเรื่องSurvival Games [เกมส์แห่งการเอาชีวิตรอด] ที่คุณอ่าน