คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 60 : ติด

     

              เวลาล่วงผ่านไปสามชั่วโมงหลังจากเหตุการณ์ลอบจู่โจมฉับพลันที่ทำให้กลุ่มคนสมาคมนักล่าเกินครึ่งต้องสังเวยชีวิตไปอย่างรวดเร็ว

     

              ท่ามกลางซากปรักหักพังในโบราณสถานที่เคยเป็นที่ตั้งของชนเผ่าดินแดนร้าง ได้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงจนผืนฟ้าต้องสั่นสะเทือน พื้นปูนอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมตอนนี้ได้พังทลายเปลี่ยนรูปร่างจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม

     

              ปัง!!! 

     

              แท่งเสาแสงสีขาวพุ่งลงไปปักกลางลานกว้างที่เคยเป็นพื้นที่จัดงานสังสรรค์ของเหล่าคนจากสมาคมนักล่า เกิดเศษดินทรายแตกกระจายไปทั่วพื้นที่พร้อมฝุ่นควันหนาเตอะที่ลอยคละคลุ้งราวกับพายุ

     

              “เหตุใดเจ้าแก่นั่นถึงแข็งแกร่งเช่นนี้!!” 

     

              ชายในชุดคลุมยาวสีดำผู้หนึ่งกล่าว พร้อมวาดอักขระบางอย่างขึ้นไปในอากาศด้านหลังก้อนหินขนาดใหญ่ห่างจากจุดที่แท่งเสาแสงตกมากกว่าร้อยเมตร

     

              “แม้มันจะอยู่ในระดับคลายสมดุลบทหลอมธาตุ ข้าก็ไม่เชื่อว่าพี่ใหญ่จะรับมือไม่ได้” 

     

              หญิงวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินผู้หนึ่งกล่าวพลางง้างหน้าไม้เล็งไปยังชายชราชุดขาวที่ลอยอยู่กลางอากาศ

     

              เส้นเอ็นสีดำถูกง้างด้วยลูกธนูขนาดเล็ก เพียงเสี้ยววิลูกธนูนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปยังเป้าหมายด้วยความเร็วที่ราวกับเส้นแสง

     

              หากแต่ในทันทีที่ลูกธนูใกล้ถึงตัว ชายชราในชุดขาวก็สะบัดมือปัดลูกธนูที่แสนเงียบงันนี้ราวกับของเล่น

     

              “บ้าเอ้ย!! มันคือลูกธนูลงอาคมอำพรางสัมผัสชั้นสูงเชียวนะ เหตุใดตาแก่นั่นจึงรู้สึกถึงมันได้กัน” 

     

              หญิงชุดคลุมน้ำเงินกัดฟันแน่นอย่างขุ่นเคือง ไม่นานก็หันไปทางชายชุดคลุมดำพลางกล่าว 

     

              “เมื่อไหร่เจ้าจะร่ายมันเสร็จ!! กับอีแค่อาคมระดับเชี่ยวชาญ”

     

              “เลิกบ่นได้แล้วน่า จับตาดูพี่ใหญ่ไว้ หากมีอะไรผิดพลาดจะได้ช่วยสนับสนุนเขาทัน” 

     

              ชายชุดคลุมดำกล่าวพร้อมหลับตาตั้งใจเขียนบทอาคมอย่างจริงจัง

     

              ตูม!! 

     

              ดาบยักษ์สีดำปะทะเข้ากับเสาแสงสีขาว ส่งผลให้หมู่เมฆบนท้องฟ้าแตกกระจายออกเป็นวงกว้าง พร้อมกระแสลมที่ระเบิดออกอย่างรุนแรงจนผู้คนที่อยู่บนพื้นทรายต้องหมอบตัวต่ำเพื่อไม่ให้ปลิวไปตามแรงลม

     

              “เจ้าคิดจะปกป้องขยะพวกนั้นไปอีกนานแค่ไหน”

     

              ชายร่างใหญ่ในชุดขนสัตว์สีน้ำตาลกล่าวพร้อมวาดมือออกไปในอากาศด้านหน้า พลันปรากฏใบดาบแสงสีดำขนาดใหญ่ขึ้นบนท้องฟ้า ไม่นานใบดาบยักษ์ก็ถูกฟาดลงไปยังตัวลาม่อนจากระยะไกล

     

              ไร้คำกล่าวตอบกลับจากชายชราใบหน้ารูปไข่ ทันทีแท่งเสาแสงสีขาวก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ รับใบดาบแสงสีดำยักษ์ไว้อย่างรวดเร็ว

     

              ปัง!!! 

     

              การปะทะกันของสองขั้วพลังมหาอำนาจทำให้ผืนฟ้าแทบจะบิดเบี้ยว อย่างไรเพียงชั่วครู่ที่รับดาบแสงสีดำไว้ มืออีกข้างของลาม่อนก็สะบัดเรียกแท่งเสาแสงพุ่งตรงไปยังชายร่างใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศด้านหน้า

     

              “อ่อนหัด!!”

     

              พลังงานสีดำที่คลุมกายชายร่างใหญ่อยู่ในคราแรก จู่ๆก็เคลื่อนออกมาด้านข้างพร้อมเปลี่ยนรูปร่างเป็นกรงเล็บที่มีนิ้วทั้งห้าคล้ายมือมนุษย์

     

              กรงเล็บสีดำขนาดยักษ์พุ่งเข้าจับแท่งแสงสีขาว ค้างอยู่ไม่นานแท่งเสาแสงสีขาวก็ถูกบีบจนแตกสลายราวกับฝุ่นผง นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งอันมากล้นของชายร่างใหญ่ในชุดขนสัตว์สีน้ำตาลผู้นี้

     

              “ผู้ฝึกฝนรากฐานทมิฬพร้อมกับทักษะอนันต์ลักษณ์งั้นรึ แม้จะเป็นทักษะระดับตำนานอันเป็นที่นิยมของผู้ฝึกฝนรากฐานระดับคลายสมดุลขึ้นไป อย่างไรก็ไม่น่าจะมีผู้ใดบนแผ่นดินทวิเทวาที่สามารถใช้มันได้”

     

              ลาม่อนกล่าวพลางหรี่ตาจ้องมองชายร่างใหญ่

     

              “เจ้าเป็นใครกันแน่”

     

              “สมแล้วที่เป็นคนจากหมู่เกาะหมื่นอสรพิษ เจ้าควรรู้ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว มหาอำนาจบนแผ่นดินทวิเทวาแห่งนี้จะมิใช่สามอาณาจักร ณ ป่าพันวิญญาณอีกต่อไป”

     

              ชายร่างใหญ่ยิ้มเย็น ก่อนจะเคลื่อนพลังงานทมิฬหมุนวนรอบร่าง

     

              “นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

     

              แม้จะงุนงงกับคำกล่าว อย่างไรลาม่อนก็ไม่มีเวลามากพอที่จะคิดถึงเรื่องนั้น เพราะแทบจะในทันที พลังงานสีดำที่มีรูปร่างคล้ายพายุขนาดเล็กก็พุ่งตรงเข้ามาที่เขาด้วยความเร็ว

     

              ปัง!! 

     

              แท่งเสาแสงปรากฏขึ้นรับพายุสีดำขนาดเล็ก แต่เพียงพริบตาแท่งเสาแสงก็แตกสลาย โดยที่พายุสีดำยังคงสามารถเคลื่อนที่ตรงมาต่อ

     

              เห็นดังนั้นลาม่อนก็กางมือออกไปด้านข้าง ปรากฏพัดสีขาวขนาดเล็กขึ้นกลางอากาศ เขาคว้าจับพร้อมโบกมันไปด้านหน้า พลันเกิดกระแสลมสีขาวที่ราวกับคมเขี้ยวสัตวร้ายพุ่งปะทะกับพายุสีดำ

     

              ปัง!!! 

     

              แรงระเบิดจากการปะทะแทบแยกชั้นฟ้าออกจากกัน อย่างไรหลังจากการปะทะกันหนแรก หนที่สองก็ตามมาในเวลาไม่นานนัก

     

              ปัง!! ปัง!! ปัง! 

     

              ร่างที่คลุมไว้ด้วยพลังงานสีขาวและร่างที่คลุมไว้ด้วยพลังงานสีดำปะทะกันอยู่บนท้องฟ้าอย่างดุเดือด จนทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างต่างพากันแหงนหน้ามองการต่อสู้นี้กันอย่างตื่นตะลึง

     

              มาบิลและออรุสหลังจากที่หาทางนำนกปากเงินลงจอดบนพื้นทรายสำเร็จ ก็พยายามจะหาทางหนีแต่กลับไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีผู้ฝึกฝนรากฐานระดับสูงที่แอบลอบจู่โจมอยู่ด้านในซากโบราณ

     

               แม้ลาม่อนจะดูเหมือนตึงมือจนไม่อาจผละออกจากการต่อสู้เพื่อมาช่วยเหลือพวกเขา อย่างไรทุกครั้งที่มีลูกไฟหรือลูกศรขนาดเล็กพุ่งมาที่มาบิลหรือออรุส ตราบใดที่พวกเขาทั้งคู่ยังคงอยู่ในระยะ ลาม่อนจะขว้างแท่งเสาแสงสีขาวมากันไว้ได้ตลอด​

     

              “นี่พวกเราไปไหนไม่ได้จริงๆรึ”

     

              ออรุสกล่าวพลางมองไปโดยรอบ ก็พบว่าทั่วพื้นที่มีแต่ซากนกปากเงินพร้อมกับร่างอันไหม้เกรียมของคนสมาคนนักล่าอยู่เต็มไปหมด

     

              “น่าอายนักที่มีเพียงข้ากับท่านที่ยังมีชีวิตอยู่”

     

              มาบิลกล่าวเสียงแข็ง เขาจ้องมองไปทางซากโบราณอย่างครุ่นคิด หากเป็นไปได้ก็อยากพุ่งตัวออกไปสังหารเจ้าของลูกไฟและลูกศร อย่างไรเมื่อก้าวเท้าขยับเข้าไปยังซากโบราณในระยะสองร้อยเมตร จะต้องมีลูกศรขนาดเล็กพุ่งตรงมาที่เขาทุกที และดูเหมือนว่าลูกศรนั้นจะมีพลังอำนาจเกินกว่าที่เขาจะป้องกันมันได้ด้วยตนเอง

     

              “มิใช่เพียงพวกเราหรอกที่ยังมีชีวิต คราแรกที่โดนจู่โจมข้าแอบเห็นท่านลาม่อนส่งคุณชายกับท่านหญิงซาเนียไปทางทิศเหนือ เลยอาณาเขตซากโบราณชนเผ่าดินแดนร้างไป”

     

              ออรุสกล่าวพลางมองมาบิล ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าที่ตอนนี้มีแสงสีขาวและสีดำส่องสว่างสลับกันอยู่เป็นพักๆ

     

              “บางทีนั่นคงเป็นความคิดแรกของท่านลาม่อน ที่ต้องการรักษาชีวิตพวกเขาไว้”

     

             .

     

             .

     

              ป่าพฤกษาบงกชเป็นป่าไม้ขนาดเล็กที่ติดกับอาณาจักรพิรุณทมิฬตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลทรายไร้กำลัง โดยป่าแห่งนี้มักเป็นที่นิยมของตระกูลน้อยใหญ่ภายในอาณาจักรพิรุณทมิฬ ที่ต้องการให้ผู้เยาว์ได้เริ่มฝึกฝนล่าสัตว์อสูรวิญญาณขาวเพื่อสะสมประสบการณ์

     

              อย่างไรด้วยขนาดที่เล็กกว่าป่าพันวิญญาณอยู่มาก ทำให้ทรัพยากรในที่แห่งนี้มีจำกัด จนผู้นำของอาณาจักรพิรุณทมิฬต้องออกกฎคุ้มครองผืนป่า โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ฝึกฝนรากฐานในตระกูลต่างๆเข้ามาล่าสัตว์อสูรและเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพรได้เพียงเดือนแรกของปี

     

              ถึงอย่างนั้นยามนี้ก็ได้มีผู้ไม่ได้รับเชิญสองคนกำลังนั่งย่างไก่หงอนม่วงสัตว์อสูรวิญญาณขาวกันอยู่กลางป่า

     

              “เจ้ามั่นใจรึว่ามันกินได้ สัตว์อสูรชนิดนี้มันมิได้มีเลือดสีแดงสดดังเช่นหมูป่าเขาเดียวนะ” 

     

              ซาเนียกล่าวพลางนั่งจ้องขาไก่ขนาดใหญ่ที่อยู่ในมือ แม้รูปร่างของมันจะดูคล้ายขาไก่บ้านที่ย่างกินกันทั่วไปในอาณาจักรหมอกเมฆา แต่เมื่อพลิกข้อต่อขึ้นก็จะเห็นรอยเลือดสีม่วง ที่แม้จะถูกย่างจนไร้กลิ่นแล้ว ก็ยังคงดูไม่น่ากินอยู่ดี

     

              “หากเจ้ามิคิดกินก็วางไว้ ข้าจะเป็นผู้กินมันเอง” 

     

              ชิลกล่าวเสียงค่อยพลางพลิกตัวไก่ย่างในมือไปอีกด้านพร้อมกัดลงไปคำโต

     

              “เหตุใดเราจึงไม่อดไว้ก่อน อย่างไรก็สามารถใช้พลังงานสวรรค์เพื่อหลีกเลี่ยงความหิวได้อยู่แล้วมิใช่รึ”

     

              ซาเนียหันไปหาชิลที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยราวกับมันเป็นอาหารรสเลิศ

     

              เนื้อไก่คำโตถูกกลืนลงคอ ก่อนหยุดเงยหน้ามองซาเนีย 

     

              “นี่เป็นดินแดนของศัตรู จึงต้องเตรียมร่างกายไว้ให้พร้อมเพื่อรับการต่อสู้ที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ”

     

              ได้ยินดังนั้นซาเนียก็หุบตาลง ปรากฏแววตาอันเศร้าหมองในดวงตาสีฟ้าน้ำทะเล 

     

              “มิรู้ว่าป่านนี้พวกท่านลาม่อนจะเป็นอย่างไรบ้าง”

     

              “ตาแก่นั่นคงไม่ตายง่ายๆหรอก”

     

              ชิลกล่าวเสียงเรียบ โดยไม่สนใจซาเนีย เขายังคงนั่งใช้ฟันฉีกเนื้อไก่ตัวอ้วนทานต่อ

     

              “บางทีพวกมันอาจเป็นคนของอาณาจักรพิรุณทมิฬ เช่นนั้นเป้าหมายพวกมันอาจเป็นตัวข้า” 

     

              ซาเนียหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด นางมิรู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการลอบโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็มั่นใจเกินครึ่งว่าพวกมันจะต้องเป็นคนของอาณาจักรพิรุณทมิฬเป็นแน่

     

              “ไม่ว่าพวกมันจะเป็นคนของอาณาจักรพิรุณทมิฬหรือไม่ ตอนนี้เจ้าและข้าก็เข้ามาอยู่ในอาณาเขตของอาณาจักรพิรุณทมิฬแล้ว” 

     

              ชิลกล่าวเสียงเรียบพร้อมหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าการที่ลาม่อนใช้พลังงานสวรรค์ส่งตัวพวกเขาออกมาจะเป็นการช่วยชีวิตหรือคร่าชีวิตกันแน่ นี่ราวกับเรียกได้ว่า หนีเสือปะจระเข้

     

              “เช่นนั้นเราก็ควรออกจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด”

     

              ซาเนียขมวดคิ้วพร้อมหันมองชิล

     

              “มิง่ายดายเช่นนั้น หากสัมผัสจิตวิญญาณข้าตรวจสอบไม่ผิด รอบนอกผืนป่าแห่งนี้ได้ถูกลงอาคมแจ้งเตือนไว้ ด้วยการที่พวกเราเข้ามาในป่าจากบนฟ้า ทำให้ผลของอาคมอาณาเขตมิทำงาน อย่างไรหากเราก้าวออกจากผืนป่าแห่งนี้แม้เพียงก้าวเดียว รับรองพวกคนจากอาณาจักรพิรุณทมิฬได้แห่กันมาสังหารเจ้าและข้าทันทีแน่”

     

              “นี่เป็นไปได้อย่างไร!! เหตุใดข้าถึงไม่สามารถสัมผัสถึงเส้นอาคม.. อ๊ะ!” 

     

              ซาเนียเผลอตะโกนเสียงดัง ก่อนที่นางจะนำมือขึ้นมาปิดปากอย่างรู้ตัว

     

              “นั่นเพราะสัมผัสจิตวิญญาณของเจ้ามิแข็งแกร่งพอ หากพวกที่ลอบโจมตีเป็นคนของอาณาจักรพิรุณทมิฬ คงต้องยอมรับว่าผู้คนของอาณาจักรนี้แข็งแกร่งในด้านการอำพรางมากเป็นพิเศษ เพราะจากอาคมอาณาเขตแจ้งเตือนที่รอบนอกผืนป่า ได้มีการลงอาคมอำพรางสัมผัสไว้อีกชั้น แม้การอำพรางนี้จะมิได้แนบเนียนดังเช่นพวกที่อยู่ในซากโบราณก็ตาม” 

     

              ชิลวางไก่หงอนม่วงตัวใหญ่ลงไปบนใบไม้ที่อยู่ข้างเท้าพร้อมลุกขึ้นทำท่ายืดตัว

     

              ความจริงอาคมอาณาเขตแจ้งเตือนและอาคมอำพรางสัมผัสเป็นเพียงอาคมระดับเริ่มต้นซึ่งเขาสามารถแก้ไขได้โดยง่าย อย่างไรการแก้ไขอาคมอาณาเขตวงเวทรอบนอกผืนป่าแห่งนี้ได้มีข้อจัดกัดบางอย่างที่ทำให้แม้แต่ชิลก็อับจนหนทาง

     

              นั่นก็คืออาณาเขตวงเวทนี้มีขนาดใหญ่มากเกินไป

     

              ต้องรู้ว่าขนาดของอาณาเขตวงเวทล้วนขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานชนิดต่างๆของผู้ร่าย หากผู้ร่ายใช้พลังงานมาก ขนาดความกว้างของอาคมอาณาเขตก็จะยิ่งมากตาม ซึ่งถ้าผู้ร่ายบทอาคมใช้ปริมาณพลังงานมากเพียงใด ผู้แก้ไขบทอาคมก็ต้องใช้ปริมาณพลังงานมากเท่านั้น

     

              แม้ป่าพฤกษาบงกชจะมีขนาดเล็กกว่าป่าพันวิญญาณอยู่มาก อย่างไรอาณาเขตป่าแห่งนี้ก็กว้างมากพอที่จะนำอาณาจักรวายุอัสนีมาวางซ้อนไว้โดยที่ยังเหลือพื้นที่ใช้สอยอยู่อีกพอสมควร นี่จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ชิลในตอนนี้จะมีพลังงานสวรรค์เพียงพอสำหรับแก้ไขอาคมอาณาเขตวงเวทแจ้งเตือนที่ล้อมรอบผืนป่าแห่งนี้

     

              “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรดี...”

     

              ซาเนียกล่าวถามเสียงค่อย

     

              “มิต้องทำอะไร ถือซะว่ามาพักร้อน”

     

              “หา!!”