ปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์

    บท 33 สำนักอสุนีหิมะ

    ลู่ซือใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงสำนักอสุนีหิมะ สำนักนี้ตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองซีแดนลงสู่ทะเล ผู้คนที่เข้าร่วมรับการทดสอบในสำนักนี้มีไม่มากเหมือนกับอีกสองสำนัก 


    สำนักนี้ มีพลังปราณที่สร้างด้วยปราณธาตุไฟและปราณธาตุน้ำ มีวิถีแห่งพลังสูง จากข่าวสารที่ได้มา สำนักอสุนีหิมะโดดเด่นไม่แพ้อีกสองสำนัก หากแต่จุดเด่น คือการฝึกปราณดัชนีสายฟ้า โดยการส่งปราณพลังจากฝ่ามือหรือนิ้ว


    เมื่อฝึกถึงวิถีระดับหนึ่งที่สูงและมีขุมพลังจิตระดับสูง จะสามารถส่งพลังความเย็นไปพร้อมกันได้ เรียกได้ว่าได้สายฟ้าที่ร้อนแรงและเย็นยะเยือก แต่ในยุคนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ใดสามารถทำได้ มีเพียงบันทึกสำนักที่เขียนไว้แล้วเล่ากันว่ามีอดีตเจ้าสำนักเพียงหนึ่งคนที่ทำได้ แต่นั่นคือนานมาแล้ว


    ลู่ซือเดินเข้าไปเพื่อรับการทดสอบ มีฝูงชนมารับการทดสอบเพียงไม่ถึงสามสิบคน แต่ถึงจะน้อยมาก ทางสำนักเองก็รับผู้สอบผ่านไม่มากเช่นกัน จำนวนเหล่านี้ ถือว่าน้อยกว่าอีกสองสำนักเป็นเท่าตัว แต่นั่นเป็นสิ่งที่สำนักอสุนีหิมะปฏิบัติมาโดยตลอด


    ถึงแม้จะมีศิษย์ไม่มาก แต่ตัวสำนักกลับกว้างขวางและใหญ่โต ศิษย์ในสำนักล้วนสร้างชื่อในดินแดนต่าง ๆ มากมาย ทำให้สำนักนี้ ติดลำดับทำเนียบยุทธแห่งดินแดนหยวนอามาร


    บททดสอบที่สำนักกำหนด มีสองบทเช่นกัน บทแรกคือ ผู้เข้าทดสอบจะต้องใช้อาวุธของตนเอง ส่งปราณพลังออกจากอาวุธไปยังเป้าหมาย คำว่าปราณพลังแปลว่า อาวุธยังคงอยู่กับตัว แต่พลังปราณถูกส่งไปยังเป้าหมายก่อน จากนั้น อาวุธอาจส่งตามไปภายหลังก็ย่อมทำได้ 


    กล่าวโดยสรุปก็คือ ปราณพลัง คือ คลื่นพลังที่ถูกส่งออกไปโดยใช้ทั้งขุมพลังจิตและปราณพลังร่วมกัน เพื่อสร้างปราณที่แข็งแกร่งมากเพียงพอจะทำลายเป้าหมายที่ต้องการได้ เรียกว่า ยากกว่าการส่งอาวุธไปเป้าหมายเพียงอย่างเดียว และนี่เป็นเหตุผลที่มีผู้คนมารับการทดสอบน้อย ไม่ใช่เพราะไม่อยากเข้าสำนัก หากแต่ไม่มีความสามารถมากเพียงพอที่จะทำตามข้อกำหนดได้


    หลังจากครึ่งชั่วยามผ่านไป ผู้คนจำนวนมากก็เข้ารับการทดสอบ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งไม่ผ่านการทดสอบ อีกส่วนหนึ่งแม้จะผ่าน แต่ก็ทำได้ไม่ดีนัก ถึงกระนั้น ทางสำนักก็อนุญาตให้เข้าเป็นศิษย์งานได้ทันที แต่หากไม่ต้องการ ก็สามารถท้าทายลำดับต้น ๆ ตามต้องการได้เช่นกัน


    ลู่ซือลุกขึ้นเตรียมเข้ารับการทดสอบเป็นรายต่อไปตามที่ลงชื่อไว้ ทว่าหญิงสาวที่อยู่ด้านหน้าในชุดสีแดง กลับเดินขึ้นไปรับการทดสอบก่อน นางหันมาเห็นลู่ซือที่จะเข้าทดสอบ แต่สุดท้ายก็มิได้กล่าวใด ๆ ความจริงแล้ว นางไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่านางแซงใคร หรือนางควรจะต้องรอใคร


    เมื่อสตรีนางนี้เดินขึ้นไป ผู้คนก็เริ่มซุบซิบกัน ก็ด้วยความสวยงาม ทรวดทรงองค์เอวที่ดูดีไปหมดนั่นเอง


    ลู่ซือเองก็มองดูเช่นกันส่ายหัวแล้วก็พึมพำกับตัวเอง "ใครกันนี่ ... ข้ากำลังจะเข้าไป เจ้ามาแซงข้า เฮ้อ ..." 


    หญิงสาวในชุดแดงย่อมไม่ใช่คนอื่น หากแต่เป็นอ้ายเหม่ย จากสำนักหงส์เพลิงนั่นเอง ด้วยความที่นางฝึกขุมพลังจิตมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นางต้องการพัฒนาฝีมือให้อยู่ในระดับสูงกว่าเดิม ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่อ้ายเหม่ย จะมารับการทดสอบที่นี่


    นางไม่ได้สนใจลู่ซือที่กำลังเดินมาตามลำดับที่ลงไว้ นางเดินขึ้นไปทันที ลู่ซือไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม แต่เดินไปยังลานด้านหน้าเพื่อรอทดสอบ


    เมื่ออ้ายเหม่ยขึ้นบนลานทดสอบ เป้านิ่งและเป้าบินจำนวนมาก ปรากฏบนลานทดสอบ ไม่รอช้า อ้ายเหม่ยใช้ดาบที่สะพายอยู่ด้านหลัง สะบัดออกไป ปราณดาบจำนวนมากกระจายตัวออกไปยังเป้านิ่ง และเป้าบิน ทำลายเป้าเหล่านั้นได้ในพริบตา


    ทว่า ก็ยังมีเป้าบินจำนวนหนึ่ง ที่ไม่เข้าจุดตรงกลาง


    "ผลการทดสอบ นับได้ว่าผ่าน แต่... "


    "แต่ผลการประเมินเช่นนี้ บอกได้เพียงว่าเจ้าทำได้ดี แต่ยังห่างไกลจากดีเยี่ยม" อาวุโสคิ้วสีขาวคนหนึ่งตะโกนออกมา

    "ต่อไป"


    ผู้คนซุบซิบ บ้างก็ชื่นชม บ้างก็นินทา แต่ในเสียงหนึ่งที่ดังออกมา ที่นินทาก็ว่ากันไป ตัวเองทำได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่ขอออกความเห็นก่อน


    "ใจร้อน สติไม่นิ่งก็เป็นแบบนี้ละนะ" เสียงที่ดังขึ้นมาเบา ๆ แต่ทำให้หลายคนได้ยิน รวมถึงอ้ายเหม่ยด้วยเช่นกัน


    นางหันกลับมามอง "เจ้าคิดว่าเจ้าทำได้ดีกว่าข้ารึ อย่าดีแต่คุย" อ้ายเหม่ยกล่าวตำหนิออกมาเมื่อรู้ว่าใครเป็นผู้พูด แน่นอนนางขุ่นเคือง


    "อะไรกัน"


    "มีคนมากมายตำหนิ หรือนินทาเจ้า เจ้ากลับไม่สนใจ แต่เจ้าเลือกที่จะกลับมาโวยวายกับข้า ที่พูดพึมพำคนเดียวนะหรือ" ลู่ซือกล่าวถามกลับไป


    อ้ายเหม่ย "..."


    ความจริงแล้ว นางได้ยินหลายคนว่านาง แน่นอนนางรู้สึกหงุดหงิด นางเป็นศิษย์เอกสำนักใหญ่มาก่อน แต่ผลการสอบแม้จะผ่าน แต่ก็ยังไม่น่าประทับใจ เมื่อมีโอกาส นางก็หาที่ระบายความโกรธ และลู่ซืออยู่ใกล้นางที่สุด ทำให้นางเลือกที่จะระบายออกมาในทันที


    "เฮ้อ ... ช่างเถอะ ข้าไม่ถือคนบ้า ไม่ว่าคนเมา" ลู่ซือกล่าวจบก็เดินขึ้นไปรับการทดสอบ​โดยไม่สนใจท่าทีใด ๆ ของอ้ายเหม่น และการทดสอบก็เป็นลักษณะเดิม


    อ้ายเหม่ย ")0("


    บนลานทดสอบ เป้านิ่งและเป้าเคลื่อนไหวจำนวนมากปรากฏขึ้นพร้อมกัน ดูแล้วละลานตาไปทั่ว 


    ลู่ซือหยิบขลุ่ยเซียนขึ้นมาอย่างสบายใจ จากนั้นจึงสะบัดขลุ่ยออกไปเบา ๆ ทว่าผู้คนรอบข้างกลับหัวเราะ เพราะไม่เห็นมีปราณใด ๆ พุ่งออกมาจากลู่ซือ อีกทั้งอาวุธที่ใช้ก็เป็นเพียงขลุ่ยเล่าเล็ก ๆ อีกด้วย ที่สำคัญไม่มีการทำลายใด ๆ เกิดขึ้นบนเป้าทุกตัว


    อ้ายเหม่ยหันมายิ้มเยาะ "ใจร้อน โอหัง อวดดี"


    ทว่า หลังจากผู้คนเริ่มซุบซิบนินทาไม่ถึงอึดใจ หลังจากที่ลู่ซือลงมือสะบัดปราณจากขลุ่ยเซียนเพื่อทำลายเป้า กลับมีเสียงดังเหมือนเสียงร้องของนกไฟดังขึ้นกระหึ่มแบะสนั่นไปทั่ว ผู้คนแตกตื่นไปทั่วเมือง เสียงดังนั้นดังอยู่นาน


    ในเวลาเดียวกับที่ลู่ซือสะบัดปราณจากขลุ่ยเซียน พร้อมกับเสียงร้องของนกขนาดใหญ่ดังขึ้น เพราะเสียงดังมาก เกิดขึ้นในเวลาไล่เรี่ยกัน แน่นอนความวุ่นวายที่บริเวณเรือเหาะบรรพกาลย่อมเกิดขึ้น เพราะว่าต้นเสียงดังมาจากบริเวณดังกล่าว


    ย้อนกลับมาที่สนามทดสอบในเวลาเดียวกัน ที่สนามทดสอบ เมื่อปราณขลุ่ยส่งไปในอึดใจ เป้านิ่งและเป้าบินที่เคลื่อนไหวกระจายตัวกันทั้งหมด ต่างระเบิดเป็นเถ้าธุลี ไม่เหลือแม้แต่ซาก เป้าทั้งหมดถูกทำลายพร้อมกันในอึดใจ ผู้คนเงียบกริบ ผู้อาวุโสคิ้วขาวอ้าปากค้างไม่ได้กล่าวอันใดออกมา 


    สักพักใหญ่ หลังลานทดสอบเงียบสนิท ผู้อาวุโสคิ้วขาวได้สติจึงประกาศผลออกมา "เยี่ยม เยี่ยมมาก ข้าไม่เคยเห็นใครทำได้ดีเยี่ยมเช่นนี้มาก่อน"

    ผู้อาวุโสคิ้วขาวเงียบไปสักพักจึงครุ่นคิด "เจ้าหนุ่มคนนี้ มีขุมพลังจิตและพลังปราณสูงเพียงนีหรือนี่ ต้องรายงานเจ้าสำนักแล้ว"


    ลู่ซือไม่ได้กล่าวอันใด แน่นอนว่าผลการทดสอบ ลู่ซือขึ้นอันดับหนึ่งแทนอ้ายเหม่ยทันที อ้ายเหม่ยหันมามองลู่ซือด้วยความไม่พอใจนักที่ลำดับของนางถูกเลื่อนลงมาในไม่กี่อึดใจ


    ผู้คนจำนวนหนึ่งซึ่งทดสอบขั้นแรกเรียบร้อยแล้ว เลือกที่จะท้าทายลำดับที่สอง ซึ่งก็คืออ้ายเหม่ย ถ้าจะให้ถูกต้องก็คือ พวกเขาเหล่านั้นต้องการยลโฉมนางใกล้ ๆ แม้จะรู้ว่ายากที่จะเลื่อนลำดับขึ้นไปแทนที่นาง แต่การขึ้นไปท้าทายแบบนี้ อย่างมากก็เจ็บตัว แต่ไม่เจ็บสาหัสเป็นใช้ได้ ดังนั้นไม่นาน อ้ายเหม่ยจึงจำเป็นต้องรับคำท้าทายคนแล้วคนเล่า ทั้งหมดก็ราวสิบคนทีเดียว


    "ทำไมไม่มีใครท้าทายเจ้าเลย" อ้ายเหม่ยกล่าวกับลู่ซือที่ยืนดูอยู่ด้านล่างลานประลอง


    "เจ้าจะลองไหมละ" ลู่ซือกล่าวยิ้ม ๆ แต่ก็ทำให้อ้ายเหม่ยคิดหนัก เพราะในยามนี้ นางเองก็ไม่สามารถทำลายเป้าหมายได้แม่นยำพร้อมกันเฉกเช่นลู่ซือได้เลย


    "ว่าไง..." ลู่ซือหัวเราะและแกล้งถามไปอีกครั้ง ด้วยรู้ว่านางยังไม่พร้อมที่จะเสี่ยงในยามนี้

    นิยายแนะนำ