บทที่ 113 หน้าที่ที่ได้รับ
เพราะตระกูลอี้เป็นตระกูลที่มีความโดดเด่นเรื่องการใช้ธนูมาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะได้เห็นสมาชิกของตระกูลอี้ฝ่ายพลธนูในกองทัพ หลังจากที่อี้กังและอี้เหิงรู้ว่าการทำภารกิจในครั้งนี้มีสมาชิกของตระกูลอี้ไปด้วย ความกดดันจากก่อนหน้านี้ก็เบาบางลงไป อย่างน้อยๆ...นอกจากพวกเขาสองคนที่สามารถช่วยเหลือกันได้แล้ว ก็ยังมีลุงอี้ที่มีประสบการณ์ในกองทัพมากมายอยู่ด้วย เมื่อจนตรอก อีกฝ่ายจะไม่ละทิ้งพวกตนแน่นอน
สำหรับภารกิจครั้งนี้ ที่บอกว่าเป็นภารกิจอันตรายมาก ที่จริงแล้วมันเป็นภารกิจสำคัญมากเช่นกัน ภารกิจนี้ไม่ใช่ภารกิจที่จะพลาดได้ ดังนั้นนักธนูนอกจากจะต้องแบกรับความกดดันทั้งหมดแล้ว ยังต้องระวังอันตรายของตัวเองด้วย เนื่องจากพวกเขาไม่มีหน่วยสนับสนุนอื่นๆ ทำให้การทำภารกิจยากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว
เป้าหมายของภารกิจนี้คือการ “ขโมย” และ “ทำลาย” ฐานการวิจัยไวรัสชนิดใหม่ขององค์กรมืดให้ได้ หลังจากที่กองทัพได้รับรู้เกี่ยวกับการลักลอบสร้างไวรัสชนิดใหม่ที่มีเป้าหมายในการทำลายมนุษย์ชาติ พวกเขาก็รีบสร้างภารกิจนี้ขึ้นมาทันที ก่อนหน้านี้หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ได้ให้สายลืบเข้าไปตรวจสอบเส้นทางภายในองค์กรทั้งหมดแล้ว พบว่าในฐานลับนี้มีกลไกอันตรายอยู่ หากถูกค้นพบจะทำลายตัวเองทันที ซึ่งไวรัสที่อยู่ในขั้นตอนการวิจัยก็จะถูกปล่อยออกมาด้วย
ทางกองทัพจำเป็นต้องให้ผู้มีความสามารถในการลักลอบเข้าไปขโมยไวรัสนั้น นำไวรัสออกมาก่อนที่ฐานการทดลองจะทำการระเบิดตัวเองแล้วแพร่กระจายไวรัส ถึงเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาก็คือการควบคุมฐานทดลองลับนั้นไม่ให้ระเบิด แต่ควบคู่กันไป...อีกทีมจะต้องนำไวรัสนั้นออกมาเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ฝ่ายสนับสนุนอย่างพวกเขามีหน้าที่ต้องจัดการคนที่ฐานลับนั้นเพื่อเปิดทางให้ผู้มีหน้าที่อีก 2 ทีมเข้าไปขโมยและจัดการไวรัสให้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ภารกิจของฝ่ายสนับสนุนอย่างพวกเขาก็มีทั้งซ่อนอยู่ด้านนอกเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวโดยรวม และการเสี่ยงชีวิตติดตามทีมทั้งสองเข้าไปข้างใน ซึ่งแน่นอนว่าคนที่อยู่ข้างนอกนั้นเสี่ยงอันตรายน้อยกว่า แต่...พวกเขาไม่อนุญาตให้คนไม่มีประสบการณ์อยู่ที่นั่น
เพื่อความสำเร็จของภารกิจ คนที่ดูภาพรวมจะต้องเป็นคนแข็งแกร่งและมีประสบการณ์ในการตัดสินใจ พันเอกเติ้งและเหล่าผู้นำอีกสองสามคนจะปักหลักอยู่ข้างนอกคอยออกคำสั่ง ดังนั้นเขาจึงได้บอกกับเด็กๆทั้งสี่ว่าไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้
อันซูหยวนได้รับมอบหมายงานอย่างรวดเร็ว เธอถูกจัดให้เข้าอยู่ในทีมเก็บตัวอย่างไวรัส พร้อมกับรุ่นพี่หวัง ในขณะที่รุ่นพี่จางทั้งสองได้ติดตามลุงอี้ของพวกเขาไปกับทีมควบคุมฐานลับ นับว่าพลธนูอี้คนนั้นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่องานไม่น้อย เขารู้ตัวว่าไม่ชอบเด็กสาวจากตระกูลอัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องใช้ภารกิจนี้เพื่อลงมือ
“อย่าลืมว่าไวรัสตัวนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ไม่ใช่แค่พวกเราเท่านั้นที่จะต้องตาย แต่ไวรัสนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์ชาติทั้งหมดถูกทำลายได้ง่ายๆ พวกมันคิดค้นไวรัสที่ส่งผลต่อ DNA ของมนุษย์เท่านั้น ถึงจะไม่รู้ว่าความโกรธแค้นอะไรที่ทำให้พวกนักวิจัยเหล่านี้ต้องคิดค้นไวรัสอันตรายพวกนั้น แต่...หลังจากที่พวกเราเก็บตัวอย่างทั้งหมด กู้คืนความปลอดภัยได้ ฉันจะไม่ปล่อยให้นักวิจัยพวกนั้นรอดชีวิตไปได้!”
หัวหน้าทีมภารกิจกัดฟันกรอด แค่คิดก็โกรธจนหัวร้อนแล้ว ในขณะที่พวกเขาพยายามจะทำให้มนุษย์ชาติพัฒนาจนอยู่ได้อย่างปลอดภัยในโลกวิบัตินี้ กลับมีคนสารเลวที่อยากจะทำลายมนุษย์ชาติทั้งหมดทิ้งอีก!
ไม่ใช่แค่มือไม่ยอมช่วยพายเท่านั้น แต่ยังพยายามพายกลับหลังด้วย เรือลำนี้มีสารเลวพวกนั้น จะเสี่ยงล่มจมก็ไม่แปลก
“ภารกิจของพวกเราจะเริ่มต้นในคืนนี้ ดังนั้นพวกเราจะเร่งเดินทางไปยังเขต I ให้เร็วที่สุด ระหว่างการเดินทางนี้ พวกคุณจะต้องปลอมตัวเป็นขบวนนักวิจัยของกองทัพ ให้มีคนพกอาวุธได้แค่ 5 คน ส่วนคนอื่นๆจะต้องซ่อนมันไว้กับอุปกรณ์วิจัย”
นี่ก็เพื่อไม่ให้เกิดความผิดปกติจนพวกผู้กระทำความผิดจับได้ หากพวกมันเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้น ก็อาจจะทำให้เกิดความยุ่งยากเพิ่มขึ้นได้
อันซูหยวนเป็นหนึ่งในคนที่ต้องปลอมตัวเป็นนักวิจัย เธอตัวเล็กที่สุดและไม่น่าสงสัยที่สุดแล้ว ยิ่งสวมชุดสีขาวสะอาดและดูไร้พิษภัย มันก็ยิ่งเหมาะสมกับเธอมากขึ้นไปอีก
เธอเอาธนูและลูกศรทั้งหมดใส่ไว้กับรถเข็นขนาดใหญ่ที่ทางกองทัพติดป้ายว่าเป็นเครื่องทดลองชนิดใหม่ที่ต้องการเอาเข้าไปช่วยการวิจัย โชคดีที่นักธนูทั้งหมดไม่ได้มีร่างกายต่างกับนักวิจัยมากนัก ดังนั้นเวลาที่พวกเขาไม่ได้ถืออุปกรณ์ ก็ยังคล้ายกับนักวิจัยได้อยู่
ตลอดทั้งวัน ซูหยวนติดตามขบวนผ่านเข้าไปเขต I เป็นครั้งที่สองแล้วที่เธอมายังเขตวิจัยแห่งนี้ แต่การมาพร้อมกับกองทัพนั้นแตกต่างจากการมาพร้อมกับนักล่าสกุลจางส่วนตัวจริงๆ
กองทัพเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ นอกจากผู้ทำภารกิจแล้ว ก็ยังมีนักวิจัยตัวจริงของกองทัพด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่คนของกองทัพเท่านั้นที่ร่วมขบวนไปด้วยกัน ยังมีเหล่านักวิจัยขององค์กรอิสระอื่นๆที่อยากลดความเสี่ยงจากการเดินทาง ขอติดตามร่วมกลุ่มไปด้วย
ดังนั้นในตอนนี้ นักวิจัยมากมายจึงเดินอยู่รอบๆ เพียงแค่ออกเดินทาง พลธนูที่ปลอมเป็นนักวิจัยก็เกือบจะทำแผนแตกเสียแล้ว
“ครั้งนี้พวกคุณต้องการวิจัยเรื่องอะไรกันหรอ? เห็นว่าเอาเครื่องทดลองขนาดใหญ่ไปด้วยใช่ไหม? มันเป็นโครงการใหญ่ของกองทัพสินะ เป้าหมายคืออะไรพอจะบอกได้ไหม องค์กรวิจัยเล็กๆอย่างพวกเราก็อยากจะมีแรงบันดาลใจกับเขาบ้าง” นักวิจัยคนหนึ่งที่ขอติดตามร่วมขบวนกับกองทัพเอ่ยขึ้นมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
เขาพยายามมองไปยังกล่องรถเข็นขนาดใหญ่ อยากรู้ว่าข้างในคืออุปกรณ์อะไรกันแน่ ทำไมจึงมีขนาดใหญ่โตเช่นนั้น ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการนำเครื่องจักรทดลองเข้าไปมากมายแล้วก็เถอะ แต่ทุกครั้งที่กองทัพมีการนำเครื่องทดลองเข้าไปเพิ่มใหม่ ก็มักจะมีงานวิจัยดีๆออกมามากมาย
ศักยภาพของนักวิจัยในกองทัพไม่สามารถดูถูกได้ พวกเขาแทบจะเป็นหัวกะทิของพวกนักวิจัยเลยด้วยซ้ำ หากไม่ติดที่ว่าองค์กรอิสระขนาดใหญ่มีเงินมากพอที่จะซื้อตัวพวกเขาบางคนไป เช่นนั้นห้องวิจัยของกองทัพก็มีแต่คนเก่งๆทั้งนั้นแล้ว
“เอ่อ นั่นมัน...” เพราะไม่ใช่นักวิจัยตัวจริง พลธนูที่ถูกถามก็อึกอัก เขาควรจะพูดออกไปว่าอะไรดีกันล่ะ ที่ผ่านมาเคยแต่ใช้ชีวิตอยู่กับธนู ถ้าจะให้พูดเครื่องมือวิจัยออกไปสักชิ้นก็ทำไม่ได้
“เป็นแค่เครื่องมือช่วยในการฆ่าเชื้อเท่านั้น แต่เพราะครั้งนี้มีจำนวนมากหน่อยก็เลยดูเหมือนเป็นเครื่องมือขนาดใหญ่” ซูหยวนที่อยู่ไม่ไกลพูดแก้สถานการณ์ เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทำเอานักวิจัยที่สงสัยในตอนแรกเบะปาก
“เหอะ! กองทัพจะหลอกใครอีก เขารู้กันหมดแล้วว่าเวลาโกหกเกี่ยวกับเครื่องมือ ก็จะบอกว่าเป็นเครื่องมือช่วยในการฆ่าเชื้อ”
คนบ่นออกมาอย่างหงุดหงิด รู้สึกว่ากองทัพเป็นพวกหวงวิชาเหลือเกิน เขาก็แค่อยากรู้เท่านั้นว่ามีแผนวิจัยเรื่องอะไรกันอยู่ ถึงอย่างไรก็เป็นนักวิจัยเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องโกหกกันแบบนี้เลย
ถึงแม้ว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ แต่ตัวตนในฐานะนักวิจัยก็เป็นที่เชื่อถือ ไม่มีใครสงสัยอีกหลังจากได้ยินคำตอบเฉพาะจากซูหยวน
โชคดีที่ก่อนหน้านี้ ซูหยวนเคยได้ช่วยงานในฝ่ายศึกษาวิจัยเพื่ออนาคตของมนุษย์ชาติ ดังนั้นจึงสามารถรู้ทริกเล็กๆน้อยๆพวกนี้ แม้ว่าเธอจะไม่เคยออกพื้นที่ทดลองจริง แต่ที่ห้องทดลองของกองทัพในเขตปลอดภัยก็มีเหตุการณ์แบบนี้
ถ้าอุปกรณ์ไหนเป็นอุปกรณ์ทั่วไปที่เปิดเผยได้ พวกเขาก็จะพูดมันออกมาโดยตรง แต่ถ้าอุปกรณ์ไหนที่ส่งผลต่อการทดลองโดยตรง เป็นการใช้กรณีพิเศษ และแสดงให้เห็นทิศทางในการทดลองได้ พวกเขาก็จะบอกว่าเป็นเครื่องมือช่วยในการฆ่าเชื้อ เนื่องจากพวกมันจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอ พวกเขาจึงคิดว่าการบอกแบบนี้จะทำให้หายสงสัยได้
แต่เมื่อใช้กันบ่อยขึ้น สุดท้ายถูกจับได้ ก็กลายเป็นว่ารู้กัน ถ้าพวกเขาพูดแบบนี้...ต่อให้ถามยังไงก็ไม่บอกอีกแล้ว การตอบคำถามแบบนี้ กระทั่งคนนอกก็ยังเคยชินไปกับมัน ทว่า...ถ้าไม่ใช่นักวิจัยตัวจริงย่อมไม่เข้าใจ
หลังจากที่ซูหยวนช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้แล้ว การเดินทางที่เหลือก็ราบรื่นดี พลธนูเหล่านั้นกลัวว่าจะถูกถามอะไรให้วุ่นวายใจอีก พวกเขาจึงแสร้งทำเป็นจับกลุ่มเพื่อพูดคุยเรื่องของตัวเอง โดยเว้นระยะห่างกับพวกนักวิจัยองค์กรอิสระอื่นๆ เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของพวกเขา นักวิจัยคนอื่นๆที่อยากรู้อยากเห็นก็ไม่กล้าเข้ามาก่อความวุ่นวายอีก
การเดินทางกินเวลาไปไม่น้อย เพราะขบวนการเดินทางของพวกเขามีขนาดใหญ่มาก อีกทั้งยังมีอุปกรณ์ที่นำมาเพื่อการวิจัยไม่น้อยเลย ดังนั้นนอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว การขนย้ายอุปกรณ์อย่างระมัดระวังก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องค่อยๆเคลื่อนที่
ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่พวกเขาก็มาถึงฐานวิจัยเขต I กันได้สำเร็จ พวกนักวิจัยขององค์กรอิสระแยกย้ายกันไปทันทีเมื่อมาถึง ซูหยวนและคนอื่นๆช่วยกันเข็นอุปกรณ์ของตนไปยังห้องทดลองหนึ่งซึ่งถูกเตรียมเอาไว้แล้ว
การทำภารกิจครั้งนี้เป็นความลับ กระทั่งนักวิจัยของกองทัพเองก็ยังไม่รู้เรื่อง พวกเขาไม่รู้ว่าใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้บ้าง ดังนั้นจึงพากันซ่อนตัวอยู่ในห้องวิจัยนี้ ผลัดกันเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาพร้อมกับหน่วยรักษาความปลอดภัยทีละคนสองคนเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย
กว่าจะค่ำมืด หน่วยปฏิบัติการทั้งหมดก็พากันออกจากฐานวิจัยของกองทัพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่พวกนักวิจัยที่ฐานของกองทัพก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน่วยวิจัยพิเศษที่เพิ่งมาถึงนั้น ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในห้องนั้นอีกเลย
ซูหยวนและรุ่นพี่หวังติดตามหัวหน้าทีมย่อยของตัวเอง พวกเขามีหน้าที่สนับสนุนทหารที่มีหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษในการขโมยเอาไวรัสนั้นมาให้ได้ โดยมีผู้ร่วมปฏิบัติการด้วยกัน 7 คน รวมกับผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสอีก 1 คน ดังนั้นตอนนี้จึงมีทั้งหมด 8 คน รวมเด็กทั้งสองด้วย
“ทั้งสองคน คนหนึ่งจะต้องแฝงตัวอยู่ที่ทางเข้า 1 และอีกคนไปอยู่ตรงทางแยก 2 ตามแผนที่นี้ พวกเธอสองคนจะอยู่ต้นทางที่สุด ถ้าเกิดพลาดท่าถูกจับขึ้นมา ให้แสดงว่าต้องการขโมยงานวิจัยอื่น วิ่งไปในทิศทางตรงข้ามกับห้องเก็บไวรัส เพื่อไม่ให้พวกมันสงสัย”
“ที่นี่มีอีกงานวิจัยหนึ่งที่พวกมันกำลังทำอยู่ซึ่งน่าสนใจมากกับพวกผู้ใช้พลังงาน ทำทีว่ามาจากองค์กรอิสระที่อยากจะได้ยาเพิ่มความแข็งแกร่ง แล้วถ้าเกิดพวกมันกดดันมากจริงๆ ให้เลือกที่จะ “ตาย” อย่าปล่อยให้พวกมัน “ทรมาน” เพราะพวกนักวิจัยพวกนี้ มีอุปกรณ์มากมายที่จะทรมานพวกเธอจนอาจจะเผลอพูดความจริง”
ซูหยวนและรุ่นพี่หวังฟังคำสั่ง ทั้งสองคนพยักหน้าเข้าใจ ภารกิจที่มีความเสี่ยงนี้ จะปล่อยให้พวกมันรู้ไม่ได้ว่าพวกเขามาเพื่อขโมยไวรัส ไม่อย่างนั้นพวกมันจะเปิดระบบทำลายตัวเองทันที ซึ่งทำให้มนุษย์ทั้งหมดต้องเจอกับปัญหา การเสียสละชีวิตพวกเขาเพียงสองคนนั้นถือว่าเป็นความสูญเสียน้อยที่สุดแล้ว
อันที่จริง การปล่อยทั้งสองคนเอาไว้ตั้งแต่ต้นทางก็นับเป็นความเสี่ยงเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถให้นักเรียนไร้ประสบการณ์ทั้งสองคนเข้าไปส่วนลึกได้ เพราะตอนนั้น...ยิ่งเข้าใกล้เข้าเป้าหมายมากเท่าไร ก็ยิ่งมีกลไกปกป้องไวรัสมากขึ้นเท่านั้น การเดินที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็มากพอที่จะทำให้พวกนักวิจัยเหล่านั้นตื่นตระหนกได้
“รุ่นน้อง ฉันจะคอยอยู่ด้านหน้าสุดเอง แล้วก็รอฟังสัญญาณจากฉันนะ ตรงตำแหน่งที่เธออยู่เป็นสามแยก ถึงจะมีโอกาสเจอกับนักวิจัยมากที่สุด แต่ก็มีโอกาสในการซ่อนตัวได้มากที่สุดเช่นกัน” รุ่นพี่หวังกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางจริงจัง ผมหางม้าสะบัดไปมาเล็กน้อย ดูมีเสน่ห์มาก
“เข้าใจแล้วค่ะ” ซูหยวนไม่ได้ปฏิเสธอะไร รุ่นพี่หวังก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ ทุกคนที่มาทำภารกิจนี้ถูกเลือกมากันแล้ว เชื่อว่าพวกเขามีความสามารถเหมาะสมที่สุด
แน่นอนว่าในสายตาของทหารที่แท้จริง นักเรียนทั้งสี่ของอาจารย์เติ้งก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ แต่เพราะความที่พวกเขาเป็นเด็ก การให้เข้าร่วมภารกิจนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ไม่แย่
ก็เหมือนกับพวกเขา ถ้ามองในมุมมองของนักวิจัย ภารกิจสำคัญๆคงจะไม่ถูกมอบให้เด็กน้อยเหล่านี้แน่ ดังนั้นต่อให้ถูกจับได้ เด็กๆพวกนี้ก็จะเบี่ยงเบนความสนใจไปทันที ไม่ทำให้พวกมันรู้ว่าเป็นฝ่ายกองทัพที่เคลื่อนไหว
หมายความว่า ต่อให้ถูกจับได้หรือไม่ การที่นักเรียนพวกนั้นอยู่ในภารกิจนี้ ก็สร้างความได้เปรียบให้แล้ว ขอแค่พวกเขาไม่ปริปากเผยความจริงออกไป ก็จะต้องถ่วงเวลาไว้ได้แน่
ซูหยวนสวมหูฟังสื่อสาร ได้ยินการติดต่อจากอาจารย์เติ้งเพื่อยืนยันตำแหน่ง เธอจึงได้บอกว่าตัวเองรับหน้าที่อะไร อาจารย์เติ้งไม่ได้ตอบกลับมาก เขาเพียงบอกให้ระวังตัวก็เท่านั้น
ถึงอยากจะช่วยเหลือเด็กๆมากแค่ไหน ภารกิจนี้ก็เป็นภารกิจสำคัญเกินกว่าที่เขาจะมาห่วงความปลอดภัยของเด็กๆในเวลานี้ การช่วยเหลือมนุษย์ชาติทั้งหมดนับเป็นหน้าที่สำคัญ ตั้งแต่ก่อนที่จะมารับภารกิจนี้ ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่ามันอันตรายขนาดไหน...เขาได้แค่หวังว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้ แล้วก็ได้รับประสบการณ์ที่ดีเพื่อเติบโต
“อย่าลืม คอยส่งข่าวให้ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว อย่าประมาทเด็ดขาด แล้วก็...ถ้าสามารถจัดการได้ ก็ลงมือเลย ระวังอย่าให้โจ่งแจ้งเกินไปด้วย”
ตำแหน่งที่ซูหยวนและรุ่นพี่หวังได้ประจำการ จะอยู่ใกล้กับห้องเก็บอุปกรณ์หรือห้องขยะ ดังนั้นถ้าพวกเขาจัดการคนได้แล้ว ก็พาพวกนั้นไปซ่อนที่ห้องต่างๆ แต่แน่นอนว่าพวกเขาต้องทำมันด้วยความเร็ว การจัดการพวกมันให้เฉียบคมที่สุดไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนักธนู ทว่าปัญหาก็คือ...การลากพวกมันไปอำพรางศพไว้ก่อนนั่นแหละ!!
……………………………..