“ซูซู เจ้าชนะจริงๆด้วย”เหลียงจือวิ่งเข้ามาหาสหายหญิงอย่างยินดีเป็นที่สุดเท่านั้นยังไม่พอยังยัดตั๋วเงินหลายใบใส่มือของนางอีกด้วย
“นี่คือ?” ซูเจินถามอย่างงุนงง
“เงินไง ข้าลงเดิมพันว่าเจ้าจะชนะ ดูสิได้มาเยอะแยะเลยข้าแบ่งให้เจ้าครึ่งนึง” เหลียงจือยิ้มแฉ่ง
“ลงไปเท่าไหร่? หากข้าแพ้เจ้าไม่หมดตัวเลยหรือ?”
“โถ่ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องชนะอย่างไรเล่า”เขายิ้มประจบ ไห่จินจูเดินมาตามหลังเบ้ปากใส่
“ใช่ที่ไหนเขาบอกว่าหากแพ้จะมาเรียกเอากับเจ้าต่างหากเล่าซูซู” ไห่จินจูรีบฟ้องเหลียงจือหันมาถลึงตาใส่
“ขี้ฟ้อง!”
“มันเรื่องจริง”
“เอาล่ะๆ ขอบใจสำหรับตั๋วนี่ก็แล้วกัน”ซูเจินยิ้มสดใส รับเอาตั๋วเงินที่สหายให้มาอย่างไม่อิดออด อย่างไรเขาก็ใช้นางเดิมพันก็ควรจะมีส่วนของนางก็ถูกต้องแล้ว
“ดีใจด้วยนะซูซู เจ้าเก่งจริงๆไม่ทันไรก็ได้เข้าสู่เขตในแล้ว” ไห่จินจูกล่าวยินดี ต่อมาใบหน้าพลันหมองลงเล็กน้อย
“ขอบใจ”ซูเจินสังเกตเห็นความหม่นหมองของสหายได้อย่างชัดเจน “เป็นอะไร? เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น?”
“ก็ข้าเสียดายที่ไม่เก่งพอข้าอยากจะเข้าเขตในด้วยจัง” ไห่จินจูพูดขึ้น
“ขยันฝึกฝนหน่อยอีกไม่นานเจ้าก็เข้าได้อย่าเสียใจไปเลยถึงอย่างไรเจ้าก็สามารถติดต่อข้าได้ทุกเมื่อ พวกซิ่นทงซิ่นจงก็ยังอยู่เป็นเพื่อนเจ้า หากมีเรื่องอะไรก็ให้ติดต่อหาข้า”ซูเจินบอกด้วยใบหน้าอ่อนโยน
“จริงหรือ?”
“จริงสิ ใช้มันหากเกิดเรื่องกับเจ้า”ซูเจินหยิบกระดาษเวทสีขาวสำหรับติดต่อให้กับไห่จินจูจำนวนหนึ่ง สีขาวสำหรับติดต่อแบบระบุตำแหน่ง“ช่วยเอาให้พวกซิ่นทงด้วยก็แล้วกัน”
“ได้ๆ ขอบใจนะ” ไห่จินจูไม่เคยเห็นกระดาษเวทมาก่อนเลยแต่นางก็พอรู้ว่ามันเป็นของมีราคาไม่ใช่น้อย นางรับมาแล้วเก็บไว้อย่างดี
“จือเหลียงเล่า?”ซูเจินถามหาคนสนิทพลางสอดส่ายมองหา
“นู้นเขากำลังดูดซับโอสถที่ได้จากพวกสาขาปรุงโอสถอยู่ตรงนู้น” เหลียงจือบุ้ยปากบอกซูเจินหันมองตามเห็นจือเหลียงลืมตาขึ้นมาพอดี เขาลุกขึ้นเดินมาหาทันที
“เป็นอย่างไร? บาดเจ็บหรือ?” ซูเจินถามไถ่
“ขอรับ บาดเจ็บเล็กน้อยได้โอสถของสาขาปรุงโอสถก็หายสนิทแล้วขอรับ” จือเหลียงตอบอย่างร่าเริง
“ดีแล้ว”
หลังจากจบการจัดลำดับทางการซูเจินและคนอื่นๆที่ได้เป็นศิษย์ในก็ไม่สวมใส่ชุดสีฟ้าขาวของทางสำนักอีกเลยซูเจินหันมาสวมชุดของตัวเอง ส่วนสองสาวใช้ขอแยกตัวออกไปอย่างสมบูรณ์ พวกนางย้ายไปอยู่ยังที่พักอื่นส่วนจือเหลืองกับเหลียงจือก็ย้ายเข้ามาอยู่แทน
ไห่จินจูดูจะเศร้าอยู่สองสามวัน หลังจากนั้นก็กลับมาร่าเริงตามปกตินางยังคุยเล่นและเกาะติดซูเจินอยู่ตลอด ศิษย์ที่ผ่านเป็นศิษย์ในยังไม่ถูกย้ายเข้าไปยังเขตในทางสำนักยังคงให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่เขตนอก
วันคืนอันสุขสงบกลับคืนมาอีกครั้งมีเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย นั่นก็คือกลุ่มของไป๋เซวี่ยที่มักจะตั้งตนเป็นขั้วอำนาจกลับเงียบไปไป๋เซวี่ยเก็บเนื้อเก็บตัวไม่มีใครเห็นเขาหลังจากการประลองครั้งนั้นอีก และที่พักของซูเจินก็มีแขกประจำเพิ่มมาอีกหนึ่ง
“เสี่ยวซู เจ้าว่าข้าฝึกกระบี่ดีไหม?”
“คุณชายอู๋ ท่านฝึกปราณพิษไม่ใช่หรือ?ข้าว่าใช้พวกอาวุธลับน่าจะได้ผลดีกว่านะ” ซูเจินเท้าคางตอบ
“อาวุธลับค่อนข้างหากยากแบบของมันก็ไม่ค่อยถูกใจข้าด้วย ข้าอยากจะได้อาวุธประจำกายสักอย่างเจ้าช่วยออกแบบให้ข้าหน่อยสิ”อู๋เล่ยกล่าวอย่างไร้ยางอายมือข้างหนึ่งลูบหัวงูสีรุ้งตัวเล็กที่พันรอบแขนอย่างเอ็นดู
ตั้งแต่จบการจัดลำดับเขาก็แวะเวียนมาหานางเสมอและมักจะกล่าวนู่นนี่อย่างไม่รู้จักละอายวันนี้ถึงกับกล้าเอ่ยปากขออาวุธกับนางเลยทีเดียว
“ข้าไม่มีความรู้เรื่องออกแบบและรังสรรค์อาวุธเหตุใดท่านไม่ไปหาผู้เชี่ยวชาญสักคนมาช่วยเล่า?” ถึงนางทำเป็นก็ไม่ทำให้เขาหรอก
“ผู้สร้างอาวุธหาได้ง่ายที่ไหน” ซูเจินได้ยินอู๋เล่ยพูดถึงกับมุมปากกระตุก
นึกถึงข้อแลกเปลี่ยนที่อีกคนร้องขอแล้วก็ปวดหัวไม่รู้ว่าเขาไปรู้ได้อย่างไรว่านางกำลังลอบวางสายข่าวในสำนักสวรรค์อยู่ผิดพลาดเพราะพวกนางไม่รอบคอบเองหรือเขามีความสามารถมากกว่าที่เห็นข้อแลกเปลี่ยนที่เขาต้องการก็คือคำร้องขอในการสืบข่าวหนึ่งครั้งนับได้ว่านางติดค้างและเสียรู้จอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาเข้าแล้ว
ที่จริงนางจะบ่ายเบี่ยงและหาหนทางอื่นก็ได้แต่เอาเถอะทำอย่างนี้ดูจะยุ่งยากน้อยกว่า
ซูเจินเหลือบมองจือเหลียงแล้วบอกให้เขานั่งลงทางสายตาอู๋เล่ยยกชาที่จือเหลียงนำมาให้ขึ้นจิบ
“ชาดี” เขาเอ่ยชมและพยักหน้าให้จือเหลียงเป็นการเชยชมจือเหลียงทำเมินนอกจากนายหญิงแล้วทุกคนล้วนไม่อยู่ในสายตาแม้อู๋เล่ยจะถูกปฏิบัติแบบนี้ตั้งแต่วันแรกแต่เขาก็ยังคงไม่ใส่ใจ
“เหตุใดพวกเราจึงยังไม่ถูกย้ายเข้าไปในเขตใน?”ซูเจินถาม อู๋เล่ยวางจอกชาลงแล้วเงยหน้ามองสตรีตรงหน้า
“ไม่ใช่เจ้าควรจะรู้ดีกว่าข้าหรือ?”
“ข้าจะรู้ดีกว่าคนที่อยู่ในสำนักมานานกว่าได้อย่างไร?แม้แต่สิ่งที่ข้าคิดว่าทำอย่างระมัดระวังก็ยังถูกล่วงรู้ได้เลย” ซูเจินกล่าวยิ้มๆอู๋เล่ยกระแอมไอเล็กน้อย
“เรื่องนี้นับว่าซับซ้อนอยู่”
“คงไม่เกินความสามารถของคุณชายน้อยสกุลจินกระมัง”ซูเจินเปลี่ยนจากเท้าคางมาเท้าแขนกับโต๊ะมองอีกฝ่ายอย่างเจ้าเล่ห์ไม่ต่างกัน
“แค่ก! เจ้าพูดเรื่องอะไร?” อู๋เล่ยยกชาขึ้นจิบแล้วหลบสายตากล่าวกลบเกลื่อนแม้จะรู้ว่าไม่ทันแล้วก็ตาม
“อย่าเฉไฉเลย สกุลอู๋เป็นสกุลฝั่งมารดาท่านเดิมทีคิดว่าสกุลจินมีจิ้งจอกเฒ่าหลบซ่อนตัวอยู่ไหนเลยจะคิดว่าเป็นจิ้งจอกหนุ่มสวมหนังแกะกำลังแสร้งเป็นผู้อื่น”
อู๋เล่ยวางจอกชาลงในที่สุด“ดูถูกสายข่าวของเจ้าไม่ได้เลยสินะ คาดว่าคงไม่ได้มีเพียงในสำนัก”
ซูเจินไหวไหล่ไม่พูดอะไรคนที่นางคิดว่าคล้ายกันที่สุดตั้งแต่เจอมาคงไม่พ้นอู๋เล่ยผู้นี้เรามันก็จิ้งจอกด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ อยู่เพียงว่าใครจะซ่อนหางเอาไว้ได้ดีกว่ากันก็เท่านั้น
“สายข่าวเจ้าดีถึงเพียงนี้ยังจะมาถามเอาอะไรจากข้าอีก”อู๋เล่ยทำหน้าเบื่อหน่าย
“พูดว่าเถอะน่า”
“ก็ได้ๆ” อู๋เล่ยยอมจำนนสายตาเหล่มองจือเหลียงที่นั่งอยู่ข้างๆ จือเหลียงรู้สึกเหมือนถูกมอง หันหน้าไปเจออู๋เล่ยมองอยู่แล้วเขากะพริบตาก่อนจะลุกขึ้นเตรียมเดินหลบไป ทว่าซูเจินพูดขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้องไป เขาเป็นคนของข้า เขาสามารถอยู่ฟังได้ทุกเรื่อง”ซูเจินบอกกับอู๋เล่ย แล้วหันมาสั่งจือเหลียง “นั่งลง”
จือเหลียงแอบยิ้มเยาะใส่อู๋เล่ยแล้วนั่งลงที่เดิม อู๋เล่ยหรี่ตาแต่ไม่พูดอะไรในเรื่องนี้อีก
“มีคำทำนายว่าเร็วๆนี้จะมีสุสานบรรพกาลปรากฏขึ้นมันเป็นประตูที่จะเกิดขึ้นมาทุกๆหลายพันปีความพิเศษของมันคือมีการลงอักขระชั้นเซียนเอาไว้จำกัดให้เพียงคนที่มีระดับพลังต่ำกว่าขั้นครามหรือต่ำกว่าระดับหกเข้าไปได้เท่านั้น”อู๋เล่ยพูด
“เพราะอย่างนี้สำนักต่างๆถึงได้เร่งรับศิษย์คงหมายคัดคนมีฝีมือดีๆเข้าไปแสวงหาสมบัติจากสุสานสินะแล้วอย่างนี้คนจากห้าแคว้นจะส่งคนเข้าไปด้วยหรือไม่?”
“ส่งอยู่แล้วที่พวกเขาเงียบๆกันไปก็เพราะเตรียมการนี้นี่แหละ”