ในขณะที่เฟิ่งหวงจุนเตรียมจะสลายการบ่มเพาะที่เหลือของหลินหยวน จู่ ๆ กลิ่นอายหนึ่งก็ปะทุขึ้นจากร่างของหลินหยวน
พลังปีศาจ!
มวลพลังปีศาจอันคลุ้มคลั่งพุ่งออกมาจากร่างของหลินหยวนราวกับพายุสีดำ แผ่กระจายไปทั่วบริเวณในชั่วอึดใจเดียว
เฟิ่งหวงจุนยิ้มออกมาเล็กน้อย ใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความตื่นตกใจแต่อย่างใด เขาเพียงแค่สะบัดมือเบา ๆ มิติรอบตัวสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ออร่าปีศาจนั้นจะมลายหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนนั้น…คือ ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งผู้มีรูปร่างหน้าตาที่งดงามไร้ที่ติดสมบูรณ์แบบในทุกสัดส่วนของร่างกายปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน นางเป็นเผ่าปีศาจ รูปร่างเย้ายวน ผิวขาวซีดราวกับหิมะ ดวงตาแดงฉานประหนึ่งเปลวเพลิงจากขุมนรก
นางยิ้มให้เขาอย่างมีเลศนัย ริมฝีปากสีแดงสดค่อย ๆ ขยับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ไม่ได้เจอกันสักพักแล้วสินะ…เจ้าหมาน้อยผู้แสนน่ารัก”
เฟิ่งหวงจุนไม่สนใจคำพูดของนางก่อนจะถามขึ้น
“เจ้าคือคนที่คอยควบคุมหลินหยวนอยู่เบื้องหลังใช่ไหม? และยังเป็นคนวางแผนต่างๆ ใส่ข้าด้วยหรือเปล่า?”
“ช่างเถอะ… เจ้าเป็นอะไรกับผู้หญิงคนนั้นกัน”
หญิงสาวเผ่าปีศาจหัวเราะเบา ๆ นางไม่ได้สนใจคำถามของเฟิ่งหวงจุนก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้าหมาน้อยผู้แสนน่ารักช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนเหลือเกิน ศิษย์พี่ผู้แสนใจดีที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องศิษย์น้อง... โดยที่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าต้องบาดเจ็บแค่ไหน หรือว่าต้องแลกด้วยอะไร”
“แต่ตอนนี้... เจ้าหมาน้อยผู้แสนน่ารักกลับกลายเป็นคนเลือดเย็น ที่สามารถฆ่าน้องชาย รวมถึงฆ่าน้องสาวที่เคยร่วมฟันฝ่าอุปสรรคมากมายมาด้วยกันนับสิบปีได้อย่างไม่สะทกสะท้าน แม้แต่แววตายังไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ข้าล่ะสงสัยนัก ว่าอะไรที่เปลี่ยนเจ้าหมาน้อยไปได้ขนาดนี้กัน?”
คำพูดของนางเหมือนจะเรียบ แต่แหลมคมแทงลึกไม่ต่างจากกระบี่อันแหลมคม
เฟิ่งหวงจุนยังคงยิ้ม ดวงตาของเขานิ่งสงบเหมือนทะเลในคืนไร้ลม ทว่าในแววตานั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่ เขายกมือขึ้นเล็กน้อย พลังวิญญาณสีเทาเริ่มก่อตัวขึ้นรอบปลายนิ้ว
หญิงสาวเผ่าปีศาจตั้งท่าเตรียมที่จะต่อสู้แต่ทันใดนั้นร่างกายของนางก็ถูกหั่นเป็นลูกเต๋าหลายหมื่นลูกทันที หญิงสาวคนนั้นมองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจสุดขีดก่อนที่นางจะสิ้นใจไปในที่สุด
เฟิ่งหวงจุนมองไปที่เศษเนื้อมากมายของหญิงสาวคนนั้นที่โดยความว่างเปล่าของเขาตัดออกเป็นชิ้น เขาเลิกสนใจเศษชิ้นเนื้อเหล่านั้นก่อนจะทำการสลายการบ่มเพาะทั้งหมดของหลินหยวนทันทีและระเบิดร่างของเขาทิ้งอย่างเลือดเย็น ก่อนที่เขาจะพูดออกมา
“โลกวิญญาณไร้ขอบเขตที่ 2 แล้วเราจะได้เจอกัน เร็วๆ นี้”
ขณะที่ เศษซากของร่างหญิงสาวเผ่าปีศาจยังล่องลอยอยู่กลางอากาศ เลือดสีดำสนิทกระจายเป็นเส้น ๆ คล้ายหมึกที่สาดลงบนผืนผ้าขาว ขณะที่พลังปีศาจค่อย ๆ จางหายไปท่ามกลางแรงกดของพลังแห่งความว่างเปล่า
เฟิ่งหวงจุนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเขาไร้อารมณ์ราวกับเพิ่งปัดฝุ่นออกจากบนไหล่ รอยยิ้มเล็กน้อยผุดขึ้นที่มุมปากก่อนที่เขาจะพูดเสียงเรียบ
“ไม่ได้เจอกันสักพักแล้วสินะ... เหมยอิงหลัว”
ทันใดนั้นตรงหน้าของเขา ปรากฏร่างของหญิงสาวอีกคนที่กำลังเดินตรงมาหาเขาอย่างเงียบงัน ใบหน้านางดูคล้ายกับหญิงสาวปีศาจเมื่อครู่จนแทบไม่ต่างกันนัก เว้นแต่ดวงตาสีดำสนิทกับเส้นผมยาวสลวยที่ส่องประกายแผ่วเบา ร่างกายอันอ้อนช้อยของนางมีแรงดึงดูดประหลาด ไม่ใช่เพราะรูปร่าง แต่เป็นเพราะบรรยากาศบางอย่างที่แผ่ออกมา
เฟิ่งหวงจุนหรี่ตา ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงจริงจัง
“ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าเองก็เป็นเผ่าปีศาจ แถมดูเหมือนจะเป็นพี่น้องกับผู้หญิงคนเมื่อกี้อีกด้วย ถึงว่าตอนนั้น... ไม่ว่าหลินหยวนมันจะพูดอะไร เจ้าก็เชื่อมันแทบจะทุกถ้อยคำ โดยไม่แม้แต่จะฟังคำพูดจากตัวของข้า”
เขาก้าวเข้ามาใกล้นางช้า ๆ ดวงตาเปล่งแสงหม่นจนบรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกลงทันที
“ส่วนเรื่องที่เจ้าขุดเอากระดูกกับสายเลือดของข้าไป คงไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญสินะ เพราะมันน่าจะคือเป้าหมายของพวกเจ้าตั้งแต่ต้น”
เหมยอิงหลัวยังคงยืนนิ่ง นางสวมชุดสีเลือดเข้มประจำของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จันทราเลือด ชุดที่บ่งบอกชัดเจนว่านางได้ละทิ้งทุกอย่างจากอดีต รวมถึงฐานะรองผู้นำแห่งนิกายบุปผาพิษอดีตนิกายของเฟิ่งหวงจุนและอาจารย์คนแรกของเฟิ่งหวงจุนที่เป็นคนขุดกระดูกและเลือดของเขาขึ้นมาเพื่อมอบให้กลับตัวของหลินหยวน
นางมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาหนักอึ้ง การได้พบเจอกันครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แยกไม่ออกว่าเจ็บปวด เสียใจ หรือแค่ยังยึดติดอยู่กับอดีต เหมยอิงหลัวพูดเบา ๆ น้ำเสียงของนางแต่มันส่งผ่านไปถึงเฟิ่งหวงจุนได้อย่างง่ายดาย
“เจ้าเปลี่ยนไปมากเลยนะ...จุนเอ๋อร์ ข้า…”
แต่คำพูดนั้นยังไม่ทันสิ้นสุดลง ร่างของนางก็ถูกผ่าออกเป็นสองส่วนทันทีด้วยพลังแห่งความว่างเปล่า เสี้ยววินาทีนั้น ทุกอย่างเงียบสงัดเกินจริง
ร่างของเหมยอิงหลัวแตกออกเป็นเส้นแสงก่อนจะกระจายหายไปในอากาศ เฟิ่งหวงจุนมองไปยังร่างของนางที่กำลังจะสลายไปเขารู้ว่ามันเป็นเพียงร่างวิญญาณที่นางส่งมาเท่านั้น เขาหันหลังเตรียมจะจากไปทันที
แต่ก่อนที่ร่องรอยสุดท้ายจะสลายไปหมด เสียงสุดท้ายของนางก็แว่วออกมาเบา ๆ คล้ายสายลมกระซิบ
“ข้า... ขอโทษ”
คำพูดสุดท้ายนั้นไม่ได้นำพาความเจ็บปวดหรืออาฆาตใด ๆ มาด้วย มันคือคำขอโทษที่แท้จริงจากตัวของนางเอง
เฟิ่งหวงจุนยืนนิ่ง ไม่มีคำพูดใดหลุดจากริมฝีปากอีกต่อไปพร้อมกับพลังงานสีทองบางอย่างกำลังไหลเข้าไปในตัวของเขา ท่ามกลางความว่างเปล่ารอบตัว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่... คือความเงียบที่เจือไปด้วยบาดแผลในใจที่ไม่มีใครเห็น แต่ดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นความเย็นชาก่อนจะพูดขึ้น
“ข้าไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว…”
สิ้นสุดคำพูดของเขา ร่างของเขากำลังจะหายวับไปท่ามกลางรอยแยกแห่งความว่างเปล่าพร้อมกับเลือดและกระดูกของหลินหยวนที่เคยเป็นของเขามาก่อน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน.… และกลิ่นอายของความตายที่ยังไม่จางหาย
แต่ทันใดนั้น เสียงของหรงหลี่เซียนก็ดังขึ้นกลางอากาศ
“โห เจ้านกหน้าดำก็มีมุมแบบนี้กับเขาด้วยเหรอเนี่ย น่ารักจริงๆ เลยนะ”
เฟิ่งหวงจุนหยุดการเคลื่อนไหวก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าขณะสายตามองไปที่เหนือกลุ่มเมฆ แล้วก็พบกับร่างหนึ่งที่กำลังนั่งห้อยขาอยู่บนก้อนเมฆอย่างสบายใจ พร้อมริมฝีปากกำลังเคี้ยวขนมอะไรบางอย่างอย่างเอร็ดอร่อย
“ท่านว่างขนาดนั้นเลยงั้นหรือ ศิษย์พี่?” เฟิ่งหวงจุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลก
หรงหลี่เซียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบพลางหยิบขนมอีกชิ้นเข้าปาก
“ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้วเจ้าศิษย์น้อง ข้าเพิ่งเก็บสมุนไพรกับล่าซากสัตว์อสูรจากทั่วอาณาจักรลับมาจนหลังแทบหัก ถ้าจะวัดกันตามจำนวนล่ะก็ ข้าแน่ใจว่าเจ้าและศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกห้าคนรวมกันยังเก็บได้ไม่เท่าข้าคนเดียวด้วยซ้ำ”
เฟิ่งหวงจุนหัวเราะในลำคอ “ท่านก็แค่ว่างหรือเปล่า และร่างกายขี้โกงของท่านมันก็ไม่ต้องหาโชคเองเหมือนศิษย์คนอื่นๆ ด้วย ข้าล่ะอยากให้คนจากตระกูลมังกรมาที่สุสานลับนี่จริงๆ”
หรงหลี่เซียนขำก่อนจะหรี่ตามองน้องชายอย่างเอือมระอา “ฝันต่อไปเถอะ เจ้าศิษย์น้องตัวแสบ รีบเปิดความว่างเปล่าไปที่ใจกลางสุสานลับได้แล้ว เดี๋ยวโดนศิษย์พี่ใหญ่บ่นจนหูชากันอีกครั้งพอดี”
เฟิ่งหวงจุนยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดมือเบา ๆ ความว่างเปล่าบิดเบี้ยวตรงหน้าราวกับม่านน้ำ แล้วร่างของเขาก็หายเข้าไปในนั้นทันที
หรงหลี่เซียนที่เดิมทีหวังจะได้เดินทางสบาย ๆ โดยเกาะหลังเฟิ่งหวงจุนก็ถึงกับยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันเบา ๆ แล้วบ่นออกมา
“ชิ... ไอ้เจ้าตัวแสบ มันหนีไปคนเดียวอีกแล้ว... ไม่มีน้ำใจพาพี่สาวแสนสวยคนนี้ไปด้วยเลย”
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะบินไปที่ใจกลางสุสานลับทันที
ในเวลาเดียวกัน บนโลกเบื้องบน
ภายในคฤหาสน์อันใหญ่โตและเต็มไปด้วยพลังวิญญาณที่หนาแน่นมากจนโลกเบื้องล่างเทียบไม่ติด ภายในเต็มไปด้วยความหรูหราตระการตาราวกับวังสวรรค์ ในห้องพักส่วนตัวหนึ่งเงียบสงัดจนแม้แต่เสียงลมหายใจก็สามารถได้ยินอย่างชัดเจน
บนเตียงขนาดใหญ่ หญิงสาวผมยาวสีฟ้าค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาเปล่งประกายหม่นหมองราวกับคลื่นน้ำในคืนอันมืดมิด
หลิวอ้ายฉิง หญิงสาวผู้ที่ควรจะตายไปแล้วในสุสานลับด้วยน้ำมือของเฟิ่งหวงจุน นางลุกขึ้นนั่ง ช้า ๆ ก่อนจะพึมพำเสียงเบาเหมือนพูดกับตัวเอง
“ใครกัน... ที่เป็นฝ่ายที่ถูกต้องแล้วก็ทำไมมันมีถึง 2 คนได้ที่ตรงเงื่อนไขได้กัน”
สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าเรียบนิ่ง แต่นัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อย
“การตัดสินใจของคนแก่เหล่านั้น... มันเริ่มจะน่ารำคาญขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจริง ๆ”