เจตจำนงของโลกหุนหยวนชัดเจนมาก ทางแรกคือ ให้เฉินเหมียวเหมี่ยวหยดเลือดทำพันธสัญญากับสมบัติเวทขั้นฟ้า สุดยอดเคล็ดวิชา และนำสมบัติมหาศาลไปจากที่นี่
อีกทางคือ ให้เฉินเหมียวเหมี่ยวอยู่ภายในโลกใบนี้ตลอดไป สร้างพลังชีวิตให้แก่สิ่งมีชีวิตที่นี่ หากสำเร็จ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็จะมีบุญกุศลนับอนันต์ สามารถเดินเหินกลางอากาศ และกลายเป็นเซียนได้
ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ล้วนเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น
ทางเลือกแรก สมบัติเวทขั้นฟ้า สุดยอดเคล็ดวิชา แค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้คนขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดที่ไร้ขอบเขตได้แล้ว และหากมีทั้งสองอย่างต้องกลายเป็นผู้ไร้พ่ายราวกับพระเอกละครเป็นแน่ ไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถขัดขวางได้อีก
ทางเลือกที่สองแม้จะต้องลำบากสละทั้งชีวิต ทว่าหลังจากสำเร็จแล้วก็จะสามารถเป็นเซียนได้ หลีกเลี่ยงความทุกข์ทรมานมากมาย สำหรับเส้นทางของการบำเพ็ญเพียรแล้ว ราบรื่นกว่าทางเลือกแรกเสียอีก
หากเป็นคนทั่วไป คงจะดีใจจนทำอะไรไม่ถูกไปนานแล้ว
แต่ว่า...
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่คิดว่าคนไร้ค่าอย่างนางจะมีวาสนาเช่นนี้ ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไร้ซึ่งสิ่งตอบแทน ไม่มีผู้ใดอยู่ดี ๆ จะเอาสมบัติมาให้นางเช่นนี้หรอก?
หากไม่มีเจ้าตัวเล็ก จิตใจของนางอาจจะสั่นคลอนก็เป็นได้
ที่ดินใหญ่ถึงเพียงนี้ อีกทั้งตนเองก็ไม่มีพันธะใด ๆ ไร้ที่พึ่งพิง ทำไร่ทำนาที่ไหนก็เหมือนกัน
แต่เพราะมีเจ้าตัวเล็กอยู่ด้วย เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่อยากกักขังเขาเอาไว้ที่นี่ทั้งชีวิต
นางกอดเจ้าตัวเล็กที่กำลังหลับสบายอยู่ในอ้อมแขนแน่นขึ้น พลางเอ่ย “ขอบคุณในน้ำใจของผู้อาวุโส ผู้น้อยไม่อยากเลือก รบกวนผู้อาวุโสส่งพวกเรากลับไปด้วยเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะกลับไป?”
“เจ้าค่ะ”
“ดังนั้นเจ้าเลือกที่จะทำพันธสัญญากับสมบัติงั้นหรือ?”
“ไม่เจ้าค่ะ ผู้น้อยหมายความว่า ผู้น้อยไม่ต้องการสมบัติเหล่านี้เจ้าค่ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าของในโลกหุนหยวนหมายความว่าอย่างไร?”
“เรียนผู้อาวุโส ผู้น้อยทราบดี แต่ผู้น้อยไร้ความสามารถ จึงขอไม่แตะต้องสมบัติเหล่านี้จะดีกว่า ขอผู้อาวุโสได้โปรด มอบให้ผู้อื่นที่มีวาสนาเถอะเจ้าค่ะ”
“…”
“…ผู้อาวุโส ท่านฟังอยู่หรือไม่เจ้าคะ ผู้น้อยไปจากที่นี่ได้หรือยังเจ้าคะ?”
“…”
“…ท่านยังอยู่หรือไม่เจ้าคะ ผู้อาวุโส?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวตะโกนเรียกไปทางท้องฟ้าที่มีหมอกปกคลุมอยู่สองสามครั้ง เมื่อไม่มีการตอบรับ นางก็เริ่มมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิด จึงพึมพำออกมา “หาทางออกไปเองดีกว่า”
“ช้าก่อน!”
อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง และไม่มีการปิดบังใด ๆ อีก เขานำสมบัติเวท เคล็ดวิชา และสมบัติทั้งหมดมาวางไว้ตรงหน้าของเฉินเหมียวเหมี่ยว ระยิบระยับจนคนมองแสบตา แม้แต่คนที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรเช่นเฉินเหมียวเหมี่ยวยังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลของสมัยบรรพกาลได้เป็นอย่างดี!
นางมองอยู่เช่นนั้นพร้อมกับความรู้สึกตื่นตระหนก และไม่สามารถทำใจให้สงบลงได้พักใหญ่
“สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสมบัติที่ยอดฝีมือในสมัยบรรพกาลทิ้งเอาไว้ ในเมื่อเจ้าเข้ามาในโลกหุนหยวนแล้ว เช่นนั้นก็ถือเป็นผู้ที่มีวาสนา...ก่อนจากไปเจ้าสามารถหยดเลือดทำสัญญาเป็นนายของพวกมันและนำไปด้วยได้”
“ของเหล่านี้...มอบให้ผู้น้อย?”
“ใช่”
“ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเจ้าคะ?”
“...ใช่”
“แต่ผู้น้อยไม่อยากได้เจ้าค่ะ...”
“...” เสียงนั้นค่อย ๆ เย็นชาลง “เจ้าเห็นว่าน้อยไปใช่หรือไม่ เด็กน้อย มนุษย์เช่นเจ้าไม่ควรละโมบเกินไป!”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” เฉินเหมียวเหมี่ยวกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างไร้เดียงสา “ผู้อาวุโส ไม่ใช่ว่าผู้น้อยไม่อยากได้ แต่ผู้น้อยเป็นเพียงคนไร้ค่าที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้คนหนึ่งเท่านั้นเจ้าค่ะ จะเอาของเหล่านี้ไปเพื่ออะไรกัน?”
“ว่าอย่างไรนะ!!!” อีกฝ่ายขึ้นเสียงทันที แม้แต่หมอกที่ปกคลุมโดยรอบก็สั่นไหวเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเองก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้
“เจ้าบอกว่า ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้งั้นหรือ!”
“เจ้าค่ะ”
เส้นลมปราณของร่างนี้เหมือนกับกรวย ที่ไม่สามารถกักเก็บไอวิญญาณใด ๆ ได้
ระหว่างที่พูด เฉินเหมียวเหมี่ยวก็สัมผัสได้ถึงกระแสจิตที่เลือนรางทว่าเย็นเยียบจนเข้ากระดูก พัดผ่านร่างของนางไป ราวกับแทรกซึมไปทุกรูขุมขนของนางก็มิปาน
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เสียงนั้นก็พึมพำออกมา “เป็น...เป็นไปไม่ได้...เจ้าเป็น...เจ้าจะเป็นคนไร้ค่าได้อย่างไร...เป็นไปไม่ได้...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างขอลุแก่โทษ “ดังนั้นของเหล่านี้สำหรับผู้น้อยแล้วล้วนไม่มีประโยชน์ ท่านคิดซะว่าผู้น้อยไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีก็แล้วกันนะเจ้าคะ ขอผู้อาวุโสปล่อยผู้น้อยออกไปด้วย”
“เช่นนั้นโลกหุนหยวนล่ะ?” อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เจ้าไม่อยากมีโลกหุนหยวนอย่างนั้นหรือ นี่เป็นโลกศูนย์กลาง หากมีมัน เจ้าก็จะกลายเป็นผู้ปกครอง โลกทุกใบจะยกให้เจ้าเป็นผู้ไร้เทียมทานและไร้พ่าย!”
“แต่ท่านต้องให้ผู้น้อยอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ใช่หรือ ผู้น้อยไม่อยากอยู่ที่นี่ ผู้น้อยยังอาลัยอาวรณ์โลกที่เต็มไปด้วยสีสันภายนอกอยู่เจ้าค่ะ”
“…”
“ขอผู้อาวุโสปล่อยผู้น้อยออกไปด้วย”
“ไม่ใช่ว่าต้องอยู่ตลอดไป หากเจ้าเลือกอย่างหลัง เจ้าย่อมสามารถเข้าออกโลกหุนหยวนได้อย่างอิสระ”
“เข้าออกอิสระ จริงหรือเจ้าคะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
“อืม...” สายตาของเฉินเหมียวเหมี่ยวกวาดมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่ตำหนักศักดิ์สิทธิ์หลังนั้น และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่ดีกว่าเจ้าค่ะ ผู้น้อยเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่มีความโลภและความกล้าเช่นนั้น โลกหุนหยวนอยู่ในมือของผู้น้อย ไม่เท่ากับไข่มุกถูกปกคลุมด้วยฝุ่นละอองหรือเจ้าคะ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...” เสียงนั้นพลันหัวเราะออกมา ทว่ากลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ “เด็กน้อย เจ้าอ่อนแอและไร้ความสามารถเพียงนี้ เจ้าที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่สิบปีเท่านั้น เจ้าไม่เคยคิดถึงความสุขที่ได้เหยียบโลกเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าเลยอย่างนั้นหรือ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวนิ่งงัน
“มา!”
ทันใดนั้นก็มีลมกระโชกแรงพัดหมอกที่อยู่รอบ ๆ ออกไป เส้นทางที่บริสุทธิ์และเต็มไปด้วยยันต์คาถาก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างเงียบเชียบ ยาวไปจนถึงตำหนักกลางทะเลสาบ
เสียงนั้นเลือนรางมากขึ้นเรื่อย ๆ
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระตุ้นความปรารถนาในส่วนลึกของจิตใจเฉินเหมียวเหมี่ยว ในหัวของเฉินเหมียวเหมี่ยวพลันมีจินตนาการที่ไม่อาจควบคุมได้ผุดขึ้น แต่ละภาพปรากฏขึ้นในหัวของนาง
“เจ้าสามารถครอบครองโลกได้!”
“…”
“เจ้าจะไปถึงจุดสูงสุด ทรงพลัง!”
“…”
“เจ้าจะแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า!”
“…”
“เจ้าไม่ต้องการอย่างนั้นหรือ?”
“…”
“เหยียบคนทั้งโลกไว้ใต้ฝ่าเท้า เป็นหรือตายอยู่ที่ปลายนิ้วของเจ้า เจ้าจะไม่ต้องการได้อย่างไร...”
“…”
“วาสนาที่ได้มาอย่างง่ายดายอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว นั่นก็คือวิญญาณโลกของโลกหุนหยวน ขอเพียงเจ้ายอมเป็นนายของโลกหุนหยวน เช่นนั้นโลกศูนย์กลางใบนี้ก็จะกลายเป็นของเจ้า...ไปเถอะ ไม่ต้องสะกดความปรารถนาในใจของเจ้าเอาไว้ และอย่าได้ปฏิเสธความปรารถนาที่เจ้ามี ในโลกที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟันและแย่งชิง มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็นสิ่งถูกต้อง!!!”
น้ำเสียงที่มีมนต์สะกดโอบล้อมเฉินเหมียวเหมี่ยวเอาไว้ สายตาของนางเหมือนจะค่อย ๆ พร่ามัว และกระหายมากขึ้น
หลังจากนิ่งงันอยู่นาน ในที่สุดนางก็เริ่มขยับกาย
ค่อย ๆ เดินไปตามทางที่มีสัญลักษณ์ใต้ฝ่าเท้า ระหว่างทางแสงอันศักดิ์สิทธิ์ต่างก็หลีกทางให้แก่นาง ราวกับทะเลที่แหวกออก รัศมีเหมือนสายรุ้ง
ในที่สุดเมื่อเฉินเหมียวเหมี่ยวมายืนอยู่ตรงหน้าตำหนักศักดิ์สิทธิ์ เสียงนั้นก็ค่อย ๆ แหลมสูงขึ้น จนแทบจะทนไม่ไหว...
“เร็วเข้า ใช้เลือดของเจ้าทำพันธสัญญาซะ เจ้าก็จะกลายเป็นผู้สูงส่ง!!!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวค่อย ๆ ยื่นมือออกไปผลักประตูของตำหนักศักดิ์สิทธิ์ ขนตายาวขยับขึ้นลงเบา ๆ ทว่าแววตากลับเปลี่ยนไป ไร้ซึ่งความโลภใด ๆ อีก
นางชูนิ้วกลางให้กับความว่างเปล่า พร้อมกับถุยน้ำลายออกมา
“เจ้าคนขี้โกหก เจ้าจงอยู่ในคุกนี้ต่อไปเถอะ ข้าไม่อยู่ด้วยหรอก อย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลย~!”