ตอนที่37
ร่างกายที่ผ่ายผอม
อาหารมื้อเย็นทำแบบง่ายๆกินกันอีกทั้งสามีและเด็กทั้งสองดูเหมือนจะกินง่ายอยู่ง่ายเช่นกันจูเหลี่ยวหมินจึงเลือกทำอาหารออกมาสามอย่าง
หลังจากที่นั่งทานข้าวเสร็จแล้ว คนทั้งสี่จึงเข้าครัวอีกครั้งจูเหลี่ยวหมินไม่เคยทำอาหารไปไหว้หลุมฝังศพมาก่อนดังนั้นสามีจึงเป็นฝ่ายคอยชี้แนะในเรื่องต่างๆและช่วยกันตระเตรียมอาหารสำหรับวันพรุ่งนี้เขาช่วยนางนวดแป้งสำหรับทำซาลาเปาลูกใหญ่สามลูก
อู๋เผิงได้เลื่อนยศเป็นนายกองแล้วก็จริงแต่เงินเดือนของเขายังไม่ถึงกำหนดที่จะได้รับ เงินตำลึงที่มีอยู่ก็ใช้จ่ายไปกับผ้าสำหรับตัดชุดใหม่และซื้อจ่ายอาหารเข้าบ้าน พวกเขาจึงตกลงกันว่า อาหารที่จะไหว้บิดามารดาจะทำเป็นซาลาเปาลูกใหญ่สามลูก และผลไม้หนึ่งถาดส่วนน้ำชาภรรยาบอกว่านางมีใบชาที่ได้มาจากจวนอ๋องหนึ่งกล่อง
ก่อนเข้านอนจูเหลี่ยวหมินเดินเข้าไปในห้องของเด็กทั้งสองในมือของนางถือขวดกระเบื้องสีขาวนวลที่บรรจุน้ำพุวิญญาณสวรรค์เอาไว้เต็มขวด
"พี่สะใภ้พอจะมียาติดตัวมาบ้าง ยาขวดนี้นั้นดีนักใช้กินใช้ทาได้ไม่อันตราย" จูเหลี่ยวหมินนั่งลงข้างเตียงนอนของเด็กๆนางหยดน้ำพุวิญญาณสวรรค์สองหยดลงไปในถ้วยน้ำอุ่นทั้งสองใบยื่นส่งให้กับเด็กทั้งสองคน "นี่คือยาแก้ช้ำในดื่มสักสองสามวันอาการก็จะดีขึ้น"
ไฉยี่กับอู๋เต๋อรับถ้วยยามาถือไว้พวกเขาทั้งสองดูจะไม่ลังเลที่จะดื่มยาถ้วยนี้ตามคำแนะนำของพี่สะใภ้ไฉยี่กับอู๋เต๋อยกถ้วยยาดื่มทันทีหมดถ้วยในคราวเดียว
"ไม่ขมเลยขอรับ"
คราแรกเด็กๆคิดว่ายาถ้วยนี้จะมีรสขมเสียอีก แต่ที่ไหนได้รสชาติไม่ต่างกับที่พวกเขาดื่มน้ำธรรมดาเลย
"ยาของพี่สะใภ้ย่อมไม่ขมพวกเจ้าจะต้องดื่มยาก่อนนอนทุกวัน ติดต่อกันสามวันแล้วอาการบาดเจ็บก็จะค่อยๆทุเลาลง"
นางไม่ได้บอกกับเด็กๆว่าอาการจะหายสนิท เพราะเกรงว่าจะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง
จูเหลี่ยวหมินยกยิ้มดูพอใจกับท่าทางเชื่อฟังของเด็กๆนางเปิดขวดน้ำพุวิญญาณสวรรค์อีกครั้ง เทน้ำพุวิญญาณใส่ในถ้วยใบเล็กที่เตรียมมาเทน้ำอุ่นลงไปผสมเล็กน้อย ใช้สำลีจุ่มลงไปใช้เช็ดไปตามบาดแผลและรอยเขียวช้ำตามร่างกายของไฉยี่ก่อนเป็นคนแรก
ระหว่างที่รอให้พี่สะใภ้ทายาให้กับพี่ไฉยี่อยู่ในห้องอู๋เต๋อก็ขอตัวออกไปรออยู่ข้างนอก ถึงแม้พวกเขาจะเป็นพี่น้องกันแต่พี่ไฉยี่ก็เป็นผู้หญิง อีกทั้งยังมีอายุมากกว่าเขาถึงสองปีเด็กชายจึงกลัวว่าพี่สาวจะรู้สึกอึดอัดหากมีเขายืนอยู่ในห้องด้วย
"หากเจ็บก็บอกพี่สะใภ้นะ"จูเหลี่ยวหมินจัดให้ไฉยี่นอนคว่ำหน้ากับที่นอน ถอดชุดออกทั้งหมดเพื่อตรวจดูบาดแผลและรอยช้ำบนร่างกาย
ทั้งบาดแผลและรอยแผลเป็นของไฉยี่มีมากกว่าอู๋เต๋อจูเหลี่ยวหมินรู้สึกหดหู่จนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะทำไมเด็กตัวแค่นี้ต้องได้รับความทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้ด้วยพวกเขาเป็นหลานแท้ๆของอีกฝ่ายทำไมถึงได้ใจร้ายทำร้ายได้แม้กระทั่งเด็กที่ไม่มีทางสู้
จูเหลี่ยวหมินรู้สึกรับไม่ได้กับสิ่งที่เด็กทั้งสองประสบมามือที่จับก้านสำลีสั่นเทา หยาดน้ำตาไหลลงอาบแก้มนวลอีกครั้งรู้สึกสงสารเกินจะบรรยาย
หญิงชั่วเช่นนี้จะต้องได้รับบทเรียน กรรมจะต้องคืนสนองอีกฝ่ายหากสวรรค์ไม่ลงทัณฑ์ นางนี่แหละที่จะลงโทษอีกฝ่ายด้วยตัวเอง
น้ำพุวิญญาณสวรรค์ นอกจากจะช่วยรักษาบาดแผลต่อแขนต่อขาให้กลับมาใช้งานได้ปกติแล้วยังมีสรรพคุณแก้ช้ำในและรักษาแผลเป็นได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นยาครอบจักรวาลเลยทีเดียว
ผิวหนังของไฉยี่ยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบนางจึงผสมน้ำพุวิญญาณสวรรค์กับน้ำเปล่าเพื่อเจือจางเล็กน้อยไม่เกินสามวันบาดแผลเหล่านี้ก็จะหายสนิทอีกทั้งแผลเป็นเก่าและใหม่ย่อมไม่ทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็นอีกด้วย
ไฉยี่รู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งที่พี่สะใภ้ใช้สำลีเช็ดลงไปบนหลังของตนความเจ็บปวดทุเลาลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก เด็กน้อยจึงเผลอหลับไป
จูเหลี่ยวหมินใช้เวลาทายาให้กับไฉยี่ถึงหนึ่งเค่อครั้นเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ไม่รู้ว่าไฉยี่หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่จูเหลี่ยวหมินจัดแจงสวมชุดให้กับไฉยี่อย่างเบามือเมื่อเสร็จแล้วนางจึงออกไปเรียกอู๋เต๋อให้เข้ามา
อู๋เต๋อเดินเข้ามาพร้อมกับพี่ชายพวกเขามองดูไฉยี่ที่หลับไปแล้วบนเตียงนอน
"พี่สะใภ้ ยาของท่านช่างวิเศษนักขอรับข้าเพิ่งดื่มยาไปเมื่อครู่ แทบจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยขอรับ"เด็กชายรู้สึกเช่นใดก็เอ่ยไปเช่นนั้น ไม่ได้มีความคิดซับซ้อนเหมือนกับผู้ใหญ่
จูเหลี่ยวหมินยกยิ้ม ชำเลืองดูสีหน้าของสามีเล็กน้อยก่อนจะกล่าวกับอู๋เต๋อ "แน่นอนว่ายาของพี่สะใภ้ย่อมดีอย่างที่เจ้าว่าถอดเสื้อของเจ้าออก พี่สะใภ้จะทายาให้"
อู๋เต๋อพยักหน้ารับ กำลังจะถอดชุดออก กลับถูกเสียงพี่ใหญ่หยุดเอาไว้
"ข้าจะทายาให้กับเขาเองเจ้าออกไปรอข้างนอกเถิด"
จูเหลี่ยวหมินพยักหน้าเข้าใจนางยื่นถ้วยยากับก้านสำลีให้กับเขาพร้อมกับคำอธิบายการใช้ยา"ท่านใช้ก้านสำลีจุ่มลงไปในยาถ้วยนี้เล็กน้อย เช็ดไปตามบาดแผลและรอยช้ำบนร่างกายให้ทั่วรอให้ยาซึมเข้าไปในผิวหนังก่อน ค่อยให้อู๋เต๋อสวมชุดนะเจ้าคะ"
ก่อนเดินออกจากห้องไป นางหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายให้กับไฉยี่ค่อยเดินออกไป
อู๋เผิงรอให้นางออกไปจากห้องเรียบร้อยก่อนเขาจึงบอกให้น้องชายถอดชุดออก
สิ่งที่อู๋เผิงได้เห็น ทำให้ชายหนุ่มตกตะลึงจนเผลอบีบถ้วยยาแน่นเขาไม่คิดว่านอกจากบาดแผลและรอยช้ำที่มีอยู่เต็มตัวของน้องชายแล้วร่างกายของอู๋เต๋อจะผ่ายผอมจนมองเห็นกระดูกชัดเจนถึงเพียงนี้
อู๋เผิงรู้สึกปวดใจยามจ้องมองดู เขาเอ่ยกับน้องชายน้ำเสียงสั่น"ต่อไปนี้เจ้าจะต้องกินให้มากหน่อยร่างกายของเจ้าในตอนนี้ผอมแห้งเกินไป"
"หากข้ากินเยอะพี่ใหญ่จะต้องลำบากหาเงินเพิ่ม" เขาไม่กล้ากินเยอะไปกว่านี้ทุกวันนี้พี่ใหญ่ไปเป็นทหารสู้รบอยู่ที่ชายแดนล้วนพบกับอันตรายมากมายเขาที่รออยู่ที่บ้าน ไม่ได้ทำอะไรเลย จะกินมากได้อย่างไร
อู๋เผิงยกมือวางบนศีรษะของน้องชาย น้ำเสียงอ่อนลงยามเอ่ย"พี่ใหญ่ของเจ้าไม่ได้เป็นเพียงพลทหารปลายแถวอีกต่อไปแล้วยามนี้พี่ใหญ่ได้เลื่อนขั้นเป็นนายกองในหน่วยที่เก้า หากเจ้าจะกินเยอะขึ้นพี่ใหญ่ก็เลี้ยงเจ้าไหว"
"จริงหรือขอรับพี่ใหญ่"อู๋เต๋อดีใจกระโดดกอดพี่ชายแน่น "พี่ใหญ่ของข้าเก่งที่สุด"
ในหมู่บ้านฉินซานมีบุรุษไม่กี่คนที่ไปเป็นทหารสู้รบอยู่ที่ชายแดนทหารเหล่านี้ยังไม่มีใครได้ลาพักกลับมาที่บ้านดังนั้นจึงยังไม่มีใครนำข่าวเรื่องที่อู๋เผิงได้เลื่อนขั้นเป็นนายกองมาบอกเล่าให้กับคนที่นี่ฟัง
แต่อีกไม่นานคนเหล่านี้ก็จะกลับมา ข่าวนี้คงจะเป็นข่าวใหญ่สำหรับหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้อย่างแน่นอน
จูเหลี่ยวหมินไม่รู้ว่าสามีของนางพูดคุยอะไรกับน้องชายนางได้ยินเสียงหัวเราะดังแววออกมาถึงห้องโถงระหว่างที่รอสามีทายาให้กับอู๋เต๋อเสร็จ นางจึงหยิบผ้าผับที่ซื้อออกมาตรวจดู
อีกฝั่งหนึ่งในเมืองจินหลิน ซื่ออ๋องเพิ่งเสด็จกลับมาจากค่ายทหารพระองค์กำลังนั่งอยู่ห้องโถงกับพระชายารอง พูดคุยถึงเรื่องการดูแลจวนอ๋อง
"หลงซีข้ามอบหน้าที่นี้ให้เจ้าเป็นคนจัดการแทนพ่อบ้านและต่อไปนี้บัญชีของจวนอ๋องทั้งหมดจะให้เจ้าเป็นคนดูแล"
"ท่านอ๋องเพคะ หลงซีเกรงว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีนักเจ้าค่ะ"อันหลงซีกล่าวน้ำเสียงมีจริตเล็กน้อยทว่าภายในใจกลับยกยิ้มรับหน้าที่นี้ไปเรียบร้อยแล้ว
"ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องทำได้"ซื่ออ๋องดึงมือของนางมากุม "จวนอ๋องไร้คนที่เหมาะสมมาดูแลเรื่องนี้นานแล้วและข้าก็คิดว่าพระชายารองของข้าเหมาะสมที่สุดกว่าผู้ใด"
แต่เดิมหน้าที่เหล่านี้เป็นพ่อบ้านทำมาตลอด ในจวนอ๋องไม่มีพระชายาเอกมีเพียงอันหลงซีที่เป็นพระชายารองซื่ออ๋องมอบอำนาจให้นางมีสิทธิ์ตัดสินใจในทุกเรื่องภายในจวนอ๋องแทนพระองค์
"ท่านอ๋องตรัสเช่นนี้ หม่อมฉันจะลองดูเพคะ"
ใบหน้างดงามช้อนตาขึ้นสบตากับซื่ออ๋องแววตาดูใสซื่อราวกับหญิงสาวที่ยังไม่เคยพบโลกกว้าง ยามแย้มยิ้มก็ดูสดใสส่งผลให้ซื่ออ๋องลุ่มหลงนางหนักกว่าเดิม ปรกติพระองค์จะประทับอยู่ที่ค่ายทหารและจะกลับมาที่จวนเป็นครั้งคราว ทว่าหลังจากที่มีพระชายารองอันหลงซีอยู่ที่จวนอ๋องซื่ออ๋องก็เสด็จกลับมาประทับกับพระชายารองทุกวันแม้ว่าระยะทางจากค่ายทหารมายังเมืองจินหลิงอยู่ห่างไกลเพียงใดแต่นั้นก็หาใช่อุปสรรคแต่อย่างใด
"พ่อบ้านสินสมรสของจูเหลี่ยวหมินจัดการไปถึงไหนแล้ว" ซื่ออ๋องตรัสถามพ่อบ้านหลายวันมานี้พระองค์เกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย
พ่อบ้านก้มหน้าต่ำเอ่ยตอบ "ทูลท่านอ๋องกระหม่อมได้จัดการเตรียมเป็นที่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ตามปรกติแล้ว สตรีที่ซื่ออ๋องพระราชทานให้กับลูกน้องใต้บังคับบัญชาจะไม่มีสินสมรสประทานให้ด้วยแต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ของภรรยาตู้เยว่ผิงฆ่าตัวตายเมื่อห้าปีก่อนพระองค์ทรงเก็บมาใคร่ครวญอีกครั้ง พระองค์จึงคิดว่าควรที่จะมอบสินสมรสให้กับพวกนางเพื่อชดเชยในสิ่งที่พวกนางได้สูญเสียโอกาสในจวนอ๋องไปซึ่งสินสมรสที่ประทานให้จะเป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึงทองซึ่งก็มากพอที่จะให้พวกนางได้ใช้ชีวิตอยู่กับสามีโดยที่ไม่ลำบาก
อันหลงซีขมวดคิ้วเล็กน้อย ยามได้ฟังสิ่งที่ท่านอ๋องตรัสกับพ่อบ้านนางไม่รู้มาก่อนว่าท่านอ๋องจะพระทัยดีถึงขนาดมอบเงินหนึ่งร้อยตำลึงทองให้กับสตรีเหล่านี้ไป
หญิงสาวรอให้ซื่ออ๋องกลับไปที่ห้องหนังสือนางจึงเรียกพ่อบ้านเข้ามาสอบถามจึงได้ทราบว่าสินสมรสเหล่านี้จะถูกมอบให้จูเหลี่ยวหมินในอีกสามวันข้างหน้า
รุ่งเช้า จูเหลียวหมินตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อจัดเตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคน นางคิดว่าตนเองตื่นเช้าแล้วแต่สามีกับเด็กๆทั้งสองตื่นเช้ากว่านางอีก
อู๋เผิงเดินไปหยิบถังน้ำสองใบไปที่ลำธาร มีอู๋เต๋อเดินถือถังไม้ใบเล็กๆติดตามไปด้วย
จูเหลี่ยวหมินจึงเข้าครัว เตรียมอาหารเช้ารอ นางพบกับไฉยี่ในห้องครัวเด็กสาวส่งยิ้มทักทายนาง เมื่อคืนนวดแป้งไว้ทำซาลาเปาเรียบร้อยแล้วเช้านี้นางกับไฉยี่จึงเริ่มลงมือทำซาลาเปากัน