บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 68 | การทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัด 4

            จากจำนวนผู้เข้าทดสอบแปดพันหนึ่งร้อยยี่สิบคนได้ถูกลดทอนลงไปเหลือเพียงสี่พันสามร้อยคน

            ในจำนวนดังกล่าว กวีและเรเวนคือหนึ่งในนั้น เมื่อลองกวาดสายออกไป กลุ่มที่คาดว่าจะเป็นพรรคพวกของโมมิยะ เด็กชายผู้มีเส้นผมสีขาวราวหิมะ หรือแม้กระทั่งเจ้าฆาตกรโรคจิตเซรินก็ยังคงอยู่รอดปลอดภัย

            “แย่จริงๆ โลกใบนี้มันแคบขนาดนี้เลยรึไงนะ” กวีทอดถอนหายใจและกล่าวออกมา 

            การทดสอบในรอบแรกจบลงด้วยผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม ทันใดนั้น โบโบโบจึงก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมริมฝีปากขยับยกขึ้นสูง 

            “จากนี้ไปพวกเราจะเริ่มเข้าสู่การทดสอบที่สอง” เริ่มเปล่งวาจาเพื่อว่ากล่าวพลางยกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาและชี้ขึ้นไปด้านบน “ตอนนี้พวกเราอยู่ชั้นใต้ดิน ณ เกาะร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้ พวกนายทั้งหมดจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังห้องที่อยู่ด้านบนเพื่อเริ่มต้นทำการทดสอบที่สอง โดยการทดสอบในรอบต่อไปจะมีชื่อว่า ‘ห้องแห่งสัจธรรม’ ”

            ชื่อของการทดสอบที่สองแลดูน่าสนใจ เพราะมันมิได้ระบุเจาะจงเฉกเช่นการทดสอบที่หนึ่งหรือการทดสอบที่ศูนย์

            “วิธีการผ่านการทดสอบคือพวกนายจำต้องตอบคำถามให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ทุกคนในที่นี้จะถูกจับแยกคละห้อง ภายในหนึ่งห้องจะมีอยู่สิบคน โดยจะมีเงื่อนไขอยู่สองอย่าง ข้อที่หนึ่ง ผู้เข้าทดสอบทุกคนจะถูกจับแยกคละห้องโดยการสุ่ม จงอย่าคาดหวังว่าจะได้อยู่กับเพื่อนของตนในห้องเดียวกัน และข้อที่สอง ผู้เข้าทดสอบทุกคนจะมีโอกาสตอบคำถามได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น หากตอบผิดจะถือว่าสอบตก หรือหากเลือกที่จะไม่ตอบจนเวลาหมดลง ในกรณีนี้ก็ถือว่าสอบตกเช่นกัน”

            สีหน้าของกวีเจือแววความสุขบางๆ การเดินทางระหว่างเขาและเรเวนแลดูว่าใกล้จะสิ้นสุดลง มีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดที่เส้นทางของทั้งสองจักเข้ามาบรรจบกันอีกครั้ง ซึ่งโอกาสนั้นคือหนึ่งในสี่ร้อยสามสิบส่วนเพียงเท่านั้น 

            ทว่า แววตาของเรเวนกลับแสดงออกในอีกนัยหนึ่ง มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋า ริมฝีปากพลันขยับยกขึ้นสูงพร้อมแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม ประหนึ่งว่าในหัวกำลังรวบรวมสมาธิเพื่อครุ่นคิดถึงบางสิ่ง 

            “เช่นนั้นก็เอาไว้พบกันใหม่อีกครั้ง และเมื่อเวลานั้นมาถึง ก็แสดงว่าพวกเธอได้ผ่านการทดสอบในรอบต่อไปเป็นที่เรียบร้อย” เสียงของโบโบโบพลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง มือขวายกขึ้นอยู่เหนือศีรษะ ทันใดนั้น ร่างกายของบรรดาผู้เข้าทดสอบต่างพากันเปล่งประกายแสงสว่างเจิดจรัส “พรึ่บ!” เพียงชั่วครู่ขณะ รูปลักษณ์ของผู้คนนับพันต่างพากันสูญสลายหายไปในทันใด

            ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมเพียงเสี้ยววินาที ใจกลางลานกว้างอันกว้างใหญ่หลงเหลืออยู่เพียงชายวัยกลางคนผู้สวมใส่แว่นกันแดดสีดำเพียงผู้เดียว

            “เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ ครั้งหน้าคงต้องขอค่าจ้างเพิ่มสักหน่อยแล้วสิ” 

            เสียงทอดถอนหายใจดังก้องกังวานท่ามกลางห้วงอากาศอันว่างเปล่า อย่างไรก็ตาม กลับถ่ายทอดความเหนื่อยล้าได้อย่างลึกล้ำด้วยน้ำเสียงอันไร้เรี่ยวแรงประหนึ่งชายชราใกล้ฝั่ง

            ณ อีกด้านหนึ่ง มีเพียงความมืดดำปรากฏอยู่รอบกาย กวีมิอาจล่วงรู้ได้ว่าตนนั้นกำลังแหวกว่ายอยู่ ณ ที่แห่งใด 

            “พรึ่บ-”

            ลำแสงสีทองพลันสว่างวาบ พร้อมเปลือกตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ เปิดขึ้นอีกครั้ง 

            “ที่นี่คือ ?”         

            นั่นคือถ้อยคำแรกที่กวีเริ่มต้นเอ่ยถาม พลันทิวทัศน์เบื้องหน้าเริ่มชัดเจน กลับพบว่าตนได้ถูกเคลื่อนย้ายมายังสถานที่แห่งใหม่ 

            ภายในห้องขนาดกลางราวหกเสื่อ ไร้ซึ่งเครื่องเรือนเครื่องประดับใดๆ หากแต่ภายในห้องมิได้มีเพียงกวีเพียงผู้เดียว ยังมีผู้เข้าทดสอบคนอื่นอีกเก้าคน เมื่อรวมตนเองเข้าไป จำนวนของชายคือเก้า และสุดท้ายมีหญิงงามอยู่เพียงหนึ่ง 

            ทุกสิ่งเป็นไปดังที่ผู้คุมสอบเคยกล่าว ภายในห้องจะมีผู้เข้าสอบอยู่สิบชีวิต ถึงกระนั้น กลับมีอยู่เพียงหนึ่งที่มิได้เป็นไปดังนั้น

            “โย่ว เจอกันอีกแล้วนะ”

            เสียงของชายผู้หนึ่งดังก้องมาแต่ไกล ซึ่งไม่มีทางที่กวีจะลืมเลือนว่านั่นเป็นเสียงของผู้ใด

            กวีเหลียวมองไปตามต้นตอของเสียง แววตานั้นเพ่งมองเบื้องหน้าทว่ากลับพยายามจะเลี่ยงหลีก ในขณะเดียวกัน รอยยิ้มของอีกฝ่ายกลับระรื่นชื่นบานไม่เคยแปรเปลี่ยน

            “นายชื่อเรเวนสินะ ดูเหมือนนายกำลังดีใจที่ได้เจอชั้นอีกครั้ง แต่ขอตอบตามตรงเลย ชั้นไม่ดีใจเลยสักนิด”

            หางตาชี้ขวางพร้อมฟังออกถึงความไม่พอใจในน้ำเสียง ช่างน่าหงุดหงิดยิ่งนัก คราแรกคิดว่าตนนั้นสามารถสลัดตัวน่ารำคาญได้แล้ว ทว่าทุกสิ่งกลับมิได้เป็นไปอย่างที่คิด 

            ถึงกระนั้น เมื่อสังเกตจากรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เกรงว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคงมิใช่เพราะความบังเอิญ 

            “นายทำอะไรลงไปกันแน่ ?” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอ่ยถาม เมื่อได้ยินเช่นนั้น เรเวนจึงยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกระซิบออกไปด้วยน้ำเสียงอันบางเบา 

            “ชั้นใช้จดหมายแนะนำตัว”

            แววตาของกวีพลันเบิกกว้างในทันใด ในใจพลางครุ่นคิด ว่าเหตุไฉนเจ้าหนุ่มรูปงามจึงมีสิ่งนั้นอยู่ในมือ 

            จากสิ่งที่โมโมซึมิได้บอกเล่าเอาไว้ จดหมายแนะนำตัวจะมอบสิทธิพิเศษให้แก่ถือผู้ครอง ในการทดสอบนักบุกเบิกมือใหม่ ผู้ถือครองจะสามารถปรับเปลี่ยน ‘เงื่อนไข’ ของการทดสอบได้หนึ่งครั้ง 

            ในกรณีของการทดสอบรอบที่สอง เงื่อนไขได้ถูกแบ่งออกเป็นสองข้อด้วยกัน 

            ข้อที่หนึ่ง ผู้เข้าทดสอบทุกคนจะถูกจับแยกคละห้องโดยการสุ่ม 

            ข้อที่สอง ผู้เข้าทดสอบทุกคนจะมีโอกาสตอบคำถามได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น

            การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขคือสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือครองจดหมายแนะนำตัว ในกรณีของเรเวน ตัวเขาได้ใช้งานและทำการแก้ไขเงื่อนไขข้อที่หนึ่ง จากคำว่า ‘โดยการสุ่ม’ ถูกปรับให้กลายเป็น ‘โดยการติดตามไปกับผู้เข้าทดสอบที่มีนามว่ากวี’

            อย่างไรก็ตาม แม้จดหมายแนะนำตัวจะดีเลิศประเสริฐศรีเพียงใด ทว่าผู้ที่สามารถเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ได้จำต้องเป็นนักบุกเบิกระดับเพชรขั้นที่หนึ่งเป็นต้นไป จึงน่าฉงนและชวนให้สงสัย ว่าผู้ใดกันที่มอบจดหมายแนะนำตัวให้แก่เรเวน 

            หรือหากจะกล่าวในอีกนัยหนึ่ง..

            ‘ชายผู้นี้มีผู้ทรงอิทธิพลหนุนหลังอยู่’

            แม้จะมิอาจหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้ได้ กระนั้นสีหน้าอันระรื่นชื่นบานไม่รู้ร้อนรู้หนาวกลับสร้างความรำคาญใจให้แก่กวีอยู่ไม่น้อย 

            “ชั้นชอบคนอย่างนายนะ อยู่กับนายสนุกกว่าอยู่กับเจ้าพวกที่เอาแต่ทำหน้าตาเคร่งเครียดตรงนั้นเยอะเลย”

            สายตาของทุกคนพลันจ้องมองมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังนินทาตนอยู่ในระยะเผาขน

            “ขอเถอะ เลิกทำให้ชั้นขนลุกสักที”

            จากบรรดาสี่ร้อยสามสิบห้อง ห้องห้องนี้มีหมายเลขคือสี่ร้อยสิบ 

            บรรยากาศภายในห้องมีเพียงความเงียบสงัด นอกเหนือไปจากเสียงที่กระซิบคุยกันระหว่างเรเวนและกวี ก็ไม่มีเสียงใดอีกแล้วที่จะดังแทรกเข้ามา 

            “ขอยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่การทดสอบรอบที่สอง”

            ในชั่วครู่หนึ่ง เสียงของหญิงสาวดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณด้วยความเพราะพริ้ง เมื่อลองมองออกไปยังท้ายสุดของอีกฟากฝั่ง กลับพบว่ามีบานประตูเหล็กกล้าตั้งตระหง่านอย่างแข็งแกร่ง ด้านหน้ามีโต๊ะพร้อมเครื่องอัดเสียง นาฬิกา และปุ่มกดสีดำ เหนือศีรษะขึ้นไปปรากฏอุปกรณ์ซึ่งสามารถกระจายเสียงไปยังทั่วทุกมุมห้อง 

            “การทดสอบนี้มีชื่อว่า ‘ห้องแห่งสัจธรรม’” เสียงของหญิงสาวดังก้องกังวานอีกครั้ง เริ่มต้นจากอุปกรณ์ที่อยู่เหนือศีรษะและแผ่ขยายไปยังทั่วทุกมุมห้อง “อย่างไรก็ตาม ชั้นจะขอเพิ่มเติมข้อมูลนอกเหนือไปจาก ‘เงื่อนไข’ และ ‘วิธีการผ่านการทดสอบ’ ที่ผู้คุมสอบโบโบโบเคยกล่าวไปแล้ว ก่อนอื่นเลย ขอให้ทุกคนจงมองไปที่ประตูบานใหญ่ที่อยู่อีกฟาก”

            สิ้นเสียงของเธอ สายตาของผู้เข้าทดสอบทุกคนจึงเหลียวมองไปตามคำบอกเล่าของหญิงสาวปริศนากันอย่างพร้อมเพรียง 

            นาฬิกาตั้งโต๊ะถูกตั้งค่าเอาไว้ที่หนึ่งชั่วโมง ซึ่งเมื่อนำถ้อยคำที่โบโบโบเคยกล่าว จึงหมายความว่าผู้เข้าทดสอบจำต้องตอบคำถามให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด 

            “วิธีการก็แสนจะง่ายดาย ขั้นตอนแรกคือต้องเดินทางไปยังด้านหน้าประตู จากนั้นก็เพียงกดปุ่มสีดำและตอบคำถาม” 

            ขั้นตอนแลดูมิได้ซับซ้อนเท่าใด ทว่าสาระสำคัญมิได้อยู่ ณ จุดนั้น 

            “อย่างไรก็ตาม ชั้นจะขอเน้นย้ำเป็นครั้งสุดท้าย พวกเธอทุกคนจะมีโอกาสตอบคำถามได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากตอบผิดจะเท่ากับการสอบตก หรือหากไม่ตอบจนกระทั่งเวลาหมดลง ในกรณีนั้นก็หมายถึงการสอบตกเช่นเดียวกัน ระวังและคิดตอบคำถามกันอย่างรอบคอบเอาไว้ล่ะหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทั้งหลาย”

            เสียงของหญิงสาวปริศนาพลันหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ซึ่งในขณะเดียวกัน ทุกคนกลับยังคงนิ่งสงบเพื่อเฝ้ารอข้อมูลที่สำคัญที่สุด 

            “เอาล่ะ ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยกันแล้ว” เสียงของหญิงสาวปริศนาเริ่มต้นดังกังวานอีกครั้ง พร้อมกับสีหน้าของผู้เข้าทดสอบที่แปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังในทันใด 

            “คำถามคือ ‘ภายในฝูงแกะขาว ใครกันคือแกะดำ ?’ คำใบ้คือ ‘บางทีอาจไม่ใช่สีดำ บางครั้งอาจจะเป็นสีเหลือง หรือแม้กระทั่งสีแดง สีเขียว สีน้ำตาล หรือสีใดก็ตาม’”

            เมื่อสิ้นสุดถ้อยคำ ผู้เข้าทดสอบทุกคนจึงหุนหันพลันแล่นพลางเร่งเหลียวมองรอบกาย 

            ความตึงเครียดแผ่ขยายไปทั่วทั้งบริเวณ พวกเขาทั้งหมดล้วนตีความคำถามไปในทิศทางเดียวกัน 

            หรือก็คือ..

            ‘มีแกะดำหรือใครบางคนที่ต้องตามหาอยู่ภายในห้องนี้’

            ทันใดนั้น ในขณะที่ทุกคนยังคงระแวงกันและกัน เสียงของหญิงสาวปริศนากลับก้องกังวานขึ้นมาในทันใด 

            “ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้น ชั้นจะทำการจำลองว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผ่านการทดสอบ”

            ประตูบานยักษ์ค่อย ๆ เปิดออกเมื่อเสียงสิ้นสุดลง แต่ในทันใดนั้น บางสิ่งได้เคลื่อนผ่านกายาของกวีไปยังเบื้องหน้าด้วยความเร็วประหนึ่งสายลม

            “เปิดให้แบบนี้ก็สวยสิวะ อยากจะทดสอบอะไรก็เชิญเถอะเจ้าพวกโง่ แต่ข้าขอล่วงหน้าไปก่อนล่ะ”

            เขากล่าวพลางเหลียวมองกลับมาด้วยความเย้ยหยัน เสียงหัวเราะดังลั่นแฝงความดูถูกดูแคลน ในขณะที่กายากำลังใกล้เคลื่อนผ่านบานประตูเพื่อไปยังอีกฟากฝั่ง 

            แต่ทว่า พลันฝ่าเท้าเหยียบย่ำลงไป ณ จุดกึ่งกลางของบานประตู ร่างกายของเขากลับถูกไฟช็อตพลางร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดที่แพร่กระจายไปทั่วร่างในฉับพลัน

            เขาล้มลงนอนกองกับพื้น สติสัมปชัญญะเหือดหายไปในทันใด ครู่ต่อมา กายเนื้อพลันเริ่มส่องประกายแสงสว่างสีทองเจิดจรัส เพียงไม่นาน ร่างกายนั้นได้สูญสลายหายไปประหนึ่งไม่เคยมีตัวตน 

            “อนึ่ง..” หญิงสาวปริศนาเริ่มต้นเปล่งเสียง ท่ามกลางสีหน้าที่แฝงความสงสัยของกวีและเรเวนรวมไปถึงผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่ “อาจจะช้าเกินไป แต่ชั้นจะขอเน้นย้ำอีกเรื่อง การฝ่าฝืนกฏไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตามจะถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่เพียงแค่จะทำให้พวกเธอสอบตก แต่ยังรวมไปถึงการห้ามเข้าทดสอบเป็นเวลาห้าปี ระวังกันเอาไว้ด้วยล่ะ”

            เกรงว่าจะไม่ทันการณ์ เพราะแม้ยังมิได้เริ่มต้นการทดสอบ ทว่าภายในห้องที่สี่ร้อยสิบกลับมีผู้สอบตกไปแล้วถึงหนึ่งคน.

            “เช่นนั้นก็..”

            ‘เริ่มการทดสอบได้ !!’

            นาฬิกาเริ่มต้นนับถอยหลังในทันที ประตูที่เคยเปิดพลันเริ่มต้นปิดลง 

            “สิบวินาที.. สินะ”

            ท่ามกลางหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น เสียงของใครบางคนได้ดังก้องอย่างบางเบา ในขณะที่ผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่มิได้มอบความสนใจให้ กลับมีเพียงกวีคนเดียวที่ได้ยิน

            เขาแอบเหลียวมองไปตามต้นตอของเสียง กระนั้นกลับมิอาจควานหาตัวตนของเจ้าของ

            “หากรวมครั้งนี้ไปด้วย ชั้นเคยเข้าสอบมาแล้วเก้าครั้ง และทุกครั้งก็มักจะมีพวกมักง่ายเช่นนี้ปะปนเข้ามาด้วยเสมอ” หนึ่งในเก้าผู้เข้าทดสอบเริ่มต้นกล่าว รูปร่างของเขาบึกบึนพร้อมกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต ไม่แปลกเลยที่เขาจะนิ่งสงบแม้ในสถานการณ์เช่นนี้ 

            ถึงกระนั้น คนอื่น ๆ กลับมีสีหน้าที่มิได้ใส่ใจ ราวกับว่าต่อให้ใครจะเป็นเช่นไรก็คงมิใช่เรื่องของพวกเขา 

            ยกเว้นเพียงเรเวน 

            “ถ้านายรู้ถึงขนาดนั้น ทำไมถึงไม่หยุดเขาเอาไว้ บางทีเจ้านั่นก็อาจจะไม่รู้ก็ได้” เขาขึ้นเสียงตวาดใส่ชายร่างยักษ์ สองมือกำแน่นบีบอัดไปด้วยความโกรธ 

            ทันใดนั้น กวีจึงยื่นมือเข้าแตะไหล่ของเขาเบา ๆ และกล่าวว่า “หยุดเถอะ” เรเวนเร่งหันกลับมาด้วยความไม่พอใจ แม้จะน่ารำคาญเป็นครั้งคราว ทว่าเขานั้นกลับมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของตนอย่างแท้จริง

            ถึงกระนั้น กลับมีหนึ่งสิ่งที่เรเวนจำต้องตระหนักรู้ให้ได้ถึงความเป็นจริง

            “หยุดเถอะ นี่เป็นการแข่งขันที่มีรางวัลสูงลิ่ว และทุกคนทั้งหมดที่มีอยู่ ณ จุดจุดนี้ล้วนแล้วแต่ต้องการผ่านการทดสอบ ไม่ว่าใครก็ต้องการตัดคู่แข่งให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการที่สกปรกแค่ไหนก็ตาม”

            สิ่งที่กวีกล่าวคือความจริง

            “ถูกอย่างที่เจ้าหนุ่มพูด” ชายร่างยักษ์เริ่มต้นกล่าว “อาชีพนักบุกเบิกมันทำเงินได้ดีก็จริง แต่การสอบถือว่าโหดหินและมีบททดสอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละปี และในขณะเดียวกัน พวกเห็นแก่ตัวอย่างชั้นมันก็มักจะมีอยู่เกลื่อนกลาดอยู่ในการทดสอบแต่ละครั้ง”

            คำพูดของชายร่างยักษ์ทำให้เรเวนทำได้เพียงนิ่งเงียบ ริมฝีปากกระทบกันดังกรอด สองมือกำแน่นพร้อมแสดงออกถึงโทสะ ทว่ากลับไร้ซึ่งถ้อยคำโต้แย้ง เพราะแม้กระทั่งเจ้าตัวยังออกปากยอมรับ เช่นนั้นคงไม่มีทางเลือกใดอื่นอีกแล้วนอกจากยอมรับแม้ตนไม่อยากยอมรับ

            ถึงกระนั้น กลับมีหนึ่งสิ่งที่ทุกคนต่างสงสัย 

            ว่าใครกันล่ะ..

            ‘คือแกะดำ’ 

            บรรยากาศภายในห้องพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที ความอึดอัดเริ่มต้นปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง เงียบงันประดุจป่าช้า พร้อมสายตาที่หวาดระแวงของเหล่าผู้เข้าทดสอบต่างหุนหันไปยังคนอื่น ๆ 

            “เริ่มแล้วสินะ”

            เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นโดยไร้ซึ่งที่มา ทว่าเรเวนกลับยังไม่เข้าใจว่าถ้อยคำดังกล่าวกำลังหมายความเยี่ยงไร

            “หมายความว่าไง ?” เขาจึงเร่งเอ่ยถาม เมื่อนั้นกวีจึงเหลียวมองกลับมาหา ริมฝีปากพลันเริ่มต้นสั่นไหวพร้อมกล่าว “จำที่ผู้คุมสอบคนก่อนเคยพูดได้ไหม ถึงสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นนักบุกเบิก”

            หนึ่งคำถามได้ถูกตอบกลับด้วยคำถามใหม่ เรเวนเริ่มต้นใช้ความคิด และเพียงไม่นานนัก ในหัวพลันมีแสงสว่างวาบปรากฏขึ้นพร้อมหนึ่งคำตอบ 

            “การทำงานเป็นหมู่คณะ !!”

            “ถูกต้อง ถึงแบบนั้น นายไม่คิดว่ามันออกจะแปลกไปหน่อยหรือ ?”

            คำพูดของกวีชวนให้ครุ่นคิดอีกครั้ง พลันได้เห็นถึงแววตาที่แสดงออกถึงความอยากรู้อยากเห็น เมื่อนั้นกวีจึงเริ่มต้นกล่าวเพื่อชี้แจงแถลงไข

            “ลองคิดดูให้ดีสิ คนแปลกหน้าที่ไหนจะสามารถทำงานร่วมกันในแวบแรก ยิ่งเมื่อทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทุกคนต่างสงสัยในตัวของอีกฝ่าย แบบนี้นายคิดจริง ๆ หรือว่าทีมเวิร์คจะเกิดขึ้นได้จริง ๆ น่ะ”

            เรเวนที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับมิอาจโต้แย้ง “ก็จริง..” เขาเอ่ยตอบแม้ว่าตนไม่อาจยอมรับ ทว่ายามนี้สถานการณ์ทั้งหมดกลับเป็นไปดังที่กวีได้กล่าวมาทั้งหมด

            และในทันใดนั้น แววตาของกวีกลับแปรเปลี่ยนไป แฝงความจริงจังอย่างน่าสะพรึง ประหนึ่งสายลมเปลี่ยนทิศ ราวกับว่าตัวเขานั้นกำลังคิดวิเคราะห์บางสิ่งอยู่ในหัว

            “ก็หมายความว่า เป้าหมายของการสอบในครั้งนี้..”

            ‘ก็เพื่อกำจัดพวกที่ทำงานเป็นกลุ่มไม่ได้ยังไงล่ะ’

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน