หลังจากสังหารคนจากสำนักบัวหิมะคนสุดท้ายลง เยี่ยซุนที่ยืนอยู่ข้างเทียนฟางมาตั้งแต่ต้นก็ได้เดินเข้าไปหาทิวรั่วซาน
หลังจากสอบถามอาการบาดเจ็บต่างๆ เสร็จแล้ว เยี่ยซุนและทิวรั่วซาน ต่างแยกย้ายกันออกไปค้นตามตัวของศพของคนจากสำนักบัวหิมะ
พวกเขาเก็บของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูแล้วว่ามีประโยชน์มาได้เป็นจำนวนมาก ศพมากกว่าร้อยนี้ทำให้เขามีกระบี่ที่รวบรวมได้กว่าร้อยเล่ม
นอกจากนั้นดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะเป็นนายน้อยจากตระกูลระดับกลางเสียหลายส่วนทำให้ทิวรั่วซาน เยี่ยซุนและเทียนฟางประสบโชคดีเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากเมื่อค้นตัวศพจนครบแล้วพวกเขาพบกับโอสถกว่าร้อยเม็ดเป็นโอสถฟื้นฟูระดับต่ำห้าสิบเม็ดและยาพื้นฐานลมปราณระดับต่ำกว่าสิบเม็ด นอกจากนี้ยังมีเม็ดยาแก้พิษชนิดต่างๆ อีกไม่น้อย รวมทั้งหมดแล้วมีไม่น้อยกว่าร้อยเม็ด
ที่ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นก็คือเมื่อค้นศพของคนที่มีขอบเขตลมปราณก่อกายาขั้นที่เก้าร่วมสิบคนพวกเขาก็ได้พบกับเงินจำนวนไม่น้อย คือเหรียญเงินจำนวนเจ็ดสิบเรียญและเหรียญทองแดงอีกกว่าสามร้อยเหรียญเลยที่เดียวครั้งนี้นับว่าพวกเขามีโชคไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากที่เก็บกวาดทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จแล้วพวกเขาจึงกลับเข้าไปในถ้ำ ฟงหยานที่ได้รับเม็ดยาฟื้นฟูแล้วเริ่มมีอาการที่ดีขึ้น เมื่อเทียนฟางมองดูก็ต้องแปลกใจอยู่หลายส่วนเพราะถ้าหากเป็นผู้อื่นได้รับบาดเจ็บมาเช่นนั้น ย่อมต้องนอนรักษาตัวอยู่หลายวันกว่าจะหาย
แต่ฟงหยานผู้นี้กลับสามารถฟื้นฟูร่างกายของตนเองได้ภายในไม่กี่ชั่วยามนับว่าเป็นตัวประหลาดคนหนึ่งก็ว่าได้เมื่อพูดถึงตัวประหลาด เทียนฟางพลันเหลือบไปดูคนอื่นๆ ก่อนจะนึกในใจว่า 'นี่มันงานรวมตัวสัตว์ประหลาดชัดๆ '
"เราคงต้องรีบออกเดินทางแล้วท่านประมุขน้อย เมื่อเวลาผ่านไปกลิ่นเลือดที่มากขนาดนี้ย่อมดึงดูดสัตว์อสูรจำนวนมากมายังที่นี่แน่"
เป็นเยี่ยซุนที่พูดขึ้นมา ก่อนที่ทิวรั่วซานจะพูดสำทับขึ้นว่า
"ข้าก็เห็นว่าเราควรจะทำเช่นนั้น ไม่ว่าอย่างไรที่แห่งนี้ก็ถูกค้นพบโดยคนของสำนักบัวหิมะแล้ว หากรั้งอยู่ต่อย่อมต้องพบเจอกับปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างแน่นอน"
เทียนฟางพยักหน้าพร้อมกับเหลือบไปมองฟงหยานที่ยังบาดเจ็บ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้ากลับตอบกลับมา ทุกคนจึงเริ่มต้นออกเดินทางในทันที
แต่ก่อนที่จะออกจากถ้ำทิวรั่วซานพลัน หยุดเดินพร้อมกับหันมาพูดกับเทียนฟังว่า
"ใช่แล้วท่านประมุขน้อย ข้าน้อยเกือบลืมไปว่าได้รับมอบสิ่งของอย่างหนึ่งมาให้ท่าน"
จากนั้นทิวรั่วซานก็ได้ยืนกำไลสีดำสนิทอันหนึ่งมาให้เป็นกำไลที่ดูเรียบง่ายเป็นอย่างมากมันเป็นเพียงกำไรเกลี้ยงๆ ไร้ลวดลายประดับสวยงามใดใด
"นี่เป็นกำไลมิติที่ข้าน้อยได้รับมอบมา ท่านประมุขน้อยเพียงต้องหยดเลือดลงไปเท่านั้นก็จะสามารถใช้งานมันได้แล้ว"
จากนั้นเทียนฟางจึงหยดเลือดลงไปบนกำไรตามที่ทิวรั่วซานได้บอก ทันใดนั้นเองที่กำไลสีดำพลันเรืองแสงขึ้นมา จากนั้นเทียนฟางก็รู้สึกว่าเขาสามารถมองเข้าไปในกำไลมิติอันนั้นได้
ภายในเป็นคล้ายห้องโล่งโล่งห้องหนึ่ง ขนาดของมันไม่กว้างและไม่เล็กนักแต่เมื่อคิดว่ากำไลอันเล็กน้อยนี้สามารถเก็บของที่ใหญ่กว่าตัวของมันได้ไม่รู้ตั้งกี่เท่าก็นับว่ามันเป็นของที่สุดจะพิสดารสิ่งหนึ่งแล้ว
"ส่วนนี้เป็นเม็ดยาและกระบี่ที่เรารวบรวมมาได้ ขอท่านประมุขน้อยโปรดเก็บรักษาไว้"
จากนั้นทิวรั่วซานก็ได้มอบเม็ดยาและใช้มือจับไปที่กำไลของเทียนฟาง ก่อนที่กระบี่ทั้งหมดจะไปปรากฏอยู่ในห้องมิติภายในกำไรของเทียนฟาง
"แต่นี่มัน....."
เที่ยงฟางรู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมากเพราะว่าตั้งแต่ต้นเขาทำได้เพียงยืนมองดูเท่านั้นหากพูดว่าคนที่สมควรได้รับสิ่งเหล่านี้ที่สุดก็คงจะเป็นทิวรั่วซาน แต่เมื่อเห็นว่าทิวรั่วซานยืนยันไม่ยอมรับคืนเทียนฟางจึงได้แต่จนใจรับสิ่งของเหล่านั้นมา
จากนั้นทั้งสี่คนจึงเดินทางต่อไป
"นี้เรากำลังจะไปที่ไหนกัน? "
เทียนฟางเอ่ยถามขึ้นระหว่างที่เดินลัดเลาะไปตามสันเขาแห่งหนึ่ง
"ข้าได้ให้ฟงหยานนำทางไปยังทะเลสาบที่เขาเจอก่อนหน้านี้ ไม่ว่าอย่างไรต้นจิตพยัคฆ์ นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยแม้แต่น้อย อีกอย่างข้ายังสงสัยทั้งที่ก่อนหน้านี้คนของสำนักบัวหิมะต่างได้พบเจอมันแล้วแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดพวกมันถึงไม่มีต้นจิตพยัคฆ์ติดตัวมาเลยซักคน"
"หรือไม่.....ต้นจิตพยัคฆ์ก็อยู่กับคนที่ชื่อถงกู่เหลียน"
เทียนฟางพูดขึ้นก่อนจะพบว่าทิวรั่วซานได้สะบัดหน้าหนีพร้อมกับส่งเสียงแสดงความหงุดหงิดออกมา จากนั้นทิวรั่วซานจึงรีบพูดขึ้นว่า
"ข้าน้อยว่าเราควรเริ่มออกเดินทางกันต่อเถอะ"