เล่มที่2 บทที่44 เสี่ยวอู๋จากไป
ไม่ใช่แค่เสี่ยวอู๋เท่านั้นที่ผิดปกติ แม้แต่อาเล็กของเขาก็มีทีท่าไม่เหมือนเดิม
“พี่เฉิน ออกมาข้างนอกหน่อยได้หรือไม่” จู่ๆ เสี่ยวอู๋ก็เอ่ยขึ้น
“ได้” จั่วเฉินพยักหน้า ก่อนจะเดินตามเสี่ยวอู๋ออกไป
เสี่ยวอู๋บีบมือจั่วเฉินแรงขึ้น คล้ายกับกลัวว่าหลังจากนี้พวกเขาจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของนาง จั่วเฉินก็เก็บรอยยิ้ม สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันทีเท่าที่เขาจำได้ น้อยครั้งมากที่เสี่ยวอู๋จะมีสีหน้ากังวล ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นนางมีสีหน้าเช่นนี้ก็คือเมื่อสองปีก่อนตอนที่นางถูกคนใหญ่คนโตของตำหนักนภาปราณยุทธหมายตาและพาตัวมา
“หรือว่า...” จั่วเฉินหัวใจกระตุกวูบ
ทั้งสองเดินไปตามทางเดินของสำนัก ตลอดทางไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมานั่นยิ่งทำให้บรรยากาศรอบข้างอึมครึมขึ้นกว่าเดิม เมื่อเดินมาถึงจุดที่ค่อนข้างลับตาคน เสี่ยวอู๋ก็เอ่ยออกมา
“พี่เฉิน ข้าต้องจากไปแล้ว”
“อะไรนะ? จากไปหรือ?” จั่วเฉินหันขวับไปมองหน้าเสี่ยวอู๋อย่างไม่เข้าใจ
“ใช่ เดิมทีข้ากลัวว่าจะรบกวนการฝึกของท่านจนส่งผลต่อการประลองตารางอันดับข้าจึงยังไม่ได้บอก ทว่าตอนนี้เกรงว่าจะไม่ทันแล้ว ท่านพ่อส่งคนมาตามข้าถึงสองครั้งแล้วข้าต้องรีบกลับไป” เสี่ยวอู๋อธิบาย
“ข้าอยากรู้ว่าพี่เฉินคิดเห็นอย่างไร”
จั่วเฉินได้ยินก็หน้าเปลี่ยนสี
“สกุลน่าหลันหรือ?”
“ใช่ คนที่มาแจ้งข่าวบอกว่าข้าเป็นองค์หญิงน้อยของสกุลน่าหลันต้องขอโทษด้วยที่ข้าไม่ได้บอก ข้าเองก็เพิ่งรู้เรื่องนี้ได้ไม่นาน ไม่ได้คิดจะปิดบังท่านจริงๆ”เสี่ยวอู๋อธิบายต่อพร้อมดวงตาทั้งสองที่เริ่มคลอไปด้วยน้ำตา
จั่วเฉินไม่ได้ตอบอะไร เขาได้แต่ทอดสายตาออกไปด้านนอก
กลับคืนสกุลอย่างนั้นหรือ?
เขากับเสี่ยวอู๋เติบโตมาด้วยกันจึงรู้เรื่องของกันและกันเป็นอย่างดีสำหรับเรื่องชาติตระกูลของนาง จั่วเฉินเองก็พอจะรับรู้อยู่บ้าง
สกุลน่าหลันนี้ไม่ได้ขึ้นตรงต่อราชวงศ์ไหนๆ พวกเขาตั้งตัวอยู่นอกเหนือราชวงศ์ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สกุลเช่นนี้มักจะเป็นสกุลใหญ่ในดินแดนแถบหนึ่ง นับว่ามีภูมิหลังที่ลึกล้ำจนยากจะคาดเดา
จั่วเฉินไม่อยากเชื่อว่าเสี่ยวอู๋ที่เขากับท่านอาเล็กเคยชั่วเอาไว้จะเป็นคนของสกุลน่าหลันที่ยิ่งใหญ่ เดิมยังคิดว่าแค่มีแซ่เหมือนกันเท่านั้น
ทว่าเมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว โทสะพลันปรากฏขึ้นในใจของจั่วเฉินสกุลน่าหลันเคยคิดหรือไม่ว่าหลายปีที่ผ่านมาเสี่ยวอู๋ต้องเจอเรื่องอะไรมาบ้าง หากไม่ใช่เพราะเขากับท่านอาเล็กไปพบเข้า ไม่รู้ว่านางจะต้องจะมีชีวิตทนทุกข์อย่างไรบ้าง
ยามนั้นทอดทิ้งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เอาไว้ ตอนนี้กลับสั่งให้นางหวนคืนสู่สกุลเรื่องนี้ดูจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรกระมัง ทำไมเสี่ยวอู๋จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของสกุลด้วยอีกอย่าง สกุลน่าหลันนี้ควรค่าให้นางกลับไปจริงๆ อย่างนั้นหรือ
แต่ในเมื่อบิดาของนางเป็นคนออกคำสั่งเอง เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับนางแล้วจั่วเฉินไม่สามารถตัดสินใจแทนได้
“ข้าย่อมไม่อยากให้เจ้าจากไปอยู่แล้ว สกุลน่าหลันไม่เคยมอบอะไรให้เจ้าอีกทั้งยังเคยทอดทิ้งเจ้าอีก แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นคำสั่งของบิดาเจ้าดังนั้นเรื่องนี้เจ้าตัดสินใจเองเถอะ”
จั่วเฉินมองเสี่ยวอู๋ด้วยท่าทีจริงจัง แววตาแฝงไปด้วยความสงสาร
“ไม่ต้องห่วง ต่อให้เจ้าจะกลับไป ข้าก็ต้องไปเยี่ยมเจ้าแน่นอน”
ได้ยินดังนั้น ความกังวลบนใบหน้าเสี่ยวอู๋ก็จางลง นางค่อยๆ แย้มยิ้มออกมา
“เข้าใจแล้ว แม้ตอนนั้นข้าจะยังเล็ก ไม่ค่อยรู้ความ แต่ข้าก็พอจะจำสีหน้าไม่ยินยอมของท่านแม่ได้บ้างข้าคิดว่าเรื่องในตอนนั้นน่าจะเป็นการตัดสินใจของทางสกุลมากกว่าไม่ใช่ความต้องการของท่านพ่อท่านแม่ข้าหรอก ตอนนี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้วถึงเวลาที่ข้าจะกลับไปพบพวกท่านเสียที”
“อื้อ กลับไปแล้วก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดี หากข้าแข็งแกร่งขึ้นจนได้เป็นศิษย์ตัวจริงของสำนักเมื่อไรเมื่อนั้นข้าจะต้องไปหาเจ้าที่สกุลน่าหลันแน่” จั่วเฉินเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสเรือนผมของนางอย่างแผ่วเบา
แม้จะพูดง่าย ทว่าจั่วเฉินเองก็มาจากตระกูลราชาจึงเคยเห็นความซับซ้อนของสกุลใหญ่ๆ มาไม่น้อย การที่สกุลน่าหลันทอดทิ้งไม่ไยดีเสี่ยวอู๋มาหลายปีแล้วจู่ๆ ก็ตามนางให้กลับไปเช่นนี้ เกรงว่าคงจะมีเหตุผลที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่แน่ ทว่าจั่วเฉินไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ให้นางฟัง
“พี่เฉิน หลังจากที่เสี่ยวอู๋ไปแล้ว ท่านต้องดูแลท่านอาเล็กให้ดีๆนะ แล้วก็อย่าขี้เกียจฝึกฝนล่ะ การประลองตารางอันดับหลังจากนี้สำคัญมากจริงๆ ท่านจะต้องคว้าอันดับดีๆมาให้ได้...”
คนทั้งสองพากันเดินไปรอบๆ ระหว่างนั้นเสี่ยวอู๋ก็เล่าเรื่องต่างๆให้จั่วเฉินฟังอีกมากมาย
จั่วเฉินรู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรมา เสี่ยวอู๋ก็หวังดีกับเขามาตลอดไม่ว่าเรื่องอะไรก็ช่วยคิดแทนให้หมด นอกจากท่านพ่อท่านแม่แล้ว คนที่ดีกับเขาอย่างจริงใจก็เห็นจะมีแค่เสี่ยวอู๋กับท่านอาเล็กเท่านั้น
แม้จั่วเฉินจะสัญญาไว้แล้วว่าเขาจะไปเยี่ยมเยียนเสี่ยวอู๋ทว่าความเจ็บปวดจากการจากลาครั้งนี้ก็ยังเกิดขึ้นกับคนทั้งคู่อยู่ดี ทั้งสองได้แต่โอบกอดกันแน่นพยายามซึมซับความสุขแสนสั้นที่มีในตอนนี้เอาไว้
...
สามวันให้หลังก็ถึงวันที่เสี่ยวอู๋ต้องจากไป
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งตำหนักนภาปราณยุทธผู้กล้าแกร่งจากสกุลน่าหลันกลุ่มหนึ่งขี่สัตว์อสูรทะยานเมฆามาพร้อมกับรถศึกที่หรูหรางดงามก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าของสำนัก
คนกลุ่มนั้นสวมใส่ชุดเกราะที่ทำจากวัสดุพิเศษ พวกเขาแผ่กลิ่นอายพลังที่น่าตกตะลึงออกมาจากที่จั่วเฉินลองตรวจสอบดู คนที่มีพลังอ่อนแอที่สุดในกลุ่มนี้ก็ยังมีพลังสูงกว่าระดับเรียกวิญญาณดูท่าคนทั้งหมดคงจะเข้าสู่ระดับสามซึ่งเป็นระดับรวมยุทธไปแล้วแน่
ตอนที่คนจากสกุลน่าหลันปรากฏตัว กระทั่งผู้อาวุโสและบุคคลระดับสูงของตำหนักนภาปราณยุทธเองก็ยังแตกตื่นไปด้วยต่างก็รีบพากันออกมาต้อนรับ สกุลน่าหลันนี้เป็นสกุลใหญ่ แม้ไม่อาจเทียบกับตำหนักนภาปราณยุทธของพวกเขาได้แต่ก็นับว่ามีอำนาจมากล้นในดินแดนนภาแห่งนี้
จั่วเฉินส่งเสี่ยวอู๋ขึ้นรถศึกท่ามกลางเหล่าองค์รักษ์ที่ค้อมตัวแสดงความเคารพ
บรรดาศิษย์ที่เห็นภาพนี้ต่างก็เกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นในใจพวกเขารู้เพียงว่าจั่วเฉินมาจากสำนักเล็กๆ และเป็นแค่ผู้ติดตามของหลงซินเย่ คิดไม่ถึงว่าสถานะต้อยต่ำเช่นนี้กลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์หญิงแห่งสกุลน่าหลันซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม้พวกเขาจะฟันฝ่าทั้งชีวิตก็ยังไม่กล้าฝันถึง
จั่วเฉินรับรู้ได้ถึงความอิจฉาของทุกคน ทว่าเขาเพียงแค่นหัวเราะออกมาเท่านั้นอย่างไรเสีย จั่วเฉินก็ไม่เคยเห็นสกุลน่าหลันอยู่ในสายตา
เขาเกิดมาในสกุลจั่วที่เป็นถึงตระกูลราชา แถมยังมาจากดินแดนศึกไร้พรมแดนที่แข็งแกร่งดังนั้น หากมีสายตาคับแคบเก็บสกุลน่าหลันมาใส่ใจ ย่อมไม่มีสิทธิเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงเช่นนั้นคงไม่ต้องพูดถึงการหวนคืนสู่ดินแดนศึกไร้พรมแดนเพื่อทวงคืนทุกอย่างจากจั่วเชียนชิว
“พี่เฉินจะต้องมาหาข้าให้ได้นะ”เสียงสุดท้ายของเสี่ยวอู๋ดังก้องอยู่ข้างใบหู
หลังจากเสี่ยวอู๋ก้าวขึ้นรถศึก สัตว์อสูรทะยานเมฆาทั้งเก้าก็แผดเสียงคำรามลั่นก่อนจะลากรถศึกทะยานออกจากตำหนักนภาปราณยุทธไป จากนั้นคนอื่นๆ จากสกุลน่าหลันก็พากันกระโดดขึ้นหลังสัตว์อสูรแล้วติดตามไปเพื่ออารักขานาง
จั่วเฉินที่ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าทางเข้าสำนักพร้อมกับอาเล็กสายตาจับจ้องไปยังคนที่จากไปโดยไม่พูดไม่จา
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือการจากลา การที่เสี่ยวอู๋จากไปอย่างกระทันหันเช่นนี้ทำให้อารมณ์ของจั่วเฉินย่ำแย่
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เมื่อเห็นว่าเงาของเสี่ยวอู๋จากไปไกลแล้วจั่วเฉินจึงพาท่านอาเล็กกลับสำนัก ทว่าจู่ๆ เขาก็มีอันต้องชะงัก จั่วเฉินหันกลับมามองแล้วจ้องเขม็งไปยังผู้มาใหมที่กำลังที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“หยุด!” เสียงของคนผู้นั้นดังขึ้น
จากนั้นสัตว์อสูรทะยานเมฆาก็หยุดเคลื่อนไหวในทันที รอบข้างพลันเกิดฝุ่นฟุ้งกระจายก่อนที่ชายหนุ่มจะกระโดดลงมาจากหลังของมัน
คนผู้นี้ดูแล้วมีอายุประมาณยี่สิบปี สวมใส่ชุดเกราะสีม่วงทอง ทั่วร่างมีกลิ่นอายพลังที่หนักหน่วงกระจายออกมาพริบตานั้น พลังพวกนั้นก็กดทับมาทางจั่วเฉินอย่างมืดฟ้ามัวดิน
จั่วเฉินล่าถอยออกไปสามก้าว สีหน้าพลันย่ำแย่ลงทว่ากลิ่นอายพลังของผู้ฝึกยุทธพลังปราณมักจะพัฒนาขึ้นตามระดับพลังจนเกิดเป็นแรงปณิธานอย่างหนึ่งดังนั้นเมื่อจั่วเฉินชักนำแรงปณิธานในหินหยกออกมา เขาจึงสามารถทนรับแรงกดดันนี้ได้ก่อนจะทรงตัวให้มั่นคง
“เจ้าเป็นใคร” จั่วเฉิ่นถามเสียงเย็น
“น่าหลันเสวี่ยชิง!” ผู้มาใหม่ตอบพลางมองจั่วเฉินอย่างไม่ยี่หระ
“ข้าจะบอกอะไรให้ หลังจากกลับไป เสี่ยวอู๋จะต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดีเพื่อที่จะแต่งงานกับหวงเส้าเทียนที่จะกลับมาในอีกสามปีข้างหน้าวันหลังเจ้าจงเจียมตัวให้ดี อย่าคิดหมายปองน้องสาวข้า สกุลน่าหลันไม่ใช่ระดับที่คนอย่างเจ้าจะมาข้องเกี่ยวได้เข้าใจหรือไม่!” น่าหลันเสวี่ยชิงเอ่ยพลางมองจั่วเฉินด้วยท่าทีโอหัง
เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้ว จู่ๆ จั่วเฉินก็ฉีกยิ้ม ทว่านั่นเป็นรอยยิ้มที่บ้าระห่ำและไม่เกรงกลัวผู้ใดสุดท้ายจั่วเฉินก็เอ่ยปากตอบ
“ดี ไม่มีสิทธิหมายปองอย่างนั้นหรือสกุลน่าหลันของเจ้าทอดทิ้งเสี่ยวอู๋มานับสิบปี จู่ๆ ก็มาตามตัวกลับไป ทีแรกข้าก็นึกว่าจะเป็นเรื่องดีที่ไหนได้ กลับจะบังคับให้นางเสียสละแต่งงานเพื่อสกุล”
จั่วเฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อเสียงต่ำ
“เช่นนั้นข้าจะบอกให้ หากยังมีข้าจั่วเฉินอยู่เรื่องนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ ชีวิตนี้ของเสี่ยวอู๋มีเพียงข้าจั่วเฉินเท่านั้นที่ดูแลได้คนอื่นจงไสหัวไปเสีย!”
“ฮ่าๆๆ น่าขำ ช่างน่าขำจริงๆ เจ้าเป็นแค่ผู้ติดตาม กระทั่งศิษย์ตัวจริงของตำหนักนภาปราณยุทธก็ยังไม่ใช่แต่กลับกล้าพูดจาโอหังเช่นนี้ออกมา เจ้าน่ะหรือจะดูแลนางได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่นางจะแต่งด้วยเป็นใคร รู้หรือไม่คำว่าหวงเส้าเทียนหมายถึงอะไร เขาเป็นบุคคลที่ชั่วชีวิตนี้เจ้าก็ได้แค่แหงนหน้ามองเท่านั้นมีพลังแค่ระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดแท้ๆ กลับยังกล้าพูดจาเช่นนี้ออกมาได้อีกนะ”
น่าหลันเสวี่ยชิงระเบิดหัวเราะ คล้ายกับกำลังฟังเรื่องตลกขบขันอย่างไรอย่างนั้นเห็นได้ชัดว่าเขาตรวจสอบเรื่องจั่วเฉินมาก่อนแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ลึกถึงระดับพลังของจั่วเฉินได้อย่างแม่นยำเช่นนี้
“เจ้าหนู เบิกตาดูให้ดีเจ้ายังไม่มีสิทธิมาพูดกับข้าและสกุลน่าหลันหรอก”
สิ้นเสียง น่าหลันเสวี่ยชิงก็กระโดดขึ้นหลังสัตว์อสูรทะยานเมฆาและจากไปอย่างรวดเร็ว