เมื่อได้รับทราบถึงคุณสมบัติบางส่วนของเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ กังหลงถึงกับตกตะลึง คำนึงในใจว่า
"เป็นเคล็ดวิชาที่ล้ำค่าจากแห่งหนใดกัน มิทราบผู้ที่คิดค้นบัญญัติจะเก่งกล้าปานใด แต่ดูเหมือนข้อมูลความรู้จะขาดหายไปในช่วงหลังหรือจะยังมีระดับการฝึกปรือที่สูงส่งกว่านี้อีก จะมีผู้ใดเคยฝึกไปถึงระดับสูงสุดได้บ้างหรือไม่ หากฝึกปรือสำเร็จระดับที่แปดจะมิกลายเป็นเทพไปเลยรึไง.. ดูท่าเป็นเคล็ดวิชาสำหรับอาวุธหนักโดยแท้ จะมีพลังโจมตีใดหรืออาวุธใดหนักถึงสิบห้าล้านชั่งกันเล่า หรือคัมภีร์นี้จะเป็นเพียงปาหี่ของเล่นที่นำมาหลอกลวงผู้คน แต่อาจารย์คงไม่สะสมสิ่งที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์ไว้เป็นแน่ โอ..!! แท้จริงแล้วท่านอาจารย์จะเก่งกล้าปานใดกัน"
"สิ่งที่ข้าเคยกังวลก่อนหน้านี้เรื่องการเรียนรู้กายาต่าง ๆ เพื่อจะส่งเสริมให้การสำแดงอานุภาพของท่าร่างเก้ากายาอัสนีไม่ทิ้งรอยให้สมบูรณ์เต็มกำลัง บัดนี้สิ่งเหล่านี้ได้อยู่ในวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติทั้งสิ้น ขอเพียงสำเร็จวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติระดับต่าง ๆ ได้ ย่อมสำแดงอานุภาพของท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอยได้เป็นแน่แท้ แสดงว่าหากจะสำแดงอานุภาพของท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอยออกมาจำเป็นต้องมีพื้นฐานคือลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติเสียก่อน มิน่าท่านอาจารย์จึงได้เก็บคัมภีร์ทั้งสองไว้ด้วยกัน เพราะหากขาดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติไปท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอยก็เกือบใช้งานไม่ได้และถึงกับเป็นวิชาที่ไร้ประโยชน์ไป"
แม้จะมีข้อสงสัยมากมายว่าจะเป็นไปได้รึไม่ แต่กังหลงก็ตัดสินใจลองฝึกปรือเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติดู นั่งฌาณสำรวมจิตโคจรลมปราณไปตามแนวทางของเคล็ดวิชา ซึ่งวิธีการโคจรนั้นเป็นหลักโคจรแล้วย้อนกลับ กำเนิดแตกดับ แตกดับกำเนิด หมุนวนเป็นวัฏจักร เป็นเช่นนี้เรื่อยไป ยิ่งฝึกปรือยิ่งลึกล้ำและยากจะตีความ
จวบจนเวลาผ่านไปอีกเจ็ดวัน ฉับพลันปราณความร้อนของทะเลลาวาได้เกิดกระแสหมุนวนรอบกายกังหลงและถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างกายกังหลงดุจหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง รูขุมขนทั่วร่างกังหลงเปิดออกดูดกลืนพลังความร้อนจากทะเลลาวาอย่างตะกละตะกราม กระแสพลังดุจพายุทอร์นาโด เพียงชั่วครู่ความร้อนของทะเลลาวาเหมือนจะสูญสลายไปถึงครึ่งหนึ่ง กังหลงรับรู้ได้ถึงพลังปราณของตนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รับรู้ถึงร่างกายที่แข็งแกร่งและมีพลังขึ้นถึงสามเท่าตัว
ทันใดนั้นจุดจักระบริเวณก้นกบถึงมีอาการหน่วงและหมุนวนขึ้นอีกครั้ง เหมือนคล้ายโดนอะไรบางอย่างกระตุ้น และครั้งนี้ดูจะรุนแรงกว่าก่อนหน้านี้มากมายนัก กังหลงลืมตาขึ้นและสำรวจรอบกายตนทันที และสายตาก็สะดุดกับสิ่งหนึ่งที่กำลังลอยคว้างเหนือทะเลลาวาเบื้องหน้า เจ้าสิ่งนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีแดงขนาดเท่าไข่นกกระทา กังหลงจ้องมองตาไม่กระพริบและเผลออุทานออกมา
"เม็ดธาตุอัคคีโลกันต์อเวจี !! "
" โอ..มินึกว่าจะมีอยู่ในพื้นที่ของหอนิรทุกข์แห่งนี้ มิน่าจุดจักระบริเวณก้นกบถึงมีอาการหน่วงและหมุนวนขึ้นเอง ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งธาตุอัคคี จุดจักระคงสัมผัสได้ถึงเม็ดธาตุอัคคีโลกันต์อเวจี จึงได้เรียกร้องให้ข้าลงมายังที่นี่ คงเป็นเหมือนคราที่ได้กลืนกินเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุคำรณเข้าเป็นแน่ เห็นทีต้องหาวิธีครอบครองเม็ดธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีให้ได้โดยเร็วแล้ว จักระในตัวข้าที่เปิดออกทั้งหมดช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ที่ได้มอบโอกาสนี้ให้แก่ข้า"
เมื่อเม็ดธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีมาปรากฎเช่นนี้ กังหลงจึงล้มเลิกการโคจรเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติทันที แล้วโฉบบินไปยังเม็ดธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีที่ลอยอยู่กลางทะเลลาวา แต่ขณะที่กังหลงล้มเลิกการโคจรเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ เม็ดธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีคล้ายพ้นจากแรงดึงดูดกลับจมหายลงไปยังทะเลยลาวาในทันที
"งะ..!! ถึงกับหนีกลับลงไปใต้ทะเลลาวาซะงั้น แต่..เอ..เม็ดธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีคล้ายถูกดึงดูดออกมาขณะที่ข้ากำลังโคจรเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ หรือวิชานี้มีพลังที่สามารถดึงดูดเม็ดพลังธาตุต่าง ๆ ได้ คงต้องทดสอบดูอีกครา"
คิดเช่นนั้นกังหลงจึงสำรวมจิตโคจรเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติไปตามเคล็ดวิชาอีกครั้ง จวบจนแรงดูดกลืนก่อเกิดเป็นพลังคล้ายพายุทอร์นาโด ฉับพลันเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีได้ค่อย ๆ ลอยโผล่พ้นขึ้นจากทะเลลาวาขึ้นมาอีกครั้ง ครานี้กังหลงมิได้ล้มเลิกการโคจรเคล็ดวิชาลมปราณ อาศัยจังหวะที่เม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีกำลังลอยนิ่งเพราะแรงดึงดูด โฉบบินอย่างรวดเร็วคว้าจับเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีเอาไว้ได้ในทันที ยามที่สัมผัสเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจี มิมีความรู้สึกใดทั้งสิ้น กังหลงแปลกใจยิ่งนัก นึกว่าเม็ดพลังธาตุที่อยู่ในทะเลลาวาจะมีความร้อนที่รุนแรง แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
แท้จริงแล้วเม็ดพลังธาตุที่บริสุทธิ์ทุกชนิดจะมีสภาพเป็นกลางดุจน้ำบริสุทธิ์มิอาจทำอันตรายใด ๆ ได้เลยหากวัตถุธาตุนี้มิได้พิโรธจนสำแดงพลังออกมา จากประสบการณ์ที่ได้รับเมื่อตอนได้รับเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุและเม็ดพลังธาตุสายฟ้า กังหลงจึงตัดสินใจกลืนกินเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีในทันที นั่งลงเข้าฌาณเพื่อหลอมรวมดูดกลืนเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจี
กังหลงนั่งในท่าขัดสมาธิฝ่ามือซ้ายทับมือขวานิ้วหัวแม่มือชนกันหลับตาสำรวมจิตเริ่มต้นฝึกฌาณตามแนวทางเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ เมื่อสมาธิเริ่มนิ่ง จิตก็สัมผัสได้กับพลังความร้อนกลุ่มหนึ่งในร่างกายที่วิ่งวนไปมา สังเกตุดูกลุ่มพลังนี้มีสีแดงเพลิงสิ่งนี้ต้องเป็นพลังของเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีอย่างไม่ต้องสงสัย
ผ่านไปราวหนึ่งร้อยลมหายใจ สภาวะลมหายใจแผ่วเบาลงจนแทบสัมผัสไม่ได้ เสมือนไม่ได้หายใจ เข้าสภาวะจิตสงบยิ่ง ดุจมิมีสิ่งใดในโลกานี้ ..สภาวะเช่นนี้หากมียอดยุทธระดับสูงมาเห็นเข้าต้องตื่นตะลึงและจดจำได้..เพราะสิ่งนี้เรียกว่าจิตเหนือโลกีย์ เป็นสภาวะที่จิตใสกระจ่างชั่วขณะ จิตวิญญาณจะถูกชำระจนบริสุทธิ์แข็งแกร่งจนสามารถใช้พลังจิตวิญญาณโจมตีศรัตรูได้..ถ้าหากฝึกปรือจนสามารถดำรงสภาวะเช่นนี้ไว้ได้จนชำนาญ..!! แต่สภาวะเช่นนี้คล้ายเกิดขึ้นอย่างบังเอิญกับกังหลงเพียงชั่วครู่เท่านั้น
เมื่อจิตกระจ่างชั่วครู่ได้เกิดความร้อนอุ่นพร้อมแสงสีทองขึ้นที่จุดตันเถียนแล้วแผ่กระจายไปตามจุดเส้นชีพจรแต่ละจุด เริ่มจากจุดบนกระหม่อมไล่ลงเบื้องล่างจนครบทั้งห้าสิบสี่จุด แล้วแผ่กระจายต่อไปยังตำแหน่งจักระที่อยู่ล่างสุดเคลื่อนต่อขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงจักระบนกระหม่อมครบทั้งเจ็ดตำแหน่งเมื่อไหลเวียนครบรอบ กระแสพลังอุ่นร้อนนั้นได้ไหลเวียนต่อไปอีกรอบแล้วรอบเล่า แต่ละรอบที่เพิ่มขึ้นความเร็วในการไหลเวียนยิ่งเร็วขึ้น จากช้าเป็นเร็ว เมื่อยิ่งเร็วขึ้นได้เกิดพลังดึงดูดภายในรุนแรงขึ้นจนเริ่มดึงรั้งพลังสีแดงเพลิงที่วิ่งวนไปมาให้เริ่มเข้ามาอยูในกระแสพลังอุ่นร้อนที่ไหลวนอย่างรวดเร็วนั้นทีละน้อย
กลุ่มพลังสีแดงเพลิงเมื่อรู้ว่ากำลังโดนดึงดูดก็เริ่มต่อต้านเคลื่อนถอยห่างออกจากกระแสพลังอุ่นร้อนที่วิ่งวนอย่างรวดเร็ว กลุ่มพลังอุ่นร้อนครั้นเห็นพลังสีแดงเพลิงถอยหนีก็ยิ่งวิ่งวนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดแรงดึงดูดมหาศาลฉุดกระชากพลังสีแดงเพลิงเข้ามาอยู่ในเส้นทางการวิ่งวนของพลังสีทองและเริ่มหลอมกลืนพลังสีแดงเพลิงจนกลายเป็นเนื้อเดียวภายในพริบตา !!